กกพ.จับตาตะวันออกกลาง หวั่นกระทบซัพพลาย LNG ย้ำค่าไฟงวดใหม่ต้องประเมินรอบด้าน งัดกลไกเงิน Claw Back 9,400 ล้านบาท อุ้มค่าไฟได้แค่ 13 สตางค์ ชี้ไทยมีความเสี่ยง เพราะพึ่งพาก๊าซนำเข้าสูง เร่งหาแหล่งนำเข้า กระจายความเสี่ยง หนุนพลังงานทางเลือก-หมุนเวียน ใช้เชื้อเพลิงในประเทศ
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดพลังงานโลกในปัจจุบันสะท้อนบทเรียนสำคัญว่าประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงมีความเปราะบาง
เนื่องจาก ไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 57% และกว่าครึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ต้องนำเข้า ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าผันผวนตามราคาตลาดโลก ดังนั้นจึงต้องประเมินสถานการณ์ใกล้ชิด โดยเฉพาะในตลาด Spot LNG ที่มีความผันผวนสูง
ทั้งนี้ กกพ.ได้ปรับแผนพึ่งพาเชื้อเพลิงในประเทศ ทั้งบริหารความมั่นคงโดยเร่งซ่อม ปรับแผนผลิตไฟถ่านหินแม่เมาะ รวมถึงพลังน้ำจากในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน และการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ไม่อาจคาดเดาได้
ขณะนี้ราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น การพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าอาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากราคา LNG ปรับเพิ่มจากประมาณ 12 USD/MMBtu เป็น 25 USD/MMBtu จะทำให้ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.58 บาทต่อหน่วย
ดังนั้น การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้างวดใหม่ เราจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยด้านต้นทุนเชื้อเพลิงมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อราคาก๊าซในตลาดโลก เราต้องรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้าน ก่อนประกาศอัตราใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเหมาะสมมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าภาครัฐและหน่วยงานกำกับ มีเป้าหมายร่วมกันในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยจะใช้กลไกต่าง ๆ เช่น เงินส่วนเกินจากกิจการไฟฟ้า เพื่อช่วยชะลอผลกระทบไม่ให้ส่งผ่านโดยตรงในทันที
ปัจจุบัน กกพ. มีเงินเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า หรือ คอลแบ็ก (Claw Back) ในปัจจุบันมีเหลืออยู่ที่ 9,400 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ให้หมดเพราะเป็นเงินของประชาชน ซึ่งเงินในส่วนนี้คาดว่าจะสามารถเข้ามาอุดหนุนราคาค่าไฟได้เพียง 13 สตางค์
แต่การที่ประกาศค่าไฟจะต้องมีการประเมินให้ถี่ถ้วน เพราะจะต้องดูทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน หากประกาศไปล่วงหน้าและสถานการณ์เปลี่ยนอาจจะทำให้เกิดการผิดพลาดได้
ขณะที่การดูแลภาระหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะต้องให้ กฟผ. เตรียมรับมือเรื่องความพร้อมการเงินด้วย เพื่อไม่ให้กลับไปแบกรับภาระหนี้เช่นเดิมได้ เพราะต้องยอมรับว่า กฟผ. เป็นเสาหลัก
หากกระทบรุนแรง อาจจะเสี่ยงมาถึงความมั่นคง โดยปัจจุบัน กฟผ. ยังมีภาระหนี้คงค้างประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังแบกภาระค่าเชื้อเพลิงอีกประมาณ 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเรื่องของดอกเบี้ยที่ต้องนำมาคิดในค่าไฟด้วย
สำหรับแนวคิดการกำหนดค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า หรือการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณน้อย ภาครัฐเคยพิจารณามาแล้วในอดีต และอาจนำกลับมาใช้ตามความเหมาะสม โดยต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอย่างรอบคอบ
ดร.พูลพัฒน์ ระบุอีกว่า แนวโน้มราคาก๊าซ LNG ในตลาดโลก ปัจจุบันมีความผันผวน โดยเคยพุ่งสูงถึง 47 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูในช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน
โดยล่าสุดปรับขึ้นแตะระดับประมาณ 25 ดอลลาร์ จากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าวอาจเป็นเพียงระยะสั้นจากภาวะตื่นตระหนกของตลาด และยังต้องติดตามทิศทางในระยะต่อไป
“สำหรับช่วงฤดูร้อนและเทศกาลสงกรานต์ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง ยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการจัดหาพลังงานเพียงพอ ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน แต่ขอความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน เพื่อลดภาระต้นทุน”
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางเพิ่มการใช้พลังงานจากแหล่งภายในประเทศ เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการพิจารณานำโรงไฟฟ้าเดิมกลับมาใช้งาน เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและลดต้นทุนโดยรวมในช่วงที่ราคาก๊าซยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม กกพ. ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบ พลังงานของประเทศให้สามารถ “พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น” ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์สงครามสะท้อนให้เห็นชัดว่า ความมั่นคงพลังงานไม่สามารถพึ่งพาภายนอกเพียงอย่างเดียวได้
ทั้งนี้ กกพ. จะเร่งวางระบบกำกับกิจการพลังงาน เพื่อรองรับการผลิตและใช้พลังงานภายในประเทศมากขึ้น โดยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้ใช้ไฟฟ้าในระบบโดยรวม
ควบคู่กับการพัฒนากลไกตลาดไฟฟ้าสะอาด เช่น Utility Green Tariff (UGT) และ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) โดยใช้ Big Data และ AI ผ่านระบบ Energy Foresight
ที่ผ่านมา กกพ. ได้เริ่มวางรากฐาน ได้เปิดตลาดไฟฟ้าสีเขียวเชิงพาณิชย์ผ่านโครงการ Utility Green Tariff (UGT) ซึ่งมีการจัดสรรไฟฟ้าสีเขียว 2,000 ล้านหน่วยต่อปี มีผู้ใช้บริการแล้ว 41 ราย ใช้ไฟฟ้าจริงกว่า 142 ล้านหน่วย และรองรับการลงทุน ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง Data Center
อ่านข่าวต้นฉบับ: กกพ. งัดกลไก Claw Back เงินเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า อุ้มค่าไฟได้ 13 สตางค์
