ที่ผ่านมา ปตท.ประกาศแผนการลงทุน 5 ปี ด้วยงบประมาณ 8.65 แสนล้าน ซึ่งจัดสรรงบฯสัดส่วน 50% หรือประมาณ 4.325 ล้านกับลูกคนโต “บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม” หรือ ปตท.สผ. หรือ PTTEP ระหว่างปี 2564-2568
ภายใต้การนำของ “มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ที่ก้าวมารับตำแหน่งเมื่อ 1 ตุลาคม 2564
ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายช่วงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การดำเนินการตามหลัก ESG หรือ environmental social governance การปรับสู่พลังงานหมุนเวียน และการสร้างสรรค์พลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคต
มนตรีเปิดเผยวิสัยทัศน์การสร้างการเติบโตให้ ปตท.สผ. ภายใต้แนวคิด “energy new normal” โดยวางแนวทางการดำเนินธุรกิจ เน้น 3 เรื่องหลัก คือ สร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมซึ่งเป็นธุรกิจหลัก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
เน้นการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ ปตท.สผ.มีความชำนาญ ได้แก่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง โดยสิ่งสำคัญคือจะเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเป็น 80% และน้ำมัน 20% ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม
โดยได้พัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ และการกักเก็บคาร์บอน (carbon capture storage หรือ CCS) และตั้งหน่วยการกักเก็บคาร์บอนเพื่อใช้ประโยชน์ (carbon capture utilization : CCU) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศ ซึ่ง ปตท.สผ.มีแผนจะลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปัจจุบัน 17% ให้เป็น 25% ในปี 2030
และลงทุนในธุรกิจใหม่ (beyond E&P) 3 ด้าน คือ ธุรกิจด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ โดยลงทุนผ่านบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือเออาร์วี (AI and Robotics Ventures Company Limited) ธุรกิจไฟฟ้าที่ต่อยอดจากก๊าซธรรมชาติ เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ (gas to power) และพลังงานหมุนเวียน (renewable energy) จะมองหาโอกาสการลงทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ
ในปีหน้าจะเป็นก้าวสำคัญของธุรกิจ ARV ซึ่งตั้งไข่มาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ทาง ปตท.สผ.วางแผนจะให้เป็นสตาร์ตอัพ และมุ่งจะ “สเกลอัพ” ใน 4 สาขาธุรกิจ โดยบริษัทย่อย คือ
1) ROVULA สำรวจตรวจสอบและซ่อมแซมอุปกรณ์ใต้ทะเล
2) Varuna สำรวจพื้นที่เกษตรและป่าไม้ ประมวลผลด้วย AI และการจัดการอย่างยั่งยืน
3) Skyller ตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI
และ 4) Cariva เครือข่ายด้านสุขภาพ พัฒนาเทคโนโลยี AI และ IOT ซึ่งจะมุ่งแสวงหาการลงทุนร่วมกับพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น
พร้อมกันนี้ ล่าสุดได้จัดตั้งบริษัท ฟิวเจอร์เทค เอนเนอร์ยี่ เวนเจอร์ส จำกัด (FutureTech Energy Ventures Company Limited) และบริษัท ฟิวเจอร์เทค โซลาร์ (ประเทศไทย) จำกัด (FutureTech Solar (Thailand) Company Limited) จำกัด เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต รวมถึงลงทุนในธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ซึ่งมุ่งสู่พลังงานสะอาด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยเทคโนโลยี CCS และ CCU และพลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคต (future energy) เช่น พลังงานไฮโดรเจน
เป้าหมายการลงทุนในธุรกิจใหม่ คาดว่าจะช่วยปรับพอร์ตสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนคิดเป็นสัดส่วน 20% ใน 15 ปีข้างหน้า หรือปี 2030 (2573)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั่วโลกจะมุ่งสู่การใช้พลังงานอนาคต เช่น การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า แต่แหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญยังคงมาจาก “ก๊าซธรรมชาติ”
ในส่วนของ ปตท.สผ. ปัจจุบันมีการใช้กำลังการผลิตก๊าซ 72-73% แต่มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้กำลังการผลิตให้ได้ 80% เพราะประเมินว่าแนวโน้มดีมานด์ก๊าซในตลาดโลกยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง และราคาก็มีทิศทางที่ดีด้วย โดยคาดว่าราคาก๊าซที่ปรับไปสูงมาก จะต้องอาศัยระยะเวลาอีก 2-3 ปีข้างหน้าเพื่อเข้าสู่สมดุล ส่วนทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 7-10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู
ทั้งนี้ แม้ว่า ปตท.สผ.จะเน้นนโยบาย “coming home” ผลิตก๊าซที่อ่าวไทย แต่ที่ผ่านมาได้ขยายการลงทุนโครงการในต่างประเทศหลายแห่ง อาทิ เข้าไปสำรวจและผลิตในประเทศเมียนมาเพื่อส่งผลิตไฟฟ้าให้ภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม แต่จากปัญหาโควิดทำให้การก่อสร้างชะงัก คาดว่าจะผลิตได้เร็ว ๆ นี้
ขณะที่มาเลเซีย ไฮไลต์สำคัญคือการพบแหล่งปิโตรเลียมใหม่ 4 แห่ง คือ แหล่งซาราวัก เอสเค 410 บี (แหล่งลังเลอบาห์) ซาราวัก เอสเค 417 (หลุมโดกง-1) ซาราวัก เอสเค 405 บี (หลุมซีรุง-1) และซาราวัก เอสเค 438 (หลุมกุลินตัง-1) อยู่ระหว่างการวางแผนการผลิต
ส่วนในตะวันออกกลาง มีโครงการโอมาน แปลง 61 ที่เข้าซื้อสัดส่วน 20% ในไตรมาส 1 ปัจจุบันสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติเต็ม 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และคอนเดนเสตที่ 69,000 บาร์เรลต่อวัน สำหรับโครงการในระยะสำรวจที่สำคัญ คือ อาบูดาบี ออฟชอร์ 1, อาบูดาบี ออฟชอร์ 2 และอาบูดาบี ออฟชอร์ 3 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาทางธรณีวิทยา และวางแผนเจาะหลุมสำรวจ
นอกจากนี้ยังมีโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ซึ่งเข้าซื้อสัดส่วน 24.5% จากบริษัท ซีนุค (CNOOC Limited) ทำให้มีสัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 49% โดยมีโซนาแทรค (SONATRACH) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของแอลจีเรีย เป็นผู้ร่วมลงทุนหลักในสัดส่วน 51% ปัจจุบันคาดว่าจะเริ่มผลิตน้ำมันดิบได้ปี 2565 กำลังการผลิต 10,000-13,000 บาร์เรลต่อวัน
ความสำเร็จจากการขยายการลงทุนต่างประเทศจากโอมาน แปลง 61 และโครงการแปลงเอชในมาเลเซียที่เริ่มรับรู้เมื่อไตรมาส 2 ประกอบกับราคาพลังงานสูงขึ้น ส่งผลในปีนี้ “ปตท.สผ.” จะได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของยอดขาย 417,000 ล้านบาร์เรลเท่าน้ำมันดิบต่อวัน
ส่วนในปีหน้า ปตท.สผ.คาดว่าปริมาณการขายจะเติบโต 6-7% จากปีนี้ เพราะไม่เพียงแนวโน้มราคาน้ำมันและก๊าซที่ยังทรงตัวสูง การรับรู้รายได้โอมาน แปลง 61 และแปลงเอชมาเลเซียแบบเต็มปี แต่ยังมีก้าวสำคัญในการเข้าดำเนินการแหล่ง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และแปลง G2/61 (แหล่งบงกช)
ซึ่งแม้ว่าจะล่าช้าในการเข้าไปจัดการพื้นที่แหล่งเอราวัณจนสุ่มเสี่ยงต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติไม่ทันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) แต่ ปตท.สผ.วางหมาก จะเจรจากับฝ่ายที่่เกี่ยวข้องในเดือนธันวาคมนี้ และ “เตรียมแหล่งก๊าซสำรอง” ทั้งบงกชและอาทิตย์ไว้ เหลือเพียงคลิกเดียว คือ การเจรจากับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเพื่อรับซื้อก๊าซจากแหล่งสำรอง ทุกอย่างจะเป็นไปตามหมากที่วางไว้
อ่านข่าวต้นฉบับ: PTTEP เขย่างบฯ 4 แสนล้าน ลงทุนปั้นพอร์ตธุรกิจใหม่
