นักวิชาการชี้รัฐบาลใหม่ แม้มีเสียงเพียงพอสร้างเสถียรภาพ แต่ยังไม่พอรับประกันประสิทธิภาพบริหารประเทศ ชี้ต้องเร่งผสานนโยบายระยะสั้น-ยาว แก้ผลกระทบภาษีทรัมป์ ดันส่งออก-ท่องเที่ยว เร่งลงทุนบีโอไอและเบิกจ่ายงบ พร้อมยกระดับขีดความสามารถแข่งขันด้วยเอไอ-อีอีซี และพัฒนาเอสเอ็มอี มองมีโอกาสดันเศรษฐกิจโต 3-5% ใน 3-4 ปี
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ พรรคภูมิใจไทย ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากวิเคราะห์จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคภูมิใจไทยมีเกือบ 200 เสียง เมื่อรวมกับพรรคการเมืองอีก 1-2 พรรค คะแนนเสียงก็น่าจะเพียงพอที่จะสร้างเสถียรภาพของรัฐบาลให้อยู่ต่อไปได้ถึง 4 ปี
แต่เสถียรภาพอย่างเดียวไม่ได้อธิบายถึงประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ในด้านความมั่นคงของประเทศ หรือ เศรษฐกิจ ตัวอย่างจากหลายประเทศทั่วโลก ที่มีรัฐบาลที่อยู่ยาวนานมีเสถียรภาพ อย่างเวเนซุเอลา ที่บริหารประเทศมานานกว่า 20 ปี แต่เศรษฐกิจของประเทศทรุดเพราะไม่ได้ปรับตัวให้สอดคล้องและแข่งขันกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ ประเทศไทยเองมีช่วงหนึ่งที่เป็นรัฐบาลยาวนานเกิน 4 ปี แต่ก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตได้
นายสมชาย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้สามารถก้าวข้ามอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่า 2% และพ้นจากการเป็นคนป่วยแห่งอาเซียน เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังเผชิญหน้าอยุ่เป็นการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกที่รุนแรง
การทำนโยบายระยะสั้น รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ที่จะตอบแนวทางการแก้ไขปัญหาภาษีทรัมป์ว่าจะทำอย่างไร ในวันที่หลายประเทศ อย่างอินเดีย ไต้หวันที่ได้ภาษีที่ 15% ซึ่งต่ำกว่าของไทยที่อยู่ที่ 19% และยังเจรจาไม่จบ นโยบายภาษีของทรัมป์ กระทบทั้งภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวของไทย รัฐบาลจึงต้องบริหารเศรษฐกิจระยะสั้นให้เติบโตให้ได้ 2% กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการส่งออกและท่องเที่ยวให้ดี
นายสมชาย กล่าวว่า เร่งการลอกท่อ ที่ขอสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ใช้เงินลงทุนออกมา เมื่อได้รับการอนุมัติไปแล้ว หลายธุรกิจยังไม่ลงทุน ต้องเร่งให้นักลงทุนที่ได้สิทธิประโยชน์จากบีโอไอออกมาลงทุน นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล และต้องไม่กระทบกับกรอบนโยบายการเงินการคลัง เพราะตอนนี้สถานการณ์การคลังของเราเราอยู่ในช่วงที่ต้องระมัดระวังและเสี่ยงต่อการถูกลดเครดิตเรตติ้ง เพราะภาระหนี้ชนเพดานแล้ว
ส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว ต้องวางแผนแก้ไขปัญหาความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ต่ำ เป็นผู้ป่วยแห่งอาเซียน ประเทศไทยต้องพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ เข้ามาใช้ในการพัฒนาธุรกิจ สินค้า บริการให้ตรงกับโลกของการเปลี่ยนแปลง การนำเอไอ มาอัพทักษะของคนในประเทศ เร่งการลงทุนจากต่างชาติ ให้เข้ามาลงทุนในไทย พร้อมโอนถ่ายองค์ความรู้มากขึ้น
“รัฐบาลต้องพัฒนาทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ มีการออกแบบนำเทคโนโลยี การลงทุนมาถ่ายทอด เสริมสร้างขีดความสามารถจุดแข็ง ท่องเที่ยว อาหาร เกษตร และ สุขภาพ โดยนำเอไอมาพัฒนา คุณภาพสินค้าเหล่านี้ให้มีมูลค่าเพิ่ม เร่งนโยบายเกี่ยวข้องกับอีอีซีให้เกิดการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ พร้อมช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้รอด ไม่ใช่แค่ช่วยให้ตายช้าลงเหมือนที่ผ่านมา โดยหากพัฒนาไปร่วมกันทั้งระยะสั้นและระยะยาว จะเห็นเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 3-5% ใน 3-4 ปี ข้างหน้า” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยนั้น ความสามารถของคนเพียง 2-3 คน คงไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนนโยบายในเชิงยุทธศาสตร์ประเทศได้ ต้องทำงานร่วมกันทั้งองคาพยพ เพื่อที่จะสร้างยุทธศาสตร์ชาติที่จะสามารถแข่งขันและตอบโจทย์ในภาวะที่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยคนหลัก ๆ อย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถือเป็นคนเก่ง แต่ต้องมีคนมาทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อสร้างยุทธศาสตร์ชาติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
อ่านข่าวต้นฉบับ: นักวิชาการเตือน รัฐบาลใหม่อย่ามีแค่เสถียรภาพ ต้องดันเศรษฐกิจโต 3-5%