ท่ามกลางการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกพยายามทำให้ฉลาดและใช้งานง่ายขึ้น แต่โจทย์สำคัญคือจะ “ขาย” อย่างไร
แต่ละโมเดลไม่ว่า GPT Gemini DeepSeek และอื่น ๆ ล้วนมีวิธีคิดเงินตามการใช้แตกต่างกัน สร้างความสับสนให้ผู้ใช้งาน หากต้องใช้หลายโมเดลอาจต้องสมัครหลายที่
บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS มองเห็นถึงปัญหาดังกล่าวจึงเปิดตัว AIspace แพลตฟอร์ม “พื้นที่รวมโมเดลเอไอ” มาจัดแพ็กเกจขายทีเดียว
ความน่าสนใจอยู่ที่วิธีการ “รวบ” เอไอหลายแห่งมาไว้ที่เดียวนั้นมีความซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะใช้ทั้งวิธีจับมือกับพันธมิตรที่พัฒนาเอไอเองโดยตรงอย่าง Microsoft และ Google รวมถึงใช้วิธีเชื่อมกับผู้ให้บริการที่เป็นตัวกลางรวมเอไอรายใหญ่ ๆ ไว้อยู่แล้ว
ในฝั่งเอไอ Consumer ที่คนทั่วไปใช้สร้างภาพ สร้างวิดีโอ ค้นหาข้อมูล หรือดูดวง เอไอแชตบอตจะรวมอยู่ในแพ็กเกจรายเดือน 399 บาท
AIS ใช้วิธีจับมือ “ตัวกลาง” คือ SparkChat และ Alisa AI ซึ่งแพลตฟอร์มทั้งสองแห่งนี้มีระบบหลังบ้านที่ต่อเข้ากับโมเดลเอไอชั้นนำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น OpenAI Gemini Claude DeepSeek และอื่น ๆ
SparkChat มีระบบหลังบ้านที่เปรียบเทียบผลลัพธ์และมีระบบแนะนำโมเดลที่เหมาะกับงาน เช่น เขียน, กราฟิก, วิดีโอ, วิเคราะห์ข้อมูล พร้อม AI Agents ที่เหมาะสมกับงาน ซึ่งทำให้ผู้ใช้เลือกคำตอบจากโมเดลพื้นฐานของบิ๊กเทคได้ว่า เราชอบแบบไหน
ส่วน Alisa AI หลายคนคุ้นเคยอยู่แล้ว เพราะใช้งานผ่าน LINE เป็น Generative AI สัญชาติไทย มีออกแบบมาให้ใช้ง่าย คู่หูวัยรุ่นเพื่อการเรียนและไลฟ์สไตล์ ช่วยทำงาน การเรียน, โปรเจ็กต์, งานสร้างสรรค์
อีกฝั่งที่เป็นแพ็กเกจเอไอที่เข้มข้นขึ้นมาหน่อยคือ เอไอสำหรับคนทำงาน คิดเป็นแพ็กเกจรายปี สำหรับคนทำงานออฟฟิศ หรือลูกค้าองค์กรเลยก็ใช้ได้ ในฝั่งนี้ AIS จับมือกับบิ๊กเทค Microsoft และ Google
ด้วยคนทำงานมีโปรแกรมพื้นฐาน สำหรับผู้ใช้ Microsoft ก็เปลี่ยนจาก MS Office เป็น MS 365 Copilot ช่วยร่าง-สรุปเอกสาร, สร้างพรีเซนเตชั่น, วิเคราะห์สเปรดชีต, จัดการอีเมล์ และนัดหมาย ลดงานซ้ำ เพิ่มความแม่นยำ เหมาะทั้งทำงานและเรียน เริ่มต้น 2,099 บาท/ปี
ฝั่งคนทำงานที่ Google เป็นหลัก ก็มี Google Workspace with Gemini All-in-One โซลูชั่นทางธุรกิจจาก Google ผสานทุกแอปพลิเคชั่นสำหรับการทำงาน พร้อมผู้ช่วย AI อัจฉริยะเอาไว้ในทุกแพ็กเกจ ช่วยให้องค์กรธุรกิจทำงานได้ง่าย คล่องตัว ติดต่อสื่อสาร และทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม
“ศรัณย์ ผโลประการ” หัวหน้าหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า AIS วางบทบาทเป็น “Top Channel” หรือช่องทางการขายหลักให้ Google และ Microsoft โดยใช้พลังทางการตลาดและฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการ AI และสำหรับ SpakeChat Alisa หรือพันธมิตรอื่น ๆ จะมีความร่วมมือผ่านโมเดลแบบแบ่งรายได้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
“การคิดแพ็กเกจนี้เป็นการเปลี่ยนจากการที่ลูกค้าสมัครบริการ AI ตรงกับผู้ผลิต เป็นการสมัครผ่าน AIS โดยใช้ศักยภาพทางการตลาดในการหาลูกค้าและรับส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) คล้ายกับโมเดลการเป็นพาร์ตเนอร์กับ Netflix หรือ Disney+ หากรวมบริการแพ็กเกจ AI ที่ออกแบบมานี้ ตั้งเป้าผู้ใช้งานในกลุ่ม Consumer ไว้ที่ 1 ล้านรายในระยะแรก”
แพ็กเกจเอไอที่ออกแบบมายังเปิดช่องให้องค์กรธุรกิจเข้าถึงบริการเอไอได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อแพ็กเกจเพื่อใช้งานแบบ Generic Use เช่น สมัครใช้เฉพาะ Copilot หรือ Generative AI) และแบบเฉพาะทาง (Specialized Agents) กรณีต้องการใช้เอไอที่ซับซ้อนขึ้น กลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กรจะเข้ามาดูแล โดยบริการเรือธงที่ AIS พัฒนาขึ้นและพร้อมช่วยองค์กรคือ Voice AI Call Center ที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ใกล้เคียงมนุษย์
“AIS มุ่งเน้นไปที่กลุ่มสถาบันการเงินและศูนย์บริการลูกค้า (Call Center) เพราะมีจุดแข็งจากการนำประสบการณ์การใช้ AI ภายในองค์กรมาปรับใช้จริงกับลูกค้า”
นอกจากการขายเอไอแบบโซลูชั่นให้องค์กรแล้ว มีบางโปรเจ็กต์ที่ AIS ต้องเข้าไปทำ Infastructure ให้ลูกค้าด้วย เพราะพบว่าการใช้เอไอสำหรับองค์กรมีข้อกังวลเกี่ยวกับ Data Localization การตัดสินใจนำ AI มาใช้ในองค์กรขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะนำข้อมูลไปเก็บไว้ที่ใด เช่น การใช้ Gemini ต้องมีการโหลดข้อมูลบริษัทขึ้นระบบ เพื่อให้ AI เข้าถึงได้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการตัดสินใจเชิงธุรกิจ
ดังนั้น กรณีที่องค์กรต้องการจะมีคลาวด์ หรือศูนย์ข้อมูลของตัวเอง ก็สามารถช่วยออกแบบและติดตั้ง หรือกรณีที่จะใช้คลาวด์ภายนอก แต่กังวลเรื่องความปลอดภัยข้อมูล AIS ก็มีโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ระดับ Hyperscaler ภายในประเทศไทย ซึ่งเอื้อต่อการจัดการข้อมูลขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและแหล่งที่เก็บข้อมูล
การขาย AI สำหรับองค์กรของ AIS มีทั้งการขายแบบแพ็กเกจทั่วไป โซลูชั่น รวมถึงการตั้งโครงสร้างพื้นฐานที่สำนักงาน ซึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้สามารถมอบโซลูชั่นเอไอได้ครบถ้วน เพราะมีโครงสร้างคลาวด์ Hyperscaler อยู่
ถามว่าใน 1-2 ปีมานี้ AIS ประกาศลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscaler ในไทยมูลค่าสูงถึง 8,000-10,000 ล้านบาท การทำแพ็กเกจโซลูชั่นเอไอสำหรับองค์กรรอบนี้จะคุ้มทุนเร็วแค่ไหน ผู้บริหาร AIS กล่าวว่า ตลาดเทคโนโลยีประเภทนี้ โดยปกติจะมีระยะเวลาคืนทุนหรือจุดคุ้มทุน (Break-Even) อยู่ที่ 3-7 ปี ซึ่งเป้าหมายการลงทุนครั้งนี้ก็ไม่ควรเกินกรอบเวลาดังกล่าว
ปัจจัยที่ช่วยให้คืนทุนได้เร็วขึ้นคือ การขายแบบพ่วง (Bundling) โดย AIS ไม่ได้ขายเพียงแค่ Infrastructure ของ Cloud เพียงอย่างเดียว แต่มีการขายควบคู่ไปกับบริการ Network ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องการเครือข่ายแบบ Private เพื่อความปลอดภัยและความเร็วในการทำงาน
การรวมรายได้จากทั้งฝั่ง Cloud และ Network เข้าด้วยกัน ช่วยให้บริษัทได้รับรายได้ที่เร็วขึ้น ทั้งการเป็นผู้ให้บริการรายเดียวในไทยที่ให้บริการ Cloud Hyperscale ที่มีระบบตั้งอยู่ในประเทศไทย (Local Node) จึงตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล และปัจจุบันโครงการในกลุ่ม Infrastructure มีการเติบโตที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ (Projected) และมี Pipeline ที่แข็งแรง
“การเติบโตของเทคโนโลยี AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะความต้องการใช้งาน GPU ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด (Exponential) แม้ว่า AI จะไม่ได้กินปริมาณ Bandwidth มากเท่าการสตรีมวิดีโอ แต่ส่งผลให้การใช้งานฝั่งอัพโหลดข้อมูลสูงขึ้นอย่างชัดเจน”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ผ่ากลยุทธ์ AIS เมื่อค่ายมือถือขายปลีก AI
