โฆษกพรรคประชาชน เปิดใจปมยื่นฟ้องศาลอาญาดำเนินคดี กกต. มาตรา 157 ย้ำเจตนาหลักไม่ใช่การพลิกผลเลือกตั้ง แต่เป็นการทำหน้าที่ปกป้องเจตนารมณ์ประชาชน และสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อคืนความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้งในอนาคต
ในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” (เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ชี้แจงกรณีการเตรียมดำเนินการฟ้องร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลอาญาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่พฤติกรรม “แพ้ชวนตี” หรือการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งแต่อย่างใด
นายพริษฐ์ระบุว่า ในวันที่ทราบผลการเลือกตั้ง พรรคประชาชนได้เช็กผลคะแนนและประกาศความพ่ายแพ้ทันที ซึ่งสะท้อนชัดว่ายอมรับในกติกา แต่การตัดสินใจฟ้องร้องมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ
1.การปกป้องเสียงของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเลือกพรรคการเมืองใดก็ตาม นายพริษฐ์กล่าวว่า “เหมือนที่ประชาชนรายหนึ่งพูดว่า เขารอ 4 ปี เพียงเพื่อจะมีขีดหนึ่งบนกระดานนับ 5/11 เพราะฉะนั้นขอให้มันบันทึกเจตนารมณ์ของเขาอย่างแม่นยำ มันคือการทำเพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคนไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบพรรคประชาชนก็ตาม อย่างเขตที่ยกตัวอย่างมา พรรคก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร”
2.ความรับผิดรับชอบทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง หากพบว่าจงใจทุจริตหรือบกพร่องโดยสุจริต จะต้องมีการรับผิดชอบตามกฎหมาย หากปล่อยปละละเลยจะกลายเป็นการสร้างมาตรฐานที่หย่อนยานในการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบประชาธิปไตย
โฆษกพรรคประชาชนย้ำว่า การตรวจสอบย้อนหลังในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อคลี่คลายทุกข้อสงสัย เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
“ถ้ามองไปข้างหน้า เราต้องทำให้ทุกข้อสงสัยถูกคลี่คลาย และทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ โปร่งใสอีกรอบ ไม่อย่างนั้นครั้งหน้า ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่น แม้เอาบาร์โค้ดออก ก็อาจจะกังวลว่ามันจะมีวิธีการเช็กอื่น ๆ อีกหรือเปล่า” นายพริษฐ์กล่าว
เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตถึงประเด็น “ส่วนได้ส่วนเสีย” ของพรรคประชาชน นายพริษฐ์ระบุว่า
“ยืนยันไม่ได้ขี้แพ้ชวนตี ตนก็พยายามจะพิสูจน์ด้วยการกระทำ สิ่งที่เราทำตอนนี้คือฟ้อง กกต. คดีอาญา ม.157 คือการให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดรับชอบทางกฎหมาย แต่ถ้าสมมติว่าที่คนอื่นร้องอยู่ นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่จริง ๆ ทุกพรรคก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้มีอะไรรับประกันว่าพรรคประชาชนจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น ถูกไหมครับ ก็ยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าเจตนาหลักไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลเลือกตั้ง แต่ปกป้องเสียงของทุกคน และเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดรับชอบทางกฎหมาย”
นอกจากประเด็นการดำเนินคดีตามมาตรา 157 แล้ว นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ยังได้สื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า กกต. กำลังให้ความสำคัญผิดจุด มัวแต่กังวลเรื่องการติดตามตรวจสอบข่าวสารที่กระทบต่อ “ภาพลักษณ์” องค์กร แต่กลับสอบตกในการตอบคำถามพื้นฐานเรื่องความโปร่งใสของการเลือกตั้งที่ผ่านมา
โดยโฆษกพรรคประชาชนได้สรุป 4 ประเด็นหลักที่เป็น “หัวใจสำคัญ” ของความคลางแคลงใจในสังคม ดังนี้
นายพริษฐ์ตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยและการรักษาความลับในการลงคะแนน โดยชี้ให้เห็นว่าบัตรสีชมพู (บัญชีรายชื่อ) มีระบบที่สามารถระบุตัวตนย้อนกลับไปถึงผู้กาได้ผ่านรหัสต้นขั้ว ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ เช่น การข่มขู่หรือจูงใจให้ลงคะแนนแล้วใช้การถ่ายภาพรหัสบัตรขณะนับคะแนนมาตรวจสอบภายหลัง
คำถามถึง กกต.: ในเมื่อบัตรออกเสียงประชามติยังทำได้โดยไม่มีรหัสเจาะจง เหตุใดบัตรเลือกตั้ง สส. จึงต้องมีรหัสที่เสี่ยงต่อการทำลายหลักการ “เลือกตั้งโดยลับ” และในการเลือกตั้งซ่อมวันที่ 22 ก.พ. นี้ จะยังใช้ระบบเดิมที่ไร้มาตรการป้องกันความเสี่ยงนี้อยู่หรือไม่?
พบความผิดปกติในหลายเขตเลือกตั้ง อาทิ สงขลา เขต 3, ศรีสะเกษ เขต 2, กทม. เขต 24 และสมุทรสาคร เขต 4 ซึ่งจำนวนผู้ใช้สิทธิบัตรสีเขียวและสีชมพูไม่ตรงกันอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเป็นผู้มีสิทธิคนเดียวกันในหน่วยเดียวกันก็ตาม ซึ่งข้อมูลนี้ปรากฏชัดเจนบนบอร์ดหน้าหน่วยเลือกตั้ง ไม่ใช่เพียงข้อผิดพลาดบนเว็บไซต์รายงานผล
นายพริษฐ์ระบุถึงความลักลั่นของตัวเลขคะแนนระหว่าง (A) ใบขีดคะแนนหน้าหน่วย กับ (B) ใบรายงานผลรายหน่วย และ (C) ข้อมูลที่ กกต. เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ ซึ่งในหลายพื้นที่เช่น ภูเก็ต เขต 3 และ กทม. เขต 9 พบว่าตัวเลขไม่ตรงกัน
ข้อเสนอแนะ: กกต. ต้องเร่งเปิดเผยใบรายงานผล (5/18) ให้ครบถ้วนตามกฎหมาย รวมถึงควรเปิดใบขีดคะแนน (5/11) ทุกหน่วยเพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ใช่การจงใจดัดแปลงคะแนน
ผ่านมาแล้วกว่า 9 วัน แต่การรายงานผลบนเว็บไซต์ยังค้างอยู่ที่ 94.33% ซึ่งถือว่าล่าช้ากว่าการเลือกตั้งปี 2562 (ใช้เวลา 4 วัน) และปี 2566 (ใช้เวลา 11 วัน) นายพริษฐ์จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดเทคโนโลยีที่ควรจะพัฒนาขึ้นกลับทำงานได้ช้าลง และเมื่อใดประชาชนจะเห็นผลคะแนนครบ 100%
นายพริษฐ์ ยังระบุอีกว่า “หาก กกต. กังวลเรื่องภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ ท่านเริ่มต้นได้โดยการตอบคำถามเหล่านี้ให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการจัดการเลือกตั้งมีความมีประสิทธิภาพและโปร่งใสอย่างแท้จริง”
อ่านข่าวต้นฉบับ: “พริษฐ์” แจงปมฟ้องอาญา ม.157 กกต. ยันไม่ใช่ “แพ้ชวนตี” แต่หวังสร้างบรรทัดฐาน
