กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปลื้มมาตรการสกัดบัญชีม้านิติบุคคล “เวิร์ก” จาก 478 บริษัท ลดเหลือแค่ 1 ไล่บี้ต่อบริษัทร้าง เล็ง “ขายหัวบริษัท” เข้าข่ายเสี่ยงนอมินีทุนเทา พุ่งเป้าพื้นที่ 12 จังหวัด 117,496 บริษัท มีต่างชาติร่วมถือหุ้นไม่ถึง 50% ล่าสุดส่ง ปปง.ตรวจเส้นทางเงิน 357 ราย ส่งกรมสรรพากร 3,634 รายและส่ง บก.ปอศ. 11 รายดำเนินคดีผู้กระทำผิดนอมินี
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ปี 2569 กรมจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบนิติบุคคล โดยเฉพาะการซื้อ-ขายหัวบริษัทและได้มีการประกาศขายผ่านออนไลน์ จากเจ้าของที่ไม่ประสงค์จะทำธุรกิจต่อ ซึ่งอาจจะตั้งบริษัทมาได้เพียงครึ่งปี หรือ 1-2 ปี และไม่ไปจดทะเบียนเลิกกิจการเนื่องจากมีค่าใช้จ่าย ดังนั้น กรมไม่ได้นิ่งนอนใจจะเข้าไปกำกับดูแล และตรวจสอบเพื่อป้องกัน ปิดกั้นไม่ให้มิจฉาชีพใช้ช่องโหว่นี้ไปดำเนินการทำเป็นบัญชีม้า นิติบุคคลหลอกลวงประชาชน
“ขอย้ำเตือนเจ้าของบริษัท ไม่ได้ประกอบธุรกิจแล้ว ให้ใช้ความระมัดระวังให้มาก มิฉะนั้นอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และอาจจะมีความผิดไปด้วย”
ทั้งนี้ จากข้อมูลของการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล ที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ในไทย รวมทั้งสิ้น 778,457 ราย และในจำนวนนี้มีบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ถือหุ้น กับคนไทย 121,096 บริษัท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมทุนไม่ถึง 50% คือ ตั้งแต่ 0.01-49.99% กว่า 117,496 บริษัท คิดเป็น 97% ของบริษัทที่มีคนต่างชาติร่วมลงทุน
และในจำนวนนี้มีความเสี่ยงมีการลงทุน แต่จากจำนวนต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% ทำให้เป็นนิติบุคคลที่เป็นคนไทยได้สิทธิเทียบเท่าบริษัทไทย ซึ่งมีประมาณ 109,046 บริษัท ที่ต้องตรวจสอบ อย่างไรก็ดี ในจำนวนดังกล่าวตั้งอยู่ใน 12 จังหวัดสำคัญได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สมุทรปราการ เชียงใหม่ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ นนทบุรี สมุทรสาคร ระยอง และกระบี่ และยังมีอีก 8,450 บริษัท ที่อยู่ในจังหวัดอื่น ๆ
นายพูนพงษ์กล่าวอีกว่า กรมจะเข้าไปตรวจสอบ 117,496 บริษัท โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง แล้วจะเข้าไปตรวจสอบแบบพุ่งเป้า จะตรวจสอบสำนักงานบัญชีและสำนักงานทนายความทุกแห่ง ที่เอาตัวเองเข้าไปเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นร่วมกับชาวต่างชาติตั้งบริษัทในลักษณะนอมินี โดยไม่มีการร่วมลงทุนจริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำนิติบุคคลไปทำบัญชีม้า ทุนเทา และหากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่หยุดดำเนินการดังกล่าวก็จะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
นอกจากนี้ กรมจะเข้าตรวจสอบนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เบื้องต้นมีเป้าหมายตรวจสอบ 21,459 บริษัทพร้อมจะตรวจสอบบัญชีและงบการเงินของบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีว่ามีความผิดปกติอะไรหรือไม่ และจะส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสรรพากร อีกทั้งกรมจะร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร หากพบการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 แสน ถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับผลการดำเนินการปราบนอมินีที่ผ่านมา ได้มีการตั้งกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย แต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ เพื่อกำกับดูแล ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก 19 พื้นที่ รวม 8 จังหวัด ออก 5 มาตรการจดทะเบียนใหม่ บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569 แสดงเจตจำนงร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชีและสมาคมด้านบัญชี 7 สมาคม ไม่รับทำบัญชี ไม่รับจดทะเบียน ไม่สนับสนุนทุนเทา ส่งข้อมูลให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน 357 ราย ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ 3,634 ราย ส่งเรื่องนิติบุคคลเข้าข่ายกระทำผิด 11 ราย ให้ บก.ปอศ.ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ขณะที่การดำเนินมาตรการป้องกันบัญชีม้านิติบุคคล กรมได้รับข้อมูลสถิติการจัดตั้งบริษัทใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-15 กุมภาพันธ์ 2569 แล้วนำไปเป็นบัญชีม้านิติบุคคล จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีเพียง 1 บริษัท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินการของกรมมาถูกทาง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนไม่มีมาตรการ คือ 9 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) ที่มีการจัดตั้งบริษัทใหม่แล้วนำไปทำเป็นบัญชีม้านิติบุคคล 478 บริษัท
อ่านข่าวต้นฉบับ: สแกนนิติบุคคล ร้างกว่าแสนบริษัท จ่อขายหัวบริษัททำเป็นบัญชีม้า