ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้คึกคักเป็นพิเศษ จากฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้ามามากในช่วงหลังการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ส่งผลให้ครึ่งปีแรก ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ 16 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้ว 42,226.34 ล้านบาท หนุนดัชนี SET ปรับตัวดีขึ้น ยืนเหนือระดับ 1,400 จุดได้ ซึ่งหากไม่มีอุบัติเหตุ หรือความขัดแย้งทางการเมือง ก็มีการประเมินกันว่า ดัชนีหุ้นไทยน่าจะไปถึง 1,500 จุดได้
อย่างไรก็ดี ช่วงนี้ นอกจากข่าวคราวรายงานงบการเงิน และการแจกเงินปันผลของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) แล้ว ล่าสุด ก็มีประเด็นฮอตในกรณีบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ที่เข้าไปถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เพิ่มจากระดับ 5% สู่ 10%
รวมถึงเกิดการจับตากันว่า GULF จะเข้าไปมีบทบาทในการบริหาร KBANK หรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา ก็เคยมีเหตุการณ์ตอนที่ GULF เข้าไปซื้อกิจการของ INTUCH หรือ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ AIS
ก่อนหน้านี้ไม่นาน GULF ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ AIS เพิ่งรับข่าวดีจากการจ่ายเงินปันผลครั้งประวัติศาสตร์ของค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ โดยปี 2568 ในภาพรวม GULF จะได้รับเงินปันผลจาก AIS ทั้งสิ้น 41,253,021,600 บาท หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีอยู่ที่อัตรา 34.30 บาทต่อหุ้น
ส่วนกรณีเข้าถือหุ้น KBANK นั้น เนื่องจากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุถึงการเข้าถือหุ้น KBANK ในสัดส่วน 10.03% ทำให้มีข้อถกเถียงกันว่า จะเข้าข่ายต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้วหรือไม่
โดย นางสาววิภาวิน พรหมบุญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. ชี้แจงว่า การนับสัดส่วนการถือหุ้นตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. กับ ธปท. มีความแตกต่างกัน
กล่าวคือ ก.ล.ต.จะหักหุ้นที่ KBANK จำหน่ายแล้วและซื้อคืนมา (Treasury Stock) ออกจากฐานการคำนวณ ขณะที่หลักเกณฑ์ของ ธปท.คำนวณจากจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด
“การถือหุ้นใน KBANK ของ GULF ยังไม่ถึง 10% ภายใต้เกณฑ์ของ ธปท. และบริษัทได้เคยรายงานการถือหุ้นต่อ ธปท.แล้วตั้งแต่มีการถือหุ้น 5% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด”
นอกจากนี้ มีแหล่งข่าว ธปท.อธิบายเรื่องนี้เพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน บังคับใช้ในปี 2551 มีการกำหนดไว้ชัดเจน ว่าห้ามถือหุ้นสถาบันการเงินเกิน 10% ของทุนจดทะเบียนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมากำหนด หรือว่าให้ใครไม่ให้ใคร
“แล้วจำนวนหุ้นที่ GULF ถือ ก็ไม่ถึง 10% จริง ๆ อยู่แค่ 9.9% กว่า ๆ ดังนั้น จึงยังไม่มีการขออนุญาต ธปท. และ ธปท.ก็ไม่มีอำนาจไปทำอะไร โดยการนับที่ต่างกัน เพราะ ก.ล.ต.จะรวมการซื้อหุ้นคืน เนื่องจากอยากนับเรื่องสิทธิออกเสียง แต่การซื้อหุ้นคืน มันเป็นสิ่งที่ขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นโปรแกรมระยะสั้น แต่เกณฑ์ ธปท.จะเป็น Hard Limit มีไว้เพื่อการกำหนดเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น ห้ามถือหุ้นเกินเท่าไหร่ ห้ามปล่อยสินเชื่อเกินเท่าไหร่ กรรมการต้องทำอย่างไร เป็นต้น ดังนั้น เกณฑ์นี้จะไปทำเหมือนเกณฑ์ ก.ล.ต.ไม่ได้”
สุดท้าย GULF ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัทไม่ได้มีการติดต่อหรือประสานงานกับธนาคารในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการดำเนินธุรกิจ โครงสร้างการบริหารงาน หรือการจัดการของธนาคารแต่อย่างใด โดยยืนยันว่า บริษัทจะพิจารณาใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้นที่มีอยู่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นของธนาคาร ตลอดจนคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นสำคัญ
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า GULF ยังไม่ได้ถือหุ้นเกิน 10% จึงยังไม่ต้องขออนุญาตจาก ธปท. และยังไม่ได้ส่งคนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการของธนาคารแต่อย่างใด เพราะหากจะมีการเข้าไปร่วมบริหาร ก็ต้องมีสัญญาณการส่งคนเข้าไปนั่งในบอร์ด ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีการส่งคนเข้าไป ก็มองได้ว่าเป็นการเข้าไปถือเพื่อลงทุน โดยคาดหวังเงินปันผลเป็นหลัก
“ปัจจุบันการถือหุ้นใน KBANK ของ GULF ก็ถือว่าเยอะ และมีโอกาสซื้อเพิ่มได้อีกในอนาคต แต่ถ้าข้าม 10% ไปแล้ว กระบวนการก็อาจจะมีมากขึ้น เช่น ต้องขอ ธปท. ซึ่งก็ต้องรอดูการเปิดเผยข้อมูลที่มากขึ้น แต่ผมคิดว่า ถ้าเขาจะข้าม 10% เขาก็รู้อยู่แล้วว่ากฎคืออะไร ดังนั้น การจะถือหุ้นเพิ่มก็มีโอกาส เพราะแนวโน้มธุรกิจของ KBANK ในระยะกลางก็ยังเติบโตดี ถึงแม้ว่าระยะสั้น ปีนี้กำไรจะทรง ๆ แต่ถือยาวก็มีโอกาส และปันผลของ KBANK ก็อาจจะเพิ่ม Payout Ratio (อัตราส่วนการจ่ายเงินปันผล) สูงขึ้น หรือว่าซื้อหุ้นคืน ก็เป็นผลดีกับผู้ถือหุ้น”
อย่างไรก็ดี นายธนเดชกล่าวว่า สิ่งที่หลายคนจับตา คือ ในระยะต่อไป GULF อาจจะเพิ่มสัดส่วนถือหุ้น KBANK มากขึ้นอีกก็ได้ เหมือนกับการเข้าไปลงทุนใน INTUCH แต่การเข้าไปใน KBANK คงไม่ไปถึงขั้นเทกโอเวอร์กิจการ เพราะลักษณะธุรกิจต่างกัน โดยกรณี INTUCH เป็นธุรกิจที่เป็นโฮลดิ้งส์เข้าไปถือหุ้นกิจการอื่น แต่ KBANK ไม่ใช่แบบนั้น อย่างไรก็ดี การจะเดินหน้าต่อ คงต้องดูรายละเอียด เพราะ GULF มีบทบาทในธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) กับทางธนาคารกรุงไทย (KTB) อยู่ แม้จะไม่ได้ถือหุ้นโดยตรงก็ตาม
“สำหรับหุ้น KBANK การที่ GULF มาถือ เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว โดยปีนี้กำไร KBANK อาจจะทรง ๆ ตัว แต่ว่าจ่ายปันผลได้ และปีหน้ากำไรก็จะฟื้น ซึ่งเราก็แนะนำซื้อหุ้น KBANK ราคาพื้นฐานที่ 210 บาท”
นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า ทาง GULF บอกว่าระดับการถือหุ้นในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมแล้ว ซึ่งโดยหลักของ ธปท. หากมีการถือหุ้นแบงก์เกิน 10% ก็ต้องขออนุญาต และก็จะอยู่ที่ดุลพินิจของ ธปท.ด้วย ว่าจะอนุญาตหรือไม่ ไม่ใช่ว่าอยากซื้อหุ้นเท่าไหร่ก็ได้
“ถ้าจะซื้อหุ้นเกิน 10% มันจะไม่เหมือนกับตอนที่ซื้อหุ้น 0-10% แน่นอน เพราะ ธปท.ก็จะดูเงื่อนไขต่าง ๆ มีเกณฑ์การพิจารณาอยู่แล้ว ส่วนในมุมของ GULF ก็บอกแล้วว่า เป็นการลงทุนระยะยาว เพื่อจะได้เงินปันผล ซึ่ง KBANK เองก็จ่ายปันผลสม่ำเสมอ และปีนี้ก็คงจ่ายปันผลระดับที่ผู้ถือหุ้นพึงพอใจ เพราะหลัง ๆ แบงก์ต่าง ๆ ก็จะจ่ายปันผลสูงเฉลี่ยอยู่ระดับ 5-6% ดีกว่าตลาดที่จ่ายประมาณ 4% แล้วก็ยังมีจุดเด่นในเรื่อง Digital Ecosystem ด้วย”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ปมร้อน GULF-KBANK จากดีล INTUCH สู่ Hot issue ถือหุ้นแบงก์