สัมภาษณ์พิเศษ
ปี 2569 คาดว่าประเทศไทยจะเจอปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า ปีนี้ไทยจะเจอปริมาณฝนน้อย ฝนทิ้งช่วงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ปี 2570 มีโอกาสที่จะเกิดภาวะภัยแล้งได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ ทั้งด้านอุปโภค บริโภค รวมไปถึงภาคการเกษตร อุตสาหกรรม หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องอย่างกรมชลประทาน ที่ดูแลบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ จำเป็นต้องวางมาตรการและแผนการทำงานล่วงหน้า ไม่ให้เกิดปัญหาที่จะกระทบต่อประชาชน ภาคเอกชน อุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจได้
ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ซึ่งพันธกิจในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในปี 2569 และการดูแลล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องเจอภาวะภัยแล้งได้
ภายใต้การทำงาน กรมชลประทานได้จัดทำยุทธศาสตร์ 20 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2561 ถึงปี 2580 โดยพันธกิจสำคัญของเรา คือ การพัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศและจะเห็นว่าเรามีเป้าหมายภายใต้ยุทธศาสตร์ เราจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้ประมาณ 5 ล้านไร่ในปีนี้ แต่ความตั้งใจจริงแล้ว เรามีความมุ่งหมายที่จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้ ประมาณ 15-16 ล้านไร่ แต่เนื่องจากโครงการที่จะดำเนินการ คือ โครงการโขง ชี มูล ในพื้นที่อีสาน เป็นโครงการขนาดใหญ่อาจจะทำไม่ทันภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เรากำหนด เนื่องจากยังมีหลายปัญหาและผลกระทบที่ต้องศึกษาให้รอบคอบ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องหลายฝ่าย
ดังนั้น เป้าหมายพื้นที่ชลประทานเราจึงลดลง อยู่ที่ 5 ล้านไร่ ซึ่งตอนนี้ก็ดำเนินการได้แล้วประมาณ 2 ล้านไร่ และอีก 3 ล้านไร่ คาดว่าน่าจะทำได้ครบภายในปี 2580 จากที่ตั้งเป้าไว้ และนอกจากการเพิ่มพื้นที่ชลประทานแล้ว เราก็จำเป็นจะต้องเพิ่มแหล่งความจุกักเก็บน้ำ
ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะเพิ่มให้ได้อีกประมาณ 3,700 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือหากมองภาพให้เห็นชัดเจน คือ การเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำเท่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อีกประมาณ 4 เขื่อน
แต่อันนี้ เราจะเพิ่มกระจายไปทั่วประเทศ เพราะว่าจากปัญหาปริมาณที่ฝนตกลงมา เราไม่มีพื้นที่กักเก็บและสำรองน้ำเลย ซึ่งเราจำเป็นจะต้องเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ เพราะว่าหากมีปริมาณน้ำเพียงพอ นั่นคือความมั่นคงของประเทศที่จะคอยสนับสนุนในปัจจัยหลายอย่าง เช่น ด้านเกษตรกรรม สัตว์เลี้ยง อุปโภคบริโภค เพราะกรมชลประทานเป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
การบริหารจัดการน้ำในภาพรวม เราไม่ได้ดูแลเพียงในช่วงฤดูแล้ง เรามองถึงฤดูฝนรวมไปถึงฤดูแล้งของปีถัด ๆ ไปด้วย แต่โดยมาตรการหลักกรมชลประทาน จะมีการวางแผนจัดการน้ำเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ แต่การบริหารจัดการน้ำจะเริ่มดูแลตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน จนถึง 30 เมษายน ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้ง และปัจจุบันนี้อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และที่ผ่านมาการดูแลบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีปริมาณน้ำที่ค่อนข้างมาก เราก็ได้วางแผนโดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทาน ซึ่งมีปริมาณน้ำเกือบเต็มทุกพื้นที่ โดยเฉพาะลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาภายใต้การดูแลของกรมชลประทานประมาณ 6.27 ล้านไร่
“เราดูแลจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ อุปโภคบริโภค จะต้องไม่ขาดแคลน ระบบนิเวศของน้ำจะต้องไม่เน่า ไม่เสีย ไม่เค็ม และเรื่องของการเกษตรรวมไปถึงอุตสาหกรรม ต้องมีปริมาณน้ำเพียงพอในการใช้ รวมไปถึงการสำรองน้ำไว้ในช่วงต้นฤดูฝน ซึ่งจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ปริมาณน้ำฝนน้อย”
ดังนั้น การจัดการน้ำรวมไปถึงการวางแผน นอกจากการควบคุมดูแลน้ำในช่วงฤดูแล้งให้มีความเหมาะสม ยังจำเป็นจะต้องสำรองปริมาณน้ำต้นฤดูฝนให้มีความเหมาะสมด้วย หากฤดูฝนมาช้าหรือฝนทิ้งช่วง เราจะต้องมีมาตรการเข้าไปดูแล และการจัดระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่การเพาะปลูก
ยกตัวอย่างในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น ทุ่งบางระกำ ซึ่งมีพื้นที่รวม 300,000 ไร่ โดยเพิ่มมาจาก 265,000 ไร่ แต่ในปีนี้อาจจะขยายได้ 320,000 ไร่ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกก่อนและมีการเก็บเกี่ยวก่อน โดยคาดว่าจะมีการเริ่มเพาะปลูกในช่วงวันที่ 1 เมษายน ดังนั้น ประมาณกลางเดือนมีนาคม เราจำเป็นจะต้องส่งปริมาณน้ำเข้าพื้นที่เพื่อให้สามารถเพาะปลูกได้ รวมไปถึงพื้นที่ตอนล่างด้วย เราก็ต้องเข้าไปดูแล
ช่วงปรากฏการณ์เอลนีโญ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2569 ต่อเนื่องไปยังปี 2570 อาจจะเข้าสู่ฤดูแล้ง ซึ่งเราก็จำเป็นจะต้องมองในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ปลายปี 2569 เลย หรือที่เรียกว่าการบริหารจัดการน้ำสองปี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ
และปีนี้เรามั่นใจมีน้ำใช้จะผ่านช่วงฤดูแล้งไปได้ด้วยดี ตามมาตรการที่เรากำหนดออกมา และเรามองว่าฤดูฝนปีนี้อาจจะมีบางจุดฝนทิ้งช่วง แต่เราก็มีการเตรียมน้ำไว้สำรอง และที่สำคัญในช่วงต้นฤดูแล้งปี 2569/2570 ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป เราจะต้องมีการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำสำรองมีเท่าไร ซึ่งคิดว่าถ้าเป็นไปตามคาดการณ์ ในปี 2570 เราจะไม่ขาดแคลนน้ำ
“เราจะมีการติดตามปริมาณน้ำเป็นระยะ ๆ เพราะเราจะประเมินจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และมาดูว่าปริมาณน้ำที่ฝนตกนั้นมีปริมาณเท่าไหร่ แล้วก็หาแนวทางในการจัดสรรเพื่อคาดการณ์ในอนาคต ซึ่งเราจะดูจนสิ้นสุดฤดูแล้งไปถึงต้นฤดูฝน คือ วันที่ 1 พฤษภาคม จนถึงต้นฤดูแล้ง คือ 1 พฤศจิกายน 2569 ว่าเรามีปริมาณน้ำเท่าไหร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด”
กรมชลประทานยังมีเป้าหมายที่จะก้าวไปสู่องค์กรอัจฉริยะ ซึ่งปัจจุบันได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อไปสู่เป้าหมาย และจะเป็นไปได้จำเป็นจะต้องมีการเพิ่มเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยเฉพาะการติดตามข้อมูลซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ หรือการทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ในการคาดการณ์สถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การไหลของน้ำลงอ่างกักเก็บ ปริมาณน้ำในอ่างเพื่อนำมากำหนดแผนการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำ เพราะว่ากรมชลประทานมีพื้นที่อ่างเก็บน้ำที่อยู่ภายใต้การดูแลขนาดใหญ่ 25 แห่ง จาก 35 แห่ง
และอีก 10 แห่งเป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แต่ทั้งหมดนี้ เราทำงานร่วมกันในการจัดการน้ำ ดังนั้นการคาดการณ์ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างและการปริมาณการใช้น้ำ เพื่อเป็นการกำหนดและวางแผนการบริหารจัดการน้ำ รวมไปถึงการระบายน้ำ จะต้องเป็นอย่างไร ซึ่งก็จะต้องมีการทำแบบจำลองคาดการณ์ขึ้นมา
และอีกสิ่งสำคัญ คือ การระบายน้ำ เราจะต้องมีการเตรียมความพร้อม ในเรื่องของเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำอาคาร สถานที่ ซึ่งเราจำเป็นจะต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ และให้มีการทำงานสอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี บุคลากรของเราก็จะต้องมีความพร้อมที่จะเรียนรู้และก้าวทันด้วย
โดยสามารถใช้เทคโนโลยีและประยุกต์ใช้ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพขององค์กรและเพิ่มความมั่นคงของน้ำให้กับประเทศได้ โดยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงและสามารถบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพได้
อ่านข่าวต้นฉบับ: กรมชลฯเตือน พ.ค.นี้เจอเอลนีโญ เร่งเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำอีก 3,700 ล้านลบ.ม.