ผลการเลือกตั้ง 2569 พรรคเพื่อไทย (พท.) แพ้การเลือกตั้ง ตกไปอยู่ลำดับ 3 จากที่เคยแพ้ไปอยู่ลำดับ 2 ในการเลือกตั้ง 2566 นับเป็นการแพ้การเลือกตั้ง 2 ครั้งติดต่อกัน จากเคยชนะมาตลอด 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2544-2554
หลังได้เป็นรัฐบาลผสม 2 ปี (2566-2567) มีนายกรัฐมนตรี 2 คน และต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้ผลประกอบการในการเลือกตั้ง สส.เขต 58 คน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ 16 คน (5,134,599 คะแนน)
สถิติใหม่ของความพ่ายแพ้ สส.รุ่นใหญ่-บ้านใหญ่ หลายจังหวัดสอบตก ที่ต้องบันทึกไว้ในสนามการเมือง อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคและอดีต รมว.สาธารณสุข แพ้เลือกตั้งใน จ.น่าน ซึ่งเขาครองแชมป์มากว่า 20 ปี
บ้านใหญ่ตระกูลโล่ห์สุนทร และตระกูลจันทรสุรินทร์ ในพื้นที่ จ.ลำปาง, นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.และรัฐมนตรี 4 สมัย จ.แพร่
บ้านเทียนทอง นายสรวงศ์ เทียนทอง อดีต สส. สระแก้ว 4 สมัย, บ้านพงษ์พานิช ที่เคยเป็นแชมป์ ใน จ.ขอนแก่น คราวนี้ส่งหลานของ “ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช” ลงสู้เต็มที่ แต่ก็แพ้
บ้านเตชะธีราวัฒน์ ในพื้นที่เชียงราย และภาคเหนือ, ฉลาด ขามช่วง อดีต สส. ร้อยเอ็ด 9 สมัย กระทั่งตระกูลสำเร็จวาณิชย์ ที่ครองตำแหน่ง สส. กทม. แม้ยามกระแสตกต่ำ 2566 ก็ยังรอดได้เป็น สส.เข้าสภา เป็นต้น
แหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทย (พท.) วิเคราะห์ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ว่า “ผลการเลือกตั้ง ผิดคาดไปมาก ผิดคาดไปจากโพลของพรรค และโพลทั่วไป…ทุกคนช็อกหมด เมื่อเห็นผลออกมา”
แม้ว่าพรรคเพื่อไทย จะตั้งเป้าจริงไว้แค่ 150 ที่นั่ง จาก สส.ทั้งระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อ แต่การได้ สส.เข้ามาเพียง 74 ที่นั่ง ถือว่าพลาดเป้าไปถึง 50%
ผลเช่นนี้ ทำให้พรรคต้องตั้งหลักคิดใหม่ ทำใหม่ และตระหนักว่าสัญญาณการเมืองเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม แต่คิดว่ารับมือได้ แต่ที่สุดก็รับมือได้ไม่ดีพอ และไม่ง่ายอย่างที่ทีมยุทธศาสตร์คิดไว้ตั้งแต่ต้น
คำสั่งจากผู้นำพรรคล่าสุด จึงส่งถึงผู้สมัคร สส.เขตทุกเขต และบุคลากรการเมือง ให้จัดทำรายงาน วิเคราะห์ข้อมูล อย่างละเอียดเป็นระบบ เพื่อประกอบการพิจารณาผลการพ่ายแพ้ และคาดการณ์วางแผนในการทำงานการเมืองในระยะต่อไป
เฉพาะอย่างยิ่ง สส.อีสาน ที่ได้ชัยชนะเพียง 43 เขต จาก 133 เขต ภาคเหนือได้เพียง 9 ที่นั่ง จาก 70 เขต แม้เต่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นฐานที่มั่นมาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ภาคกลางได้เพียง 5 ที่นั่ง จาก 76 เขต ภาคตะวันออกได้แค่ 1 ที่นั่งจากจังหวัดฉะเชิงเทรา จากทั้งหมด 29 เขต ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร 0 ที่นั่ง
บุคลากรการเมืองระดับทีมยุทธศาสตร์พรรค ที่เป็นทีมวางตัวผู้สมัครและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า เทียบการวางแผนในการเลือกตั้ง 2566/2569 ครั้งนี้ถือว่าทำได้ดีกว่า ทั้งเรื่องเอกภาพในการทำงาน การประชาสัมพันธ์ มีการวางแผนปักหมุดล่วงหน้าในทุกแผน ในทุกวาระ
“อะไรที่พรรคเพื่อไทยต้องทำ ได้ทำไปจนหมดทุกเรื่อง”
แกนนำพรรคเพื่อไทยระบุว่า นโยบายที่นำเสนอทุกนโยบายก็สามารถต่อจิ๊กซอว์ได้ ว่าทำอะไรเพื่ออะไร ทั้งด้านเศรษฐกิจ-การเมืองและสังคม เฉพาะอย่างยิ่งนโยบาย “หวย 9 ล้าน 9 คน” ต่อภาพให้เห็นว่าเป็นนโยบายที่ต้องการดึงเศรษฐกิจ “นอกระบบ” เข้าสู่ระบบฐานภาษี และไม่ต้องเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม-VAT
เป็นเรื่องที่อาจจะต้องยอมรับว่า การสื่อสารถึงแม้เป็นเอกภาพ แต่การอธิบายที่ง่าย แบบถูกตัว ถูกคน ยังจำเป็นสำหรับนโยบายของพรรคเพื่อไทย
ตัวอย่างนโยบายที่ถือว่าทำง่าย ได้ผล และจะเป็นรูปธรรม หากได้ทำคือ “นโยบายไร้จน” จึงหากทำได้ จะเป็นการล้างบัญชีผู้ที่มีรายได้อยู่ “ใต้เส้นความยากจน” 3.4 ล้านคน ที่มีคนรายได้ต่ำกว่า 36,000 บาท ต่อปี รัฐบาลจะ “เติมเงิน” ให้จนถึงเพดาน 36,000 บาท/ปี ยอดเงินที่จะเติมให้มีตั้งแต่ 1,000-36,000 บาท
แต่นโยบายเหล่านี้ ไม่สามารถเข้าถึงผู้ลงคะแนนเสียงได้ ฝ่ากระแสไปไม่ถึง
ดังนั้น ทีมยุทธศาสตร์พรรค และผู้สมัคร สส. จึงต้องค้นหาคำตอบให้ได้ว่า เหตุใดการสื่อสารเหล่านี้ จึงไปไม่ถึงผู้ลงคะแนน ต้องหาสาเหตุทั้งในระดับพื้นที่เขตเลือกตั้ง และระดับประเทศ
“อะไรคือสิ่งที่ผู้สมัครพรรคคาดไม่ถึง และปัจจัยออะไร ที่รับมือไม่ได้ หรือรับมือได้ไม่ดี เหล่านี้ต้องมีคำตอบ เร็ว ๆ นี้” แหล่งข่าวระบุ
แน่นอนว่าหนึ่งในข้อกังขา ในความพ่ายแพ้ ย่อมมีเหตุที่คนทั้งประเทศกำลังสงสัยในเวลานี้ คือการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งแกนนำรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า แค่จำนวนผู้มาเลือกตั้ง ที่ขาดความสมเหตุสมผล ขัดกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ที่มีผู้มาลงคะแนนล่วงหน้าถึง 2.4 ล้านคน และวันเลือกตั้งจริงซึ่งก่อนปิดหีบเลือกตั้ง กกต.ยังให้ความเห็นว่า น่าจะมีผู้มาใช้สิทธิถึง 80% แต่ผลออกมากลับตัวเลขผู้ใช้สิทธิลดลงถึง 10% ยอดผู้มาใช้สิทธิหายไปจากการเลือกตั้ง 2566 ราว 5 ล้านคน
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่อง “บัตรเขย่ง-บาร์โค้ด” เหล่านี้อาจไม่นำไปสู่การจัดการเลือกตั้งมีผลเป็น “โมฆะ” แต่แน่นอนว่า กกต.ต้องหาคำอธิบายให้เพียงพอ ที่จะทำให้การเดินหน้าจัดรัฐบาล เป็นไปแบบไร้แรงดึง-ถ่วง และลากยาวไปถึงเลยจุดกลางปี 2569
แม้การพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทย แม้ยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นระบบ แต่ในทางคณิตศาสตร์การเมือง การไม่ได้เป็นที่ 1 และไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คะแนนอยู่ในแดนลบต่อเนื่องจาก 2 ครั้ง นั่นคือคำตอบใหญ่ ที่ต้องใช้คำอธิบายเป็นบทเรียนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ข้อวิเคราะห์นี้อาจสอดคล้องกับคำวิจารณ์ผ่านข้อมูลของ ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อ่านผลการเลือกตั้ง 2569 ไว้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ “ย้อนยุค ไปเทียบเท่ายุคก่อนปฏิรูปการเมือง ก่อนปี 2540 ซึ่งเป็นประชาธิปไตยแบบบ้านใหญ่ ในครั้งนั้นบ้านใหญ่เป็นองค์ประกอบพรรค ไม่ใช่ตัวนำ”
ความ “แตกต่าง” ของบ้านใหญ่ เทียบกับการเมืองยุคไทยรักไทย ที่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง ในปี 2544, 2548, 2551 และ 2554 คือ ไทยรักไทย ประสบความสำเร็จทางการเมือง เพราะมีนโยบาย และแบรนด์พรรค ทำให้ สส.กลุ่มบ้านใหญ่ขอย้ายเข้ามาอยู่ในพรรค เพราะในเวลานั้นพรรคไทยรักไทยฟีเวอร์ ประชาชนนิยมในตัวทักษิณ ชินวัตร ใครสังกัดไทยรักไทย มีโอกาสชนะเลือกตั้งเกือบ 100% โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน ภาคเหนือ ผู้สมัค สส. ไม่ต้องเหนื่อยในการหาเสียง เพราะพรรคเป็นที่นิยม
ยุคไทยรักไทย บ้านใหญ่เป็นตัวประกอบ ไม่มีอำนาจต่อรอง เพราะว่าคนเลือกพรรค เลือกนโยบาย อีกทั้งเมื่อมีการรัฐประหาร 2549 ทำให้เกิดความขัดแย้งเรื่องสีเสื้อ ยิ่งทำให้พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองเชิงอุดมการณ์ ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นการเมืองแบบมีมวลชนของพรรค ยิ่งทำให้ชัยชนะอยู่ได้นาน เป็นการผนึกกำลังทางการเมืองระหว่างนโยบายพรรค กับอุดมการณ์ที่ยึดโยงกัน ทำให้นักการเมืองบ้านใหญ่ไม่กล้าย้ายออก ยิ่งพื้นที่ในภาคอีสาน ถ้าใครย้ายออก คือสอบตก
ต่างจากระบบบ้านใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย ที่ บ้านใหญ่-ใหญ่กว่าพรรค
ประเด็นที่แกนนำพรรคเพื่อไทยไม่ได้วิเคราะห์ ถึงความพ่ายแพ้ แต่ ดร.ประจักษ์ วิเคราะห์ไว้ คือ “นโยบายชาตินิยม” ที่มีผลโดยตรงต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทย ชนะเพื่อไทย และได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อแบบก้าวกระโดด แม้กระทั่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้คะแนนเพิ่มเป็นอันดับ 2 รองจากพรรคประชาชน (ปชน.)
อีกนานกว่าจะเห็นโฉมหน้า “รัฐบาลผสม” ระหว่างพรรคการเมืองที่เคยเป็นต้นตำรับบ้านใหญ่ และพรรคชนะใหม่ที่กำลังจะสร้างตำนาน “บ้านใหญ่ ใหญ่กว่าพรรค”
อ่านข่าวต้นฉบับ: เพื่อไทยแพ้แบบช็อก! วิเคราะห์ผลเลือกตั้ง 2569 ย้อนยุค 25 ปี