ในการอ้างอำนาจที่แทบจะไร้ขีดจำกัดในการกำหนดภาษีภายใต้กฎหมายฉุกเฉินปี 1977 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐได้ดำเนินการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และขณะนี้ศาลสูงสุด (Supreme Court) ตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย
คำตัดสินนี้ครอบคลุมภาษีส่วนใหญ่ที่ทรัมป์กำหนด และทำให้ภาษีเป็นโมฆะ ส่งผลให้มาตรการทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประธานาธิบดีถูกลดอิทธิฤทธิ์ลง และเป็นการพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการคืนภาษีที่ผู้นำเข้าสหรัฐจ่ายไปแล้ว ซึ่งในคดีนี้ ศาลสูงสุดปล่อยให้ศาลชั้นล่างเป็นผู้พิจารณาว่าผู้นำเข้ามีสิทธิ์ได้รับเงินคืนมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจสูงถึง 170,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดจากนโยบายภาษีดังกล่าวของทรัมป์
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการตัดสินของศาลสูงสุดที่คัดค้านมาตรการภาษีของทรัมป์ ดังนี้
มาตรการที่ศาลสูงสุดตัดสินคัดค้านเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ คือมาตรการที่ทรัมป์บังคับใช้โดยอ้างอิงพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นได้ยกเลิกภาษีเหล่านี้ไปแล้ว แต่ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปในระหว่างที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ในศาลสูง
คำพิพากษาคัดค้าน :
1) ภาษีขั้นต่ำ 10% (แต่ไม่รวมถึงภาษีตอบโต้กันตั้งแต่ 10% – 41% สำหรับสินค้าจากประเทศที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ)
2) ภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้านำเข้าบางรายการจากเม็กซิโก จีน และแคนาดา ซึ่งทรัมป์กล่าวว่ามีความชอบธรรมเนื่องจากวิกฤตยาเฟนทานิลในสหรัฐ
ทั้งนี้ ศาลไม่ได้กล่าวถึงภาษีที่เรียกเก็บกับสินค้าบางประเภทโดยอาศัยกฎหมายอื่น ตัวอย่างเช่น ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้เรียกเก็บภาษีกับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ทองแดง และไม้แปรรูป โดยใช้มาตรา 232 ของพระราชบัญญัติการขยายการค้าปี 1962 ภาษีเหล่านั้นขึ้นอยู่กับการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ที่สรุปว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
มาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐให้อำนาจแก่รัฐสภาในการเก็บภาษีและอากร และ “ควบคุมการค้ากับต่างประเทศ” แต่เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้มอบอำนาจบางส่วนเกี่ยวกับการค้าผ่านกฎหมายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการใช้ภาษีนำเข้าเฉพาะในกรณีที่จำกัดเท่านั้น
ในขณะที่ทรัมป์ได้ทดสอบขอบเขตของอำนาจนั้นในวาระแรก และในครั้งนี้ ทรัมป์ได้อ้างถึงอำนาจภายใต้ IEEPA ปี 1997 เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าผ่านคำสั่งบริหาร ซึ่งไม่เคยถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้มาก่อนและไม่ได้กล่าวถึงภาษีนำเข้า
IEEPA ให้อำนาจประธานาธิบดีในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ในระหว่างเหตุฉุกเฉินบางอย่าง แม้ว่าเครื่องมือทั่วไปคือการคว่ำบาตรก็ตาม ทรัมป์อ้างว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับประเทศอื่นๆ และการค้ายาเสพติดที่ชายแดนสหรัฐ เป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่ทำให้เขาสามารถใช้กฎหมายนี้ในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรได้
จอห์น โรเบิร์ตส์ หัวหน้าผู้พิพากษา ซึ่งเขียนคำตัดสินในนามของเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง กล่าวว่า “เมื่อรัฐสภามอบอำนาจด้านภาษีศุลกากรแล้ว รัฐสภาได้ทำเช่นนั้นอย่างชัดเจนและอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด” แต่ไม่มีการมอบอำนาจด้านภาษีศุลกากรเช่นนั้นใน IEEPA
“ภายใต้พื้นฐานของการมอบอำนาจที่ชัดเจนและจำกัดเช่นนั้น รัฐบาลตีความ IEEPA ว่าให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรโดยพลการโดยไม่มีข้อจำกัดและเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจ” โรเบิร์ตส์เขียนและระบุอีกว่า “มุมมองนั้นจะเป็นการขยายอำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดนโยบายภาษีศุลกากรอย่างมหาศาล” ซึ่งศาลปฏิเสธ
ไม่เพียงแต่รัฐบาลจะไม่สามารถจัดเก็บภาษีศุลกากรตามกฎหมาย IEEPA ได้อีกต่อไปแล้ว แต่ยังต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องให้คืนเงินภาษีที่จ่ายไปแล้วด้วย การยกเลิกภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของทรัมป์อาจทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของรัฐบาลอเมริกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนในตลาดพันธบัตรต่างตั้งคำถามถึงทิศทางของภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นของประเทศ รัฐบาลอ้างว่ารายได้จากภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นเป็นวิธีหนึ่งในการชดเชยการลดหย่อนภาษีให้ประชาชนในประเทศที่นำมาใช้ในร่างกฎหมายภาษีและการใช้จ่ายที่ทรัมป์ลงนามเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมปีที่แล้ว
ในขณะเดียวกัน การสูญเสียภาษีนำเข้าตามกฎหมาย IEEPA อาจไม่ใช่ความล้มเหลวถาวรสำหรับความพยายามของทรัมป์ในการปรับโครงสร้างการค้าโลก เนื่องจากทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่น ๆ ในการกำหนดภาษีนำเข้า เช่น อำนาจด้านความมั่นคงแห่งชาติตามมาตรา 232 แม้ว่าจะมีข้อจำกัดมากกว่า IEEPA ก็ตาม
เพื่อดำเนินการเก็บภาษีในวงกว้างระดับโลกเช่นเดียวกัน ผู้นำสหรัฐสามารถใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวสูงถึง 15% เป็นเวลาสูงสุด 150 วัน โดยใช้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 แต่มาตรการนี้สามารถทำได้ฝ่ายเดียวเฉพาะในกรณีที่เกิดวิกฤตดุลการชำระเงินของสหรัฐ ที่ “รุนแรงและใหญ่หลวง” เพื่อช่วยแก้ไขความไม่สมดุลของดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของดอลลาร์ที่ใกล้จะเกิดขึ้นและมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถเริ่มการสอบสวนนโยบายการค้าและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ได้อีกด้วย
ทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีต่อคำตัดสิน แต่ผู้ต่อต้านภาษีหลายรายต่างแสดงความยินดีกับคำตัดสินนี้
กลุ่ม We Pay the Tariffs ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ต่อสู้กับการบังคับใช้ภาษีนำเข้า เรียกคำตัดสินนี้ว่า “ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่” สำหรับบริษัทต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีดังกล่าว
“พวกเขาต้องกู้เงินเพื่อประคองธุรกิจไว้ พวกเขาหยุดจ้างงาน ยกเลิกแผนการขยายธุรกิจ และปล่อยให้เงินเก็บทั้งชีวิตหมดไปเพื่อจ่ายภาษีนำเข้าที่ไม่ได้อยู่ในงบประมาณหรือแผนธุรกิจใดๆ วันนี้ ศาลได้ยืนยันสิ่งที่เราพูดมาตลอดว่า ภาษีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่แรก” แดน แอนโทนี ผู้นำกลุ่มกล่าว
ข้อมูลจากรัฐบาลกลางสหรัฐแสดงให้เห็นว่า กระทรวงการคลังเก็บภาษีนำเข้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำหนดภายใต้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินไปแล้วกว่า 133,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.1 ล้านล้านบาท) ณ เดือนธันวาคม 2025
แต่ศาลสูงสุดไม่ได้ตัดสินว่าบริษัทและบุคคลที่จ่ายภาษีเหล่านั้นจะได้รับเงินคืนหรือไม่ บริษัทหลายแห่ง รวมถึง Costco ซึ่งเป็นเครือข่ายร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ได้ยื่นฟ้องขอเงินคืนในศาลชั้นต้นแล้ว
ผู้พิพากษาเบร็ตต์ คาวานอห์ ผู้ซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนี้ ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการคืนเงินอาจซับซ้อน
“ศาลไม่ได้กล่าวอะไรในวันนี้เกี่ยวกับว่ารัฐบาลควรดำเนินการคืนเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เก็บจากผู้นำเข้าหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น จะดำเนินการอย่างไร แต่กระบวนการนั้นน่าจะ ‘ยุ่งยาก’ อย่างที่เคยยอมรับกันในการพิจารณาคดีด้วยวาจา (ก่อนหน้านี้) ” คาวานาห์ระบุ
อ้างอิง : Bloomberg,AP
อ่านข่าวต้นฉบับ: สรุปสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับคำพิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐ มติ 6 ต่อ 3 คัดค้าน ‘ภาษีทรัมป์’