โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth
ช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีนนี้ ตลาดหุ้นในเอเชียหลายแห่งปิดทำการไม่ว่าจะเป็น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน เวียดนาม สิงคโปร์ ช่วยพักเบรกอาการหุ้นร่วงแรงในฝั่งเอเชียที่อาจจะลามมาจากแรงเทขายหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ในช่วงก่อนเทศกาล
เมื่อต้นปี หลายคนที่ถือหุ้นจีนทั้งในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ “CSI” และฮ่องกง “HSI” กำลังสดชื่นกับผลตอบแทนบวกสวยๆ ที่วิ่งต่อเนื่องจากปีที่แล้ว แต่จู่ๆ ก็ถูกเบรกร่วงในเดือนกุมภาพันธ์! คำถามที่เกิดขึ้นทันที หลังวันหยุดยาวหยุดตรุษจีน ตลาดหุ้นเปิดทำการ หุ้นจีนจะกลับมา rally ต่อหรือพักก่อน? และนักลงทุนควรจะบริหารความเสี่ยงอย่างไรเพื่อให้พอร์ตไปต่อ เรามาดูบรรยากาศลงทุนโลกกันก่อนครับ
จุดเริ่มต้นของอาการร่วงแรงของตลาดหุ้นเอเชียในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากข่าวเศรษฐกิจใหม่แบบช็อกตลาด แต่เกิดจาก “แรงเทขายสะสม” ในหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่เริ่มหนักขึ้น
นี่คือสัญญาณเตือนหุ้นสหรัฐฯ เริ่มปรับฐานแล้วหรือ? ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์
ตั้งแต่ต้นปี ตลาดวอลล์สตรีทอยู่ในโทน “กังวล” หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จะเสี่ยงฟองสบู่แตกในปีนี้ หลังหุ้นกลุ่มนี้เพิ่งผ่านสู่ฤดูกาลประกาศงบกำไรไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่นักลงทุนมองข้ามชอต คือ ผู้บริหารของบริษัทเทคต่างออกมาคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการของไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งบริษัทเทคส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์บางส่วนคาดไว้ กระชากตลาด Nasdaq ติดลบหนักด้วยแรงเทขายอย่างหนัก โดยเฉพาะหุ้นไฮไลต์อย่าง Advanced Micro Devices (AMD), Broadcom, Micron Technology เป็นต้น ราวกับเสียงเตือนภัย!! หุ้นเทคสหรัฐฯ กำลังจะเริ่มฟองสบู่แตกแน่ในปีนี้
ภาพตลาดโดยรวมเริ่มสะดุดแรงเทขายจากหุ้นเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ถูกมองว่าเป็น “หัวใจของยุค AI” นี่คือสัญญาณสำคัญว่า ตลาดกำลังเริ่ม “รีเซ็ตความคาดหวัง” ต่อการเติบโตของเทคโนโลยี และธีม AI ที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักของตลาด
และเมื่อจุดศูนย์กลางของตลาดอย่าง “หุ้นชิป” เริ่มพัง แรงสั่นสะเทือนย่อมลามข้ามภูมิภาคไปยังเอเชียที่เป็นฐานผลิตชิปของโลก ฉุดชิปเอเชียทรุดทันที ตลาดที่เจ็บหนักที่สุดคือ เกาหลีใต้ ส่วนญี่ปุ่นผันผวน ตลาดยังออกสองหน้า คือ ดัชนี Nikkei ติดลบ แต่ Topix ทำ “สถิติสูงสุดใหม่” หลักๆ Sentiment ใหญ่ยังอยู่ที่กระแสนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็ก “ซานาเอะ ทาคาอิจิ”
ฝั่งจีนก็ไม่สามารถต้านแรงกดดันได้ ตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ร่วงตามครับ โดยเฉพาะ ดัชนี Hang Seng ที่ร่วงหนักกว่า ดัชนี CSI 300 ทั้งที่เพิ่งทำ All Time High ไปไม่นาน
ผมมองว่า ตลาดไม่ได้กลัวหุ้นทั้งหมด แต่กำลังกลัว “หุ้นเทคฯ” เป็นพิเศษ หรืออีกนัยหนึ่ง เทคสหรัฐ ฯ กำลังเป็น “รอยร้าว” ที่ลามเร็วที่สุด ประกอบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมาแรงต่อเนื่องกัน 3 ปีติดต่อกันแล้ว ตั้งแต่ปี 2023-2025 รวมๆ ขึ้นไปสูงถึง 60-70% โดยมีแรงส่งจากกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นหลัก นำโดยบิ๊กเทค 7 นางฟ้า (MAGNIFICENT 7) ที่วิ่งแรงแซง Valuation ไปล้ำหน้ารออนาคตการลงทุนที่ทุ่มเงินก้อนใหญ่เพื่อต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงต่อไป แต่ก็ไม่มีใครคาดการณ์อนาคตได้ว่าผลตอบแทนจะออกมาเป็นอย่างไร
ปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่ตลาดอเมริกายังร้อนแรงภายใต้Valuation ที่ไม่ได้ถูกแล้ว และหุ้นหลายตัวที่ราคานำความคาดหวังไปไกลยิ่งมีโอกาสเกิดความผันผวนแรง ซึ่งขณะนี้กำลังเริ่มเกิดขึ้นในหุ้นบางตัวที่ถูกเทขายแรงหลังจากที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเริ่มออกมาประกาศคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตในปี 2026 อาจจะไม่เติบโตแรงเหมือนปีก่อนๆ ที่เติบโตสูงไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นอเมริกาในปัจจุบันนักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นที่แตกต่างกันไป จะพบว่า แม้ ดัชนี S&P500 อยู่ใกล้ระดับ All Time High แต่ทว่าในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คนที่ถือหุ้นสหรัฐฯ มีความหลากหลาย เช่น บางคนเจอหุ้นร่วง 30-40% หรือ หุ้นบางกลุ่มอาจจะ Sell off คนอาจจะเข้าไปซื้อก็ได้ ทำให้ดัชนีฯอาจจะไม่ได้ตกเยอะ แต่หุ้นบางตัวอาจจะตกเยอะ
ดังนั้น ในช่วงนี้จะลงทุนหุ้นสหรัฐฯ รายตัว จำเป็นต้องระมัดระวังให้ดี และอย่าไปลงตัวที่ราคาหุ้นขึ้นสูงมากๆ ขึ้นแล้ว หรือขึ้นสูงช่วง 3 ปีติดกันหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ เกิน Valuation ไปแล้ว ก็ต้องพยายามดูแลพอร์ตของตัวเองด้วยนะครับ
ตลาดกำลังตอบสนองตามหลักการลงทุน คุณปู่ Warren Buffett เคยบอกไว้เสมอว่า สิ่งที่ต้องยึดเหนี่ยวตัวหุ้นได้จริงๆ คือ “ผลประกอบการ” เป็นหลัก เพราะเป็นตัวที่ยึดเหนี่ยวได้จริงๆ อย่าไปมองที่ตลาดขึ้นๆลงๆ เพราะนั่นเป็นอารมณ์ของคน
และปีนี้ถือเป็นปีที่มีทั้งโอกาสและความผันผวนสูงมาคู่กัน “หุ้นชิปสหรัฐฯ ” ถูกเทหนักตั้งแต่ต้นปีแบบนี้ เริ่มส่งสัญญาณว่า…รอบนี้อาจไม่ใช่แค่การพักฐานธรรมดา…หรือไม่ ท่ามกลางความเปราะบางของตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยคลื่น AI Capex สะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มกำไร ความเสี่ยงด้าน Valuation และบรรยากาศการลงทุนโลกที่ยังไม่เอื้อต่อหุ้น Growth หลังอัตราดอกเบี้ยโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงนานกว่าคาด
ปีนี้เป็นปีที่ต้องติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดเมื่อประเทศต่างๆ เริ่มถอยหนีจากสหรัฐฯ เพราะเอือมระอาการคุกคามของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ใช้อำนาจความเป็นเบอร์หนึ่งของโลก คุกคามประเทศต่างๆ ผ่านสงครามภูมิรัฐศาสตร์ สงครามภาษีการค้า การแย่งชิงทรัพยากร เพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ที่มุ่งทำแต่ประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก กลายเป็นเกิดภาวะโลกแบ่งขั้ว (Fragmentation)
ขณะที่ทรัมป์กำลังก่อศึกนอกประเทศ ภายในประเทศก็มีแรงกดดันจากปัญหาเก่าสั่งสมโดยเฉพาะภาคการคลังที่แบกหนี้สาธารณะทะลุ 38 ล้านล้านดอลลาร์ แล้ว และยังเข้าแทรกแซงธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ล่าสุด “ทรัมป์” คัดเลือกประธาน FED คนใหม่เอง คือ “เควิน ว็อช” แทนที่ “เจอโรม พาวเวล” ที่จะหมดอายุในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อหวังว่าจะมาตอบสนองดอกเบี้ยนโยบายที่เขาต้องการให้ต่ำลงขณะที่เงินเฟ้อสูง ท่ามกลางความไม่ชัดเจนของนโยบายการเงินและการคลัง ประกอบกับตลาดหุ้นขึ้นมาสูงติดต่อกัน 3 ปี นักลงทุนจึงลดการถือทรัพย์สินสกุลเงินดอลลาร์ทั้งพันธบัตรและหุ้นสหรัฐฯ และโยกเงินออกไปลงทุนในภูมิภาคเอเชีย
สัญญาณเงินโลกเปลี่ยนทิศลงทุนเข้าสู่ฝั่งเอเชียอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปีนี้ เงินไหลเข้ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างประเทศญี่ปุ่น ล่าสุดตลาดหุ้นญี่ปุ่นวิ่งขึ้นร้อนแรงรับข่าวบวกผลเลือกตั้ง “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นั่งนายกรัฐมนตรีต่อสมัยที่ 2 ประกาศเดินหน้านโยบายการคลังเน้นใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นทำ All Time High ตอบรับข่าวในระยะสั้น
“ตลาดหุ้นฮ่องกง” เป็นอีกประเทศที่วิ่งร้อนแรงในภูมิภาคนี้ โดยตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 17 ก.พ. ทำผลตอบแทนประมาณ +4.20% (YTD) ดัชนี HSI เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 26,700 – 27,000 จุด ถือเป็นการเริ่มต้นปีที่ดีที่สุดในรอบหลายปี
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 ดัชนี HSI ปรับตัวขึ้นทำนิวไฮในรอบ 4 ปีครึ่ง และตั้งแต่ปี 2025 จนถึงปัจจุบัน ดัชนี HSI บวก 27% เป็นการฟื้นตัวจากช่วงที่หุ้นตกปี 2021 ขึ้นมาเรื่อยๆ
ส่วนตลาดหุ้นจีน (Shanghai Composite) ปรับตัวขึ้นประมาณ +2.85% ดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 4,000 จุด ได้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ จากความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
จะเห็นว่าทั้งตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่แสดงผลตอบแทนที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยดัชนีหลักส่วนใหญ่มีทิศทางเป็นบวกในช่วง 1-2 เดือนแรกของปี แม้จะมีความผันผวนล่าสุดจากแรงเทขายทำกำไรในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักจากเทคโนโลยี AI ในบางภาคส่วน รวมถึงตัวเลขราคาบ้านในจีนที่ยังคงปรับตัวลดลง
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนหุ้นฮ่องกงในปีนี้ มาจากการฟื้นตัวของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Alibaba และ Tencent ที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะการนำนวัตกรรม AI มาสร้างรายได้ที่ชัดเจนขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลจีนยังคงดำเนินนโยบายสนับสนุนตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมให้บริษัทชั้นนำเข้ามาจดทะเบียนในตลาดฮ่องกงมากขึ้น ซึ่งคาดว่า ปีนี้จะมีบริษัทเข้าระดมทุนราว 160 แห่งในตลาดฮ่องกง มูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง ถือเป็นสัญญาณที่ดีของตลาด นอกจากนี้ ยังผลักดันให้บริษัทจีนที่จดทะเบียนอยู่ในสหรัฐฯ กลับมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงด้วย
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นฮ่องกงยังได้รับอานิสงส์อย่างมากจากนักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ที่เข้ามาลงทุน (Southbound Flow) โดยช่วงต้นปีนี้มียอดซื้อสุทธิสะสมผ่านระบบ Stock Connect สูงถึง 136,200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง
ความเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม ได้แก่
ในปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นฮ่องกง ปรับขึ้นอย่างคึกคักและโดดเด่น เป็นม้ามืดที่ใครหลายคนอาจจะนึกไม่ถึงก็ได้ แม้แต่ที่ Jitta Wealth เอง ในปีที่ผ่านมา Jitta Ranking หุ้นฮ่องกงก็เป็นกองทุนส่วนบุคคลที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงสุด แซงหน้าทุกนโยบาย โดยผลตอบแทนเฉลี่ยเฉพาะนโยบายนี้สูงถึง +42.44% ภายใน 1 ปี
สำหรับปีนี้ ผมยังมองว่า การลงทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงแนวโน้มเชิงบวกในระยะยาว ยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากปัจจุบัน ตลาดหุ้นฮ่องกงมี Valuation ถูก โดยดัชนี HSI มี Forward P/E อยู่ระดับต่ำ และมีกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี AI, เซมิคอนดักเตอร์, ไบโอฟาร์มา และสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้เป็นสวรรค์ของนักลงทุนแนว VI ทีเดียวครับ
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นฮ่องกง จะมีหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจจีนประมาณ 80-90% ของทั้งตลาด หากเศรษฐกิจจีนมีการฟื้นตัวจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะสนับสนุนให้ตลาดหุ้นฮ่องกงเติบโตต่อไปได้ จึงต้องติดตามเป็นหุ้นรายตัว หากสนใจลงทุนหุ้นฮ่องกงรายตัว ผมแนะนำให้ดูข้อมูลใน Jitta.com ที่ได้ทำการวิเคราะห์หุ้นรายตัวเชิงลึกของตลาดหุ้นทั่วโลก คัดกรองหุ้นคุณภาพดี ประเมินราคาเหมาะสมให้นักลงทุนใช้ประกอบการการตัดสินใจลงทุนครับ
ในโลกการลงทุนเป็นไปได้ยากที่จะหลีกเลี่ยงความผันผวน Jitta Wealth จึงแนะนำเสมอว่า ความผันผวนเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ แต่เราบริหารจัดการพอร์ตให้รับมือความผันผวนนั้นได้ และกลยุทธ์ Core & Satellite (สัดส่วน 80%และ20%) จะช่วยให้คุณผ่านความผันผวน และคว้าโอกาสทำกำไรได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น
Core Portfolio (พอร์ตหลัก) เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการกระจายความเสี่ยงทั่วโลก เช่น พันธบัตร หุ้นที่เป็นตลาดหลักของโลก นำโดยสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เพื่อสร้างฐานพอร์ตให้แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ พร้อมโอกาสสร้างผลตอบแทนเติบโตตามทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
Satellite Portfolio (พอร์ตรอง) เน้นการลงทุนเชิงรุกในอุตสาหกรรมหรือภูมิภาคที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น เช่น จีน กลุ่มเมกะเทรนด์ Thematic ต่างๆ เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับพอร์ตการลงทุน โดยการกำหนดสัดส่วนการลงทุนจะช่วยให้เรารักษาระดับความเสี่ยงโดยรวมให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมได้
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ แนะนำให้เริ่มต้นจัดพอร์ตหลักก่อน แนะนำกระจายลงทุนทั้งพันธบัตรและหุ้นโลก หากต้องการดูแนวทางการจัดพอร์ต Global ETF ที่ผมบริหารพอร์ตให้ลูกค้า สามารถสอบถามหลังไมค์กับเจ้าหน้าที่ Jitta Wealth ได้ครับ จากนั้นค่อยๆ ทยอย DCA เพิ่มทุนไปเรื่อยๆ ถึงสัดส่วนที่เหมาะสมแล้วค่อยขยับขยายไปลงทุน Satellite Portfolio
สำหรับคนที่จัดพอร์ต Core & Satellite อยู่แล้ว แนะนำให้ทำ Rebalance ในสินทรัพย์ที่เกินสัดส่วนกรอบเป้าหมาย เช่น หุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นจนมีกำไรพอสมควร แนะนำให้ขายทำกำไรบางส่วนออกมา เพื่อบาลานซ์พอร์ตให้อยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ และรอจังหวะลงทุนในช่วงที่ตลาดขาลง ซึ่งอาจจะเลือกทรัพย์สินตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจลงทุนระยะยาว เช่น หุ้นฮ่องกง หุ้นจีน ซึ่งแนะนำลงทุน 5-10% สำหรับคนที่ระมัดระวังหรือไม่อยากเสี่ยงสูง ส่วนคนที่รับความเสี่ยงสูง ก็ไม่ควรเกิน 20%
ส่วนหุ้นสหรัฐฯ ยังให้น้ำหนัก 50% อยู่ครับ การบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายลงทุน จะช่วยให้พอร์ตฝ่าความผันผวนภายใต้โลกที่กำลังเปลี่ยนกติกาครั้งใหญ่ ตลาดการเงินอาจผันผวนหนักขึ้น เพราะฉะนั้นเราควรเตรียมตัวให้ทันก่อนคลื่นลูกใหญ่จะมาถึง
สุดท้ายนี้ ผมขอถือโอกาสนี้อวยพร “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ คิดหวังสิ่งใดสมปรารถนา จัดพอร์ตรับโชคร่ำรวยตลอดปีตลอดไปยาวๆ” ให้แก่ทุกท่านครับ 00000
อ่านข่าวต้นฉบับ: จากม้ามืดสู่ตัวจริง : หุ้นฮ่องกงในวัฏจักรลงทุนรอบใหม่