สัมภาษณ์พิเศษ ผู้สัมภาษณ์: ณัฐณิชา วาณิชย์วิรุฬห์
จากกรณีวิกฤตตลาดหุ้นอินโดนีเซียเมื่อปลายเดือนมกราคม ซึ่งนักลงทุนพร้อมใจกันเทขายหุ้นหลัง Morgan Stanley Capital International (MSCI) เตือนว่า อินโดนีเซียอาจถูกลดสถานะเป็นตลาดชายขอบ อีกทั้งต่อมา มูดีส์ (Moody’s Ratings) ยังปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจอินโดนีเซียจาก ‘เสถียรภาพ’ เป็น ‘เชิงลบ’ โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพนโยบาย ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย ทำให้เกิดคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซีย และอาจารย์สาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อทบทวนแนวนโยบายของปราโบโว และตอบคำถามว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังเดินไปในทิศทางใด
อาจารย์อรอนงค์อธิบายความหมายของกองทุนดานันตารา ซึ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2025 โดยปราโบโว อาจารย์ระบุว่า ชื่อเต็มของกองทุนคือ Daya Anagata Nusantara มาจาก Daya แปลว่าพลัง Anagata แปลว่าอนาคต และ Nusantara คือเมืองหลวงใหม่และเป็นคำที่สื่อถึงอินโดนีเซีย
“โดยรวมแล้วจึงมีความหมายว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ โดยมีภารกิจคือการนำเงินจากหุ้นหรือปันผลของรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่แล้วในประเทศ มาลงทุนเพื่อให้เกิดผลกำไรทั้งในและนอกประเทศ และนำกำไรที่ได้จากการลงทุนกลับมาพัฒนาประเทศ กล่าวคือ เป็นรายได้อีกทางของรัฐนั่นเอง” อาจารย์กล่าวพร้อมอธิบายว่า โดยธรรมชาติแล้ว อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีรัฐวิสาหกิจเยอะและเข้มแข็งมาก
อาจารย์เล่าถึงบริบทโดยรวมในปัจจุบัน ซึ่งอินโดนีเซียมีความเป็นชาตินิยมและหันขวามากขึ้น เนื่องจากเป้าหมายของกองทุนคือ การลดการพึ่งพาต่างชาติและตลาดการเงินโลก อีกทั้งเพิ่มบทบาทของรัฐในการสะสมทุนให้มากขึ้น ซึ่งการจะดำเนินการดังนั้น ฝ่ายบริหารต้องมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรมากขึ้น
“แนวทางดังกล่าว ซึ่งรัฐมีความเป็นชาตินิยม อำนาจนิยม และรวมศูนย์มากขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เนื่องมีอำนาจในการต่อรองลดลง” อาจารย์ธรรมศาสตร์กล่าว
นอกจากต่างชาติแล้ว อาจารย์ยังระบุว่า นักวิเคราะห์ชาวอินโดนีเซียหลายคนก็วิพากษ์วิจารณ์กองทุนดังกล่าวหนักเช่นกัน โดยไม่เห็นด้วยที่ดานันตาราจะมาครอบรัฐวิสาหกิจอีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากหากกองทุนไม่มีความโปร่งใสในการจัดการ อาจเอื้อให้เกิดระบบการเมืองแบบอุปถัมภ์ได้โดยง่าย อีกทั้งเมื่ออ้างอิงกับประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว รัฐวิสาหกิจอินโดนีเซียมีประวัติการคอร์รัปชันสูงมาก จึงเป็นข้อกังขาว่า ดานันตาราจะสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้หรือไม่
ลักษณะการคอร์รัปชันที่พบ จะเกิดขึ้นผ่านระบบการให้โบนัสแก่คณะกรรมาธิการหรือผู้บริหารเป็นจำนวนมาก โดยกองทุนดานันตาราลดค่านิยมการจ่ายโบนัสดังกล่าวลง โดยให้เหตุผลว่า เป็นภาระของรัฐและนำเงินดังกล่าวไปใช้เพื่อพัฒนาด้านอื่น ๆ แทน
“อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นแค่การลดลง ไม่ถึงกับตัดโบนัสออกไป” อาจารย์ธรรมศาสตร์กล่าว
อาจารย์อรอนงค์กล่าวว่า ‘อินโดนีเซียใหม่’ คือนโยบายกว้าง ๆ ซึ่งมีกลิ่นความเป็นฝ่ายขวาอยู่เช่นกันผ่านแนวคิดชาตินิยม โดยมีแนวทางสำคัญคือ อินโดฯ จะไม่เป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบขั้นต้น แต่จะต้องมีการแปรรูปภายในประเทศก่อนจึงจะสามารถส่งออกได้ แนวทางดังกล่าวเป็นการบีบให้นักลงทุนต้องสร้างบริษัทหรือโรงงานภายในประเทศเพื่อแปรรูปวัตถุดิบ และเพื่อเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรในประเทศ
นอกจากนี้ยังเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ให้แก่ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นถนนหรือท่าเรือ โดยเมืองหลวงนุซันตารา ก็เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายอินโดนีเซียใหม่เช่นกัน กล่าวคือ เป็นการวาดฝันไกล เพื่อให้เกิดการพัฒนาในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง
อ.อรอนงค์ให้ความเห็นว่า ปราโบโวไม่น่าจะดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการย้ายเมืองหลวงที่โจโกวีวาดฝันไว้ต่อ เนื่องจากใช้เงินลงทุนมหาศาล แม้จะไม่ยกเลิกเสียทีเดียว แต่จะเป็นการลดทอนความสำคัญลง โดยไม่ครบวงจรตามที่โกโจวีวาดฝันไว้
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ‘อินโดนีเซียใหม่’ พยายามรักษาสมดุลและคานอำนาจระหว่างชาติมหาอำนาจคือ จีนและสหรัฐ รวมถึงส่งเสริมให้อินโดนีเซียเป็นแกนกลางของอาเซียน เนื่องจากมองว่า ประเทศของตนอยู่ในตำแหน่งภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญของทั้งโลกและอาเซียน
“จะเรียกว่าเหยียบเรือสองแคมก็ได้ แต่เป็นการเหยียบเรือสองแคมที่ทำให้อินโดนีเซียไม่ตกน้ำและไม่เพลี้ยงพล้ำ โดยอินโดนีเซียก็สามารถได้ประโยชน์จากทั้งจีนและสหรัฐ จากการพยายามใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในมือ เป็นอำนาจในการต่อรอง” อาจารย์กล่าวเปรียบเปรย
อาจารย์อรอนงค์อธิบายถึงสิ่งหนึ่งที่คนไทยอาจจะเข้าใจผิดว่า แนวทางของปราโบโวและโจโกวีขัดแย้งกัน แต่จริง ๆ ในช่วงที่โจโกวียังอยู่ในอำนาจ ปราโบโวก็ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และเมื่อปราโบโวขึ้นสู่อำนาจ ก็เดินตามนโยบายอินโดนีเซียใหม่ที่โจโกวีเริ่มต้นไว้ แต่ว่ามีลักษณะที่เข้มแข็งและรวมศูนย์มากขึ้นกว่าเดิม
การไม่สนับสนุนการส่งออกวัตถุดิบและรัฐมีบทบาทนำในการลงทุน สวนทางกับทิศทางการลงทุนโลก
อาจารย์แสดงความกังวลต่อการเพิ่มบทบาทของกองทัพ ซึ่งเป็นหนึ่งสิ่งที่ปราโบโวแตกต่างกับโกโจวี เนื่องจากในสมัยของเผด็จการซูฮาร์โต ทหารเข้าควบคุมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และดานันตาราเองก็ดึงกองทัพเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจมากขึ้นเช่นกัน โดยอ.อรอนงค์ระบุว่า มีความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจสูง
“อีกส่วนที่น่ากังวลคือ การลดพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม โดยย้อนกลับไปตอนเริ่มบังคับใช้กองทุนดานันตารา เหตุการณ์เกิดขึ้นไวมาก และไม่ได้มีการเผยแพร่หรือทำให้ประชาชนเข้าใจอะไร จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมรัฐบาลไม่มีการประชาสัมพันธ์อะไรเลยกับเรื่องที่กระทบต่อคนจำนวนมาก” อาจารย์กล่าว
ทั้งปราโบโวและโจโกวีมีความเป็นชาตินิยมเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ยุคของโจโกวีจะใช้เทคโนแครตและบรรดาผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ในการบริหารประเทศ ขณะที่ปราโบโวเน้นคนที่มีความสำคัญและมีเครือข่าย มากกว่าความเชี่ยวชาญ ซึ่งเอียนไปทางระบบอุปถัมภ์และอำนาจนิยม
“ข้อดีคือ เพิ่มอุตสาหกรรมภายในประเทศ ประชาชนมีงานทำและมีรายได้มากขึ้น รัฐมีสวัสดิการหรือโครงสร้างพื้นฐานให้กับประชาชนได้มากขึ้น ขณะที่ข้อเสียคือ นักลงทุนต่างชาติกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงของรัฐ เนื่องจาก รัฐเป็นผู้กำหนดทุกอย่าง” อาจารย์กล่าว พร้อมเสริมว่า อย่างไรก็ดี การที่รัฐคุมเข้มก็ยังมีข้อดีอยู่เช่นกันในเรื่องเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง
อาจารย์ธรรมศาสตร์ระบุแนวทาง 3 ข้อที่อินโดนีเซียควรมี เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ดังนี้
2. ไม่ยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงสัญญาการลงทุนและสถาบันทางเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารกลาง
3. ทำให้นักลงทุนเชื่อในความโปร่งใสของกองทุนดานันตารา โดยอาจดึงคนที่มีความน่าเชื่อถือมาดำรงตำแหน่งสำคัญ มีการแจกแจงการลงทุนและการบริหารงบประมาณในกองทุนให้ประชาชนรับทราบเป็นสาธารณะ รวมถึงสามารถตรวจสอบการเงินได้โดยหน่วยงานภายนอก
อาจารย์ระบุว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อโต้แย้งแรก ๆ ของกองทุนดานันตารา คือการตรวจสอบซึ่งทำได้ยากมาก โดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ยังสามารถตรวจสอบได้โดยผู้ตรวจเงินแผ่นดิน แต่ดานันตาราเป็นหน่วยที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งจะตรวจสอบได้โดยสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนของอินโดนีเซียเท่านั้น อีกทั้งยังมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก
อย่างไรก็ดี อาจารย์มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจอินโดนีเซียก็ยังจะเติบโตต่อไป เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีประชากรเยอะ มีการบริโภคสูง อย่างไรก็ยังโตต่อไป เพียงแต่อาจจะโตแบบ ‘รัฐนำ’ ซึ่งจะเป็นการหนุนอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ และอาจทำให้เกิดการพัฒนาที่ทั่วถึง
อาจารย์ย้ำว่า ที่ผ่านมาอินโดนีเซียเป็นผู้เล่นที่จะไม่เทไปด้านใดด้านหนึ่ง อีกทั้งยังเนื้อหอมในภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยมีความสำคัญสูง ทั้งในแง่ที่ตั้ง ทรัพยากร ตลาด และขนาดของประเทศ ขณะที่อินโดฯ มีอำนาจต่อรองกับนานาประเทศสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีทรัพยากรที่จำเป็นอย่างนิกเกิล รวมถึงนโยบายที่ทำให้ต่างชาติต้องเปิดโรงงานแปรรูปวัตถุดิบในประเทศ ไทยกลับมีอำนาจต่อรองลดลงเรื่อย ๆ โดยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อย ภาคผลิตและการส่งออกหดตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ไม่มีแรงงานเพราะกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
อาจารย์อรอนงค์ระบุว่า การที่ปราโบโวใช้อำนาจประธานาธิบดีของตน แต่งตั้งผู้นำเผด็จการอย่างซูฮาร์โตเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ เพราะว่า ซูฮาร์โตเป็นทั้งอดีตพ่อตาและอดีตผู้บังคับบัญชาโดยตรงของปราโบโว
“คือปราโบโวอยู่ในหน่วยกองกำลังที่ขึ้นตรงกับซูฮาร์โต ดังนั้น นี่จึงเป็นทีของเขาแล้วที่จะมาล้างมลทิลให้พ่อตาของเขา” อาจารย์กล่าว
อาจารย์ยังระบุว่า ในส่วนของกระแสสังคม มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยครึ่งต่อครึ่ง เนื่องจากเหตุการณ์ผ่านไปนานแล้ว และคนรุ่นใหม่จำนวนมากก็ไม่รู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับซูฮาร์โตแล้ว หรือหากอ่านหนังสือมา ก็ไม่ได้อินเพราะไม่ได้สัมผัสเหตุการณ์ด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ดี การแต่งตั้งนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด หากในอนาคตมีการปรับเปลี่ยนแนวทางของรัฐบาลและผู้นำ ซึ่งมีจุดยืนที่แตกต่างกับปราโบโว ก็อาจจะมีการถอดยศได้ทุกเมื่อเช่นกัน
“พอปราโบโวขึ้นมา (เป็นประธานาธิบดี) มันเป็นความรู้สึกเหมือนถอยหลังเข้าคลอง ในสายตาของนักประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย ทุกด้านเลย ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม” อาจารย์กล่าวทิ้งท้าย
อ่านข่าวต้นฉบับ: อาจารย์ มธ. เจาะเศรษฐกิจอินโด ผ่าน ‘กองทุนดานันตารา’ หลังนักลงทุนต่างชาติเบือนหน้าหนี