ข้อมูลเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 21 ก.พ. 2026 เวลา 01.44 น.และอัพเดตเมื่อเวลา 11.00 น.
ทรัมป์กล่าวว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดที่ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าเป็นเรื่องที่ “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” พร้อมให้คำมั่นจะลงนามเก็บภาษีทั่วโลกอีก 10 % ตามมาตรา 122 มีผล 24 กุมภาพันธ์นี้ ทั้งขู่ใช้เครื่องมือทรงพลังกว่าเก่าเพื่อควบคุมการค้า
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐแถลงข่าวภายหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง และจะลงนามเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเพิ่มอีก 10 % อาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ภายใต้พระราชบัญญัติการค้าปี 1974
ทรัมป์ระบุอีกว่า เขารู้สึก “อับอายขายหน้าอย่างที่สุด” ต่อผู้พิพากษาที่ลงมติคัดค้านเขาด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เนื่องจากไม่มีความกล้าหาญในการทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประเทศและชื่นชมผู้พิพากษา 3 คน ที่คัดค้านคำพิพากษา ในบริบทที่เขาอ้างว่า ประเทศทั้งหลายในโลกปล้นสหรัฐมาหลายปีแล้ว และเขาเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รวมถึงความไม่สมดุลทางการค้า
ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า เขาภูมิใจในตัวผู้พิพากษาเบรตต์ คาวานอห์ ผู้ที่คัดค้านคำตัดสิน
นอกจากนี้ยังมีวิธีการที่เข้มงวดกว่านี้ในการกำหนดภาษีการค้าที่เขาสามารถใช้ได้หลังจากที่ศาลสูงสุด ปฏิเสธมาตรการภาษีระดับโลกครั้งใหญ่ ซึ่งเขาจะดำเนินการในทิศทางที่ “เข้มงวดกว่าเดิม” โดยอ้างถึงอำนาจของรัฐบาลกลางอื่นๆ อีกหลายข้อ
“อีกทั้งเรามีเครื่องมือที่ทรงพลังกว่าเดิมที่จะกำหนดภาษีอีกครั้ง” ทรัมป์กล่าวรวมถึงการจำกัดการออกใบอนุญาตผู้ส่งออก
“มีผลบังคับใช้ทันที ภาษีความมั่นคงแห่งชาติทั้งหมด และทั้งมาตรา 232 และภาษีมาตรา 301 ที่มีอยู่เดิมทั้งหมด ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปอย่างสมบูรณ์ วันนี้ ผมจะลงนามในคำสั่งเพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลก 10% ภายใต้มาตรา 122 เพิ่มเติมจากภาษีปกติที่เราเรียกเก็บอยู่แล้ว” ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าว
กระทั่งล่าสุดทรัมป์โพสต์ทรูทโซเชียลระบุว่า ลงนามเพื่อเก็บภาษีทุกประเทศ 10 % แล้ว และกำหนดมีผลบังคับใช้ 24 กุมภาพันธ์นี้
สำหรับมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีเพื่อแก้ไข “ปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศ” ซึ่งทรัมป์ไม่จำเป็นต้องรอให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางทำการสอบสวนก่อน ก็สามารถบังคับใช้ภาษีได้เลย
ข้อจำกัดจากเงื่อนไขการใช้อำนาจตามมาตรา 122 คือ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการชำระเงินของสหรัฐที่ “มากและร้ายแรง” เพื่อช่วยแก้ไขความไม่สมดุลของการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของดอลลาร์ที่ “ใกล้จะเกิดขึ้นและมีนัยสำคัญ” ซึ่งอัตราภาษีศุลกากรถูกจำกัดไว้ที่ 15% และสามารถเรียกเก็บได้ไม่เกิน 150 วัน ทั้งนี้ การขยายเวลาบังคับใช้ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา
มาตรา 122 ไม่เคยถูกใช้มาก่อน ซึ่งศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ชี้แจงในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วว่า หากทรัมป์ต้องการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า การกระทำดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ขอบเขตของมาตรา 122 ไม่ใช่ พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (The International Emergency Economic Powers Act : IEEPA)
ผู้นำสหรัฐมีทางเลือกสำรองอย่างน้อย 5 ทางในการเรียกเก็บภาษีรูปแบบต่างๆ โดยทั่วไป ทางเลือกเหล่านี้มาพร้อมกับข้อจำกัด รวมถึงข้อจำกัดด้านขั้นตอนที่มากกว่า รวมถึงมาตรา 232 แห่งพระราชบัญญัติขยายการค้าปี 1962 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการใช้ภาษีศุลกากรเพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระดับของภาษีหรือระยะเวลา (อ่าน เปิด 5 ทางเลือกของทรัมป์ หลังศาลสูงสุดตัดสินคว่ำภาษี)
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ในคดีนี้ธุรกิจส่งออกขนาดเล็ก 5 แห่งและอัยการ 12 รัฐ ซึ่งล้วนเป็นรัฐของพรรคเดโมแครตยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยคือรัฐบาลสหรัฐ
สำหรับคำตัดสินของศาลสูงสุดระบุว่า การประกาศใช้ภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งใช้อำนาจเกินขอบเขตโดยอ้างกฎหมายอำนาจฉุกเฉินของรัฐบาลกลาง (IEEPA) เพื่อบังคับใช้ภาษี “ตอบโต้” ทั่วโลก รวมถึงภาษีนำเข้าที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นการแก้ปัญหาการค้าเฟนทานิลที่เรียกเก็บกับจีน แคนาดาและเม็กซิโก ชาติเพื่อนบ้านในทวีปอเมริกาเหนือ
“รัฐบาลตีความ IEEPA ว่าให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวโดยไม่จำกัดขอบเขตและเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจ มุมมองดังกล่าวจะเป็นการขยายอำนาจของประธานาธิบดีในด้านนโยบายภาษีศุลกากรอย่างพลิกโฉม” คำตัดสินระบุ
ภาษีที่ผิดกฎหมายตามคำตัดสิน ได้แก่ 1) ภาษีอัตราฐานขั้นต่ำ 10% รวมถึงภาษีต่างตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ตั้งแต่ 10% – 41% สำหรับสินค้าจากประเทศที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ
2) ภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้านำเข้าบางรายการจากเม็กซิโก จีน และแคนาดา ซึ่งทรัมป์กล่าวว่ามีความชอบธรรมเนื่องจากวิกฤตยาเฟนทานิลในสหรัฐ หรือที่เรียกสั้นๆ ‘ภาษีเฟนทานิล’
ทั้งนี้ ศาลไม่ได้กล่าวถึงภาษีที่เรียกเก็บกับสินค้าบางประเภทโดยอาศัยกฎหมายอื่น ตัวอย่างเช่น ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้เรียกเก็บภาษีกับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ทองแดง และไม้แปรรูป โดยใช้มาตรา 232 ของพระราชบัญญัติการขยายการค้าปี 1962 ภาษีเหล่านั้นขึ้นอยู่กับผลการสืบสวนของกระทรวงพาณิชย์ที่สรุปว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทรัมป์แถลงครั้งแรก “ผิดหวังอย่างยิ่ง” พ่ายคดีภาษี งัดม.122 เก็บทั่วโลก 10 % มีผล 24 ก.พ. นี้
