สมาคมประกันชีวิต ประเมินเบี้ยประกันชีวิตปี’69 โต 2.5-3.5% แตะ 7 แสนล้าน ชี้ประกันสุขภาพ-โรคร้ายแรงเป็นไฮไลต์ ปม “เงินเฟ้อทางการแพทย์/ค่ารักษา” พุ่ง ผลักธุรกิจต้องปรับเงื่อนไขใช้ “Copayment”
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตปี 2569 สมาคมประมาณการเติบโตเบี้ยประกันชีวิตขยายตัวอยู่ในกรอบ 2.50-3.50% หรือคิดเป็นเบี้ยรับรวมอยู่ราว 7 แสนล้านบาท จากปี 2568 เบี้ยรับรวมอยู่ที่ 6.76 แสนล้านบาท ที่มีการเติบโตอยู่ที่ 3.45% แบ่งเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 1.90 แสนล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.60% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 4.85 แสนล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.40%
ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตและผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลต์ในปีนี้ คือ ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 8-10% ซึ่งจากปี 2568 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 10.8% และคาดการณ์ในปี 2569 จะอยู่ที่ 10.8% ส่งผลให้ประชาชนเริ่มมองหาความคุ้มครองที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคตมากขึ้น ซึ่งโดยเฉลี่ยเบี้ยประกันสุขภาพเติบโตอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งในปี 2568 ประกันสุขภาพเติบโตสูงถึง 11%
นอกจากนี้ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ยังเห็นการเติบโตได้ดี ส่วนหนึ่งมาจากดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง นักลงทุนมองหาช่องทางการลงทุนใหม่ ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นภายใต้ระดับความเสี่ยงที่พอรับได้ รวมถึงได้รับความคุ้มครองจากการประกันชีวิตรวมอยู่ด้วย ส่งผลให้คนหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ลงทุนมากขึ้น สะท้อนจากปี 2568 ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 15.75%
ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่อาจจะเติบโตไม่สูงมากนัก จะเป็นประกันสะสมทรัพย์ (Endowment) จะเห็นการเติบโตน้อยลง โดยเฉพาะที่ไม่ได้การันตีผลตอบแทน รวมถึงประกันกลุ่ม (Group) ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้บริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่มีความระมัดระวังค่าใช้จ่ายกับพนักงานมากขึ้น เช่นเดียวกับประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgate) ที่ได้รับผลกระทบจากทิศทางของธนาคารที่มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
“ตอนนี้เราต้องรอดูเศรษฐกิจว่ารัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนได้แค่ไหน เพราะเรื่องของเศรษฐกิจมีผลโดยตรงต่อธุรกิจประกัน เพราะหากคนไม่มีเงินการคิดถึงประกันจะเป็นเรื่องรอง ๆ และไม่ใช่ปัจจัยเร่งด่วน แต่เชื่อว่ายังมีปัจจัยหนุนธุรกิจได้ เช่น สังคมสูงวัย ภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามเงินเฟ้อทางการแพทย์ จะทำให้คนหันมาสนใจประกันมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันสัดส่วนจำนวนกรมธรรม์ต่อประชากรอยู่ที่ 40% และเหลืออีก 60% ที่ยังไม่มีประกัน ซึ่งปีนี้เราคาดเบี้ยประกันอยู่ที่ 7 แสนล้านบาท น่าจะสอดคล้องกับตัวเลขสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องการเห็นเบี้ยประกันภัยรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท”
นางนุสรากล่าวว่า ผลกระทบจากการนำ Copayment และการยกเลิกประกันเหมาจ่ายนั้น จะเห็นว่าภายหลังประกาศนำประกันแบบ Copayment มาใช้ ตัวเลขเบี้ยประกันในไตรมาสที่ 1/2568 มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูงถึง 28% เพราะคนกังวลจึงเร่งซื้อประกัน และต่อเนื่องมายังไตรมาสที่ 2 เติบโต 18% และไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 14% และสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 11.7% ถือว่าขยายตัวดี
ดังนั้น หากมองไปข้างหน้าการยกเลิกประกันแบบเหมาจ่าย คงขึ้นแต่ละบริษัทในการพิจารณา แต่เชื่อว่าหากเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ปรับเพิ่มขึ้น อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมี Copayment ตั้งแต่ปีแรก หรือเบี้ยประกันอาจปรับเพิ่มขึ้น หรือถ้าลูกค้ามีการจ่ายส่วนแรก อาจทำให้เบี้ยปรับลดลงได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่สมาคมดำเนินการคือ การร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐขยายการบริการ หากโรงพยาบาลรัฐสามารถทำได้ดี บริการสะดวกแบบไร้รอยต่อ สมาคมอยากเห็นการร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น จากปัจจุบันร่วมมือไปแล้ว 27 แห่ง เพราะโรงพยาบาลรัฐต้องการเพิ่มรายได้เช่นกัน ดังนั้น ในอนาคตโรงพยาบาลรัฐจะมาเป็นอีกกำลังหนึ่งของธุรกิจประกัน จากปัจจุบันสัดส่วนการใช้โรงพยาบาลรัฐมีประมาณ 5% ของการเคลมทั้งหมด
“ผลกระทบจาก Copayment น่าจะรู้ภายในเดือน มี.ค.นี้ เพราะจะดูจากสัญญาปีที่ 2 แต่จากเดิมมีการคาดการณ์ว่ามีสัดส่วน 4% ที่มีการเคลมไปแล้ว 25% แต่มีคนถือกรมธรรม์อีก 96% มีการเคลม 75% หากเราไม่ทำอะไรการเคลมจะเพิ่มขึ้น และบริษัทประกันจะไม่ขายก็ไม่ได้ อาจจะมีการปรับเพิ่มเบี้ย แต่เชื่อว่าหากมี Copayment สัดส่วน 4% จะปรับลดลงได้ แต่ไม่รู้จะลงเท่าไร”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ประกันชีวิตลุ้นรัฐปลุกเศรษฐกิจหนุนกำลังซื้อ คาดเบี้ยรับรวมปี’69 แตะ 7 แสนล้าน