คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ผนึกกำลังเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” เปิดตัวโครงการ “Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ชูจุดยืนต้านคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ เร่งปฏิรูปโครงสร้างความโปร่งใส หลังคะแนนดัชนีภาพลักษณ์การทุจริต (CPI) ของไทยปี 2568 ได้คะแนนเพียง 33/100 อยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และต่ำสุดในรอบ 14 ปี สะท้อนปัญหาความไม่โปร่งใสที่เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่เอกชนกังวลอย่างมาก เพราะไม่เพียงบั่นทอนความรู้สึก ความเชื่อใจต่อระบบราชการของคนในประเทศเองแล้ว ยังกระทบความเชื่อมั่นการลงทุน
ที่ผ่านมาทั้งภาคประชาชนและภาคเอกชนได้พยายามส่งเสียงเพื่อต่อต้านการทุจริตมาโดยตลอด ทั้งเสนอให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างวัฒนธรรมสังคมไทยให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลและพรรคการเมืองทำนโยบายต้านโกงให้เห็นผลจริง หยุด “รัฐมนตรีเทา” และห้ามทุจริต ภายใต้แนวคิด “ไม่จ่าย ไม่รับ ไม่เงียบ” เพื่อจัดการปัญหาสินบนที่เพิ่มต้นทุนธุรกิจ รวมทั้งจัดทำแผน Action Plan เสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อปฏิรูปการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ
ขณะที่เอกชนเผชิญกับเรื่องการทุจริตแทบทุกหน่วยงาน โดย “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น” ได้ประเมินมูลค่าเงินที่อยู่ในกระบวนการทุจริตและคอร์รัปชั่นสูงถึงปีละ 500,000 ล้านบาท โดยต้องเผชิญกับ 4 เรื่องใหญ่คือ 1.โกงหลวง : ส่วนใหญ่เป็นเงินทอนในการจัดซื้อจัดจ้าง มีมูลค่า 2-3 แสนล้านบาทต่อปี เป็นความสูญเสียจากเงินทอน หรือเงินใต้โต๊ะในอัตราเฉลี่ย 20-30% ของงบฯลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งหมด
2.ฉ้อราษฎร์ : สินบนและส่วยจากเศรษฐกิจนอกระบบ ประเมินว่าธุรกิจมืดเหล่านี้มีมูลค่า 8-13% ของ GDP หรือราว 1.7 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นการจ่ายส่วยสินบนให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับจากต้นทางถึงปลายทางแค่ 5% จะเป็นเงินมากถึง 8.5 หมื่นล้านบาทต่อปี 3.กัดกินกันเอง : เป็นสินบนและค่าวิ่งเต้นในหมู่เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง ส่วนใหญ่มักเป็นการซื้อขายตำแหน่ง 4.ค่าใช้จ่ายในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นของรัฐ : จากข้อมูลพบว่าในปี 2566 หน่วยงานทั้ง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ สตง. ใช้งบประมาณ 5,848 ล้านบาท และมีบุคลากรรวมกันกว่า 7,578 คน นอกจากนี้ ยังไม่รวมการทุจริตเชิงนโยบาย หรือการใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการทุจริตคอร์รัปชั่น สถานการณ์คอร์รัปชั่นกำลังขยายตัวอย่างน่ากลัว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแนวคิด Connect the Dot ซึ่งเป็นระบบการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน เนื่องจากในอดีตการทำงานของภาครัฐแต่ละกรมแต่ละกระทรวงใช้ระบบการทำงานแบบตัวใครตัวมัน เมื่อการทำงานแบบแยกส่วน หรือที่เรียกว่า “ไซโล” การปฏิบัติงานแบบต่างคนต่างทำมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้เป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงเห็นเป็นภาพเดี่ยว ๆ ไม่เห็นการแก้ปัญหาที่สามารถเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันได้ ทำให้ขาดความแม่นยำ ฉะนั้น เมื่อเกิดความซ้ำซ้อนในตัวงานและระบบ จึงทำให้เปิดช่องในการทุจริตได้ง่าย เพราะตรวจสอบย้อนหลังกลับไปได้ช้า เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่เอกชนและประชาชนต้องเผชิญกันอยู่นั้นยังไม่สามารถมีเครื่องมือมาแก้ไขได้
ในต่างประเทศ การปรับเปลี่ยนระบบของหน่วยงานราชการทำได้ง่ายและใช้เวลาไม่นาน โดยไม่จำเป็นที่ต้องมีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพ เช่น ในประเทศเอสโตเนีย แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็กและในอดีตปัญหาคอร์รัปชั่นย่ำแย่ที่สุด แต่กลับนำเรื่องของดิจิทัลเข้ามาใช้ ทำให้กลายเป็น “รัฐบาลดิจิทัล” ซึ่งนำไปสู่ความโปร่งใสที่คาดไม่ถึง ผลักดัน GDP เติบโตสูงมากและเร็ว และใช้ระยะเวลาการปรับเปลี่ยนและปรับตัวไม่นาน
นั่นแปลว่ารัฐบาลของทุกประเทศต่างก็พยายามแก้ปัญหา แล้วก็นำไปสู่การลดการทุจริต การใช้อำนาจที่เกินความจำเป็น ซึ่งก็ไม่ยากสำหรับประเทศไทย เพียงแต่ความยากคือ “ไม่มีคนตั้งใจทำจริง” ไม่เพียงเท่านั้น ยังไม่มีความมุ่งมั่นและกลายเป็นเรื่องฉาบฉวย เพื่อให้สังคมรับทราบว่ากำลังดำเนินการแก้ไขอยู่ ผลการประเมินที่ปลายทางจึงถูกออกมาในรูปแบบที่ว่า “ทำแล้วแต่ไม่ได้ผล” ทำให้เกิดคำที่ว่า “I did my best but my best is not good enough” เพราะไม่มีการเชื่อมโยงกันระหว่างระบบของหน่วยงาน ท้ายที่สุดปัญหายังคงถูกหมกซุกไว้เช่นเดิม
หากยังมองไม่ออกว่า Connect the Dot ทำงานอย่างไร ทำให้เห็นภาพที่ง่ายที่สุดก็คือ มันเหมือนการไปติดต่อหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เช่น สรรพากร ศุลกากร ประกันสังคม ธนาคารของรัฐ กระทรวงแรงงาน เป็นต้น เราใช้เพียง “บัตรประชาชน” ข้อมูลของเราจะเปิดเผยรายละเอียดการทำธุรกรรม ข้อมูลที่ดำเนินการอยู่ และรัฐเพียงทำให้ข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานข้อมูลเพื่อเชื่อมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่ต้องดำเนินการต่อไปในหน่วยงานราชการ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากที่สุดและสิ่งที่ภาคเอกชนต้องพบเจอเป็นประจำ เช่น การยื่นขอใบอนุญาต หากต้องติดต่อหน่วยงาน 5 แห่ง ก็ต้องเตรียมเอกสารถึง 5 ชุด ในขณะที่ความจริงแล้ว ควรจบที่แห่งแรกเพียงแห่งเดียว ตัวอย่างในลักษณะนี้คือ การเกิดช่องว่างที่ทำให้มีการทุจริตด้วยการ “จ่ายใต้โต๊ะ” เพื่อให้เรื่องถูกดำเนินการได้เร็วขึ้น ในขณะที่ภาครัฐได้พยายามประชาสัมพันธ์มาตลอด ด้วยการใช้ One Stop Service (SOS) และมันคือรูปแบบที่ทั่วโลกทำกัน เนื่องจากในทะเบียนราษฎรสามารถดูประวัติประชาชนได้อย่างง่ายดาย แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่ ในประเทศไทยกลับใช้ระบบ “One Stop No Service” (OSNS)
เมื่อหันไปดูเพื่อนบ้านอย่าง “ประเทศสิงคโปร์” ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้นำระบบ Connect the Dot มาใช้ ส่งผลให้การทำธุรกรรมของนักลงทุน นักธุรกิจ ผู้ประกอบการมีความง่ายในการดำเนินธุรกิจ หรือที่เรียกว่า “One License” นั่นคือ เมื่อยื่นเอกสารจุดใดจุดหนึ่ง อีก 7 หน่วยงานหรืออีกกี่หน่วยงานก็ไม่จำเป็นต้องยื่นซ้ำอีก เป็นการปิดช่องว่างการทุจริตได้ทันที
และนี่เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศสิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับเรตติ้งให้อยู่ในประเทศที่มีธรรมาภิบาลสูง คอร์รัปชั่นต่ำ เป็นประเทศที่เจริญแล้ว ที่น่าหมดหวัง นั่นเพราะทั้งหมดนี้รัฐบาลไทยรับทราบมาโดยตลอดในทุกยุคทุกสมัย ทั้งหมดถูกยกตัวอย่าง พูดคุย และนำเสนอกันมาหมดแล้ว เมื่อการทุจริตและการคอร์รัปชั่นกลายเป็นต้นทุนแฝงของการลงทุนของภาคเอกชน มันย่อมส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในประเทศ ความเชื่อมั่น และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
แม้ว่า Connect the Dot อาจจะดูโบราณไปแล้ว เพราะในโลกปัจจุบันมีการใช้ความหมายของ Seamless Connectivity หรือการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อกันมากขึ้น เป็นระบบการทำงานที่มีการประมวลผล มีประสิทธิภาพ และแม่นยำ โปร่งใส แต่ในความหมายและเป้าหมายของมันก็คือ การที่ต้องพยายามปรับเปลี่ยนระบบของหน่วยงานรัฐด้วยการนำดิจิทัลเข้ามาใช้มากขึ้น ดังนั้น หากจะถามว่า “How to” แล้วต้องทำอย่างไรให้การทุจริตและการคอร์รัปชั่นหายไปให้ได้ แก้เป็นรูปธรรมที่ไม่ใช่เพียงการป่าวประกาศแล้วก้มหน้าทนกันต่อไป
ส.อ.ท.ยังคงมั่นใจว่า “การบังคับใช้กฎหมาย” ที่จริงจังแบบยุติธรรม เพื่อไม่ให้เกิดความอยุติธรรม คือเรื่องแรกที่รัฐบาลต้องทำให้ได้ นี่คือความคาดหวังที่เกิดขึ้นกับทุกรัฐบาลที่ภาคเอกชนต้องการมาโดยตลอด ต้องยอมรับว่าการบังคับใช้กฎหมายของไทยนั้นล่าช้ามาก นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดช่องว่างนำไปสู่การทุจริตในที่สุด เห็นได้ชัดเมื่อ “คนโกง” ถูกจับได้ แต่กลับใช้ช่องโหว่ของความล่าช้าในการดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย กระบวนการตัดสินใช้การวิ่งเต้นจากเส้นสายเพื่อให้หลุดรอดจากคดี มันเป็นการ “ทุจริตซ้อนทุจริต” และแล้วความทุจริตก็จะถูกวนเข้าลูปเดิม วนซ้ำ ๆ กล่าวได้ว่าไม่มีทั้งหลักนิติรัฐและนิติธรรม กระบวนการยุติธรรมก็ถดถอย
ขณะเดียวกัน “การตัดและแก้กฎหมาย” ก็เป็นอีกหนทางที่จะแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นลงได้ กฎหมายที่เก่าก็ให้ปรับปรุง อะไรที่ไม่สมเหตุสมผล หรือกฎหมายที่ใช้ “ดุลพินิจ” ก็ให้ตัดทิ้งให้หมด เพราะคำว่าดุลพินิจคือการตัดสินใจโดยอิสระ นั่นแปลว่าการทุจริตได้แทรกซึมเข้ามาแล้วอย่างแน่นอน ในขณะที่หลายประเทศสามารถปลดพันธนาการเหล่านี้ได้ ทำให้ศักยภาพของเศรษฐกิจเติบโตอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างเช่นที่ประเทศเกาหลีกำลังดำเนินการอยู่และประสบความสำเร็จ ในการ “กิโยตีน” ตัดกฎหมายที่ไม่จำเป็นและไม่ใช้ดุลพินิจออกให้หมด และนำระบบดิจิทัลเข้ามาทดแทนทุกอย่างในภาครัฐ ทำให้เกิดความโปร่งใส
ดังนั้น แนวคิด Connect the Dot จึงเป็นการปฏิรูประบบราชการไทยจากรูปแบบแยกส่วน หรือไซโลไปสู่ “รัฐบาลดิจิทัล” ที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใส และขจัดช่องโหว่ที่เอื้อต่อการทุจริต ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลต่อปี
ความจำเป็นของระบบ One Stop Service ที่ใช้งานได้จริงควรเกิดขึ้น เพื่อลดต้นทุนแฝงและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจตามแบบอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ
ส.อ.ท.จึงเรียกร้องให้รัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการบังคับใช้กฎหมาย และปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทุจริตซ้อนทุจริตไร้นิติรัฐ แนะเลิกใช้ดุลพินิจ-ตัดวงจรเส้นสาย
