วิกฤตการค้าโลกระลอกใหม่ ทรัมป์เตรียมงัดชุดมาตรการภาษีอื่น ๆ มาทดแทน Reciprocal Tariffs หลังโดนศาลสูงตัดสิน “ไม่มีอำนาจ” ภาคธุรกิจ-นักลงทุนผวาความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น จับตาผลกระทบ FDI ที่มีแผนย้ายฐานผลิตเข้าไทยเข้าสู่โหมด “Wait & See” รอความชัดเจน ต้องเริ่มต้นเจรจากับสหรัฐใหม่ ผู้ประกอบการชี้แผนกระจายซัพพลายเชน ส่งผลกระทบ “ต้นทุน” พุ่ง หวั่นการค้าโลกหดตัว ดร.อมรเทพ-CIMB เผยปี 2569 อาจเป็นปีที่การค้าโลกผันผวนที่สุด กสิกรไทยฯชี้มีเวลาสบายใจแค่ 5 เดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลายเป็นข่าวช็อกโลกเมื่อศาลฎีกาสหรัฐ มีมติ 6-3 ตัดสินว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ไม่มีอำนาจ” ใช้กฎหมาย IEEPA ขึ้นภาษีศุลกากรแบบครอบคลุม เพราะอำนาจการจัดเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส ผลการตัดสินดังกล่าว คือ จุดเริ่มต้นของ “ความไม่แน่นอน” ระลอกใหม่ที่ประเทศไทยต้องตั้งรับให้ดี
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภายหลังคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐ จะทำให้สหรัฐไม่สามารถใช้นโยบายภาษี Reciprocal Tariffs ได้ แต่ยังมีกฎหมายมาตรการอื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น มาตรา 122 ที่สามารถขึ้นภาษีได้ 15% ทุกประเทศภายใน 150 วัน และแม้ครบกำหนด 150 วันแล้ว ทรัมป์ก็ยังสามารถขอต่อไปได้อีก รวมทั้งยังมีมาตรา 301 ซึ่งเคยเรียกเก็บภาษีจีนมาแล้วในปี 2561-2562 ภายใต้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของประธานาธิบดี ซึ่งมีข้อมูลที่แต่ละประเทศมีความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐอยู่แล้ว
ดังนั้น ทรัมป์สามารถนำมาตรา 301 มาเจรจาอัตราภาษีเป็นรายประเทศได้ เช่นเดียวกับไทยที่สามารถเจรจาภาษีอัตราใหม่ได้
ดร.อมรเทพกล่าวว่า นอกจากนี้ ทำให้เกรงว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะชะลอตัว นักลงทุนขวัญเสียกับ “สุญญากาศทางกฎหมาย” และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับไทยไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่คือ “ความไม่แน่นอน” จากที่นักลงทุนต่างชาติที่จะย้ายฐานจากจีนมาไทยเพื่อหนีภาษี อาจเริ่ม “Wait and See” เพราะไม่รู้ว่ากติกาการค้าสหรัฐ ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
“ตอนนี้ทรัมป์สามารถใช้มาตรา 122 เรียกเก็บภาษี 15% ทุกประเทศ แต่ในช่วงระหว่างรอคำสั่งศาลตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีที่แล้ว เชื่อว่าหลังบ้านของทรัมป์คงทำงานหนัก เพื่อหาช่องทางการใช้มาตรการภาษี และหากสหรัฐเอามาตรา 301 มาใช้จริงก็คงต้องมีการเจรจาอีกจะกระทบการลงทุนของไทย ซึ่งเป็นตัวเดียวที่เร่งเศรษฐกิจจริงเพราะนักลงทุนทั่วโลกจะ Wait & See”
เมื่อไม่มีความชัดเจน FDI ก็ชะลอตัว ซึ่งจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่สินค้าจีนทะลักไทยมากขึ้น เพราะเมื่อสหรัฐสั่งระงับภาษี IEEPA แต่ภาษีรายสินค้า (Section 301) ที่เล่นงานจีนยังอยู่ครบ จีนยังส่งออกไปสหรัฐลำบากเหมือนเดิม ผลคือสินค้าจีนจะยิ่งพุ่งเป้ามาที่ตลาดอาเซียนรวมถึงไทย ผู้ประกอบการไทยต้องรับศึกหนักจากสินค้าจีนราคาถูกที่จะเข้ามาดัมพ์ตลาดจนอาจสู้ราคาไม่ไหว
และหากสหรัฐมีการใช้มาตรา 301 ถาวร เอสเอ็มอีจะยิ่งถูกซ้ำเติม และภาคส่งออกของไทยเริ่มถูกกระทบ แม้ว่าไตรมาส 1/69 จะดีอยู่จาก Front Load เร่งนำเข้าของสหรัฐที่ผ่านมา แต่ครึ่งหลังจะเริ่มแผ่วและทั้งปีคาดว่าจะหดตัว -2.2%
ดร.อมรเทพกล่าวว่า ทางออกของความไม่แน่นอนระหว่างนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งทำใน 2-3 ด้าน คือ 1.เดินหน้าเร่งเจรจากับสหรัฐ สิ่งที่สัญญาและตกลงไว้ จะนำเข้าสินค้าตัวไหน ควรดำเนินการต่อเนื่อง เพราะไม่เช่นนั้น สหรัฐสามารถใช้มาตรการอื่น ๆ กับไทยได้ 2.รัฐบาลควรเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) ในหลากหลายประเทศ ในระหว่างที่ทุกประเทศกำลังชุลมุนกับภาษีของสหรัฐ เพื่อเร่งหาตลาดใหม่และเปิดตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐได้
และ 3.เร่งผลิตสินค้าที่มีความต้องการ เพื่อก่อให้เกิดการลงทุนดีขึ้น เช่น สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หรือ AI ซึ่งสอดคล้องกับวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังมา จะเป็นโอกาสของไทยมากขึ้น
ดร.อมรเทพระบุว่า ชัยชนะในศาลฎีกาครั้งนี้อาจเป็นเพียง “ความสงบก่อนพายุใหญ่” และความพยายามของทรัมป์ที่จะลากเรื่องนี้เข้าสู่เกมการเมืองในสภา อาจทำให้ปี 2026 เป็นปีที่การค้าโลกผันผวนที่สุด
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตอนนี้ไทยได้รับอัตราภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ 15% จากเดิม 19% ถือว่าไทยได้เปรียบ แต่มีเวลาสบายใจแค่ 4-5 เดือน เพราะทรัมป์ได้ประกาศว่าจะดำเนินการเรื่องภาษีต่อ โดยใช้มาตราอื่น ๆ เช่น มาตรา 232 ที่สามารถเรียกเก็บเป็นรายอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมามีประกาศไปแล้ว เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และกำลังเพิ่มในเรื่องของยา เวชภัณฑ์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 301 แม้ว่าจะใช้เวลาในการนำมาบังคับใช้ เพราะต้องขอข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ แต่หากทรัมป์ใช้มาตรา 301 อัตราภาษีแต่ละประเทศจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับข้อมูลความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐ จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม เพราะเป็นการเจรจารายประเทศ
“แม้วันนี้ไทยจะได้รับภาษี 15% ซึ่งต่ำกว่าเดิม แต่การเจรจาภาษีเพื่อหาดีลที่ดีที่สุด จะต้องทำต่อเนื่อง ควรทำตามข้อตกลงที่เจรจาสัญญาไว้ เช่น การเปิดตลาดเกษตรให้กับสหรัฐ ควรดำเนินการต่อ เพื่อลดความเสี่ยงที่ทรัมป์อาจจะขึ้นภาษีไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงไทยต้องเร่งการเจรจาข้อตกลงเสรีการค้า (FTA) กับประเทศอื่นควบคู่ด้วย เพื่อหาตลาดใหม่ในการส่งออกและรองรับความผันผวนในอนาคต”
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีคำวินิจฉัยศาลสูงสหรัฐและทิศทางมาตรการภาษีนำเข้า ในภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสูง แม้คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐจะจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารบางส่วน แต่ในทางปฏิบัติ ประธานาธิบดียังสามารถใช้กฎหมายการค้าอื่น เช่น Section 232 หรือ Section 301 ดำเนินมาตรการภาษีได้ ภายใต้บริบทนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ยังคงเป็นไปได้สูง
หากมองผลกระทบในเรื่องนี้ คือ “ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย” ยังคงอยู่ ผู้นำเข้าและผู้ซื้อสหรัฐมีแนวโน้มชะลอคำสั่งซื้อระยะยาว และห่วงโซ่อุปทานโลกยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ผลกระทบต่อการค้าโลก แนวโน้มการแบ่งแยก กระจายตัวของซัพพลายเชนชัดเจนขึ้น ทำให้ต้นทุนระบบการค้าสูงขึ้นทั่วโลก ขณะที่หากมีการขึ้นภาษี 10-15% ในวงกว้าง อาจกดดันเงินเฟ้อสหรัฐ ความไม่แน่นอนอาจทำให้เฟดชะลอการลดดอกเบี้ย เสี่ยงต่อกำลังซื้อลดลงในตลาดสหรัฐ การค้าโลกยังอยู่ในภาวะ Uncertain Risk ต่อเนื่อง
นายธนากรกล่าวว่า กลุ่มสินค้าไทยที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งตลาดสหรัฐสูงและแข่งขันกับจีน เวียดนาม เม็กซิโก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน อาหารแปรรูป ยางล้อ/ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ/รองเท้า หากเป็นภาษีแบบ Broad-based 10-15% ไทยจะถูกเก็บในอัตราใกล้เคียงคู่แข่ง ทำให้ความได้เปรียบด้านภาษีไม่ใช่ปัจจัยหลักอีกต่อไป การแข่งขันจะย้ายไปที่ ต้นทุนรวม, โลจิสติกส์ และความน่าเชื่อถือของซัพพลาย
แนวโน้มระยะสั้น (เช่น 150 วันแรก) อัตราภาษีใหม่ 15% ต่ำกว่าฐานเดิมบางรายการที่เคยถูกเก็บอาจเกิด Front Loading คือ ผู้นำเข้าสหรัฐเร่งนำเข้า อาจเกิดปัญหาระวางเรืออาจตึงตัวช่วงสั้น ค่าระวางมีโอกาสปรับขึ้นจาก Demand ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังสูงหลังครบช่วงผ่อนผัน และมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐจะใช้มาตรการรูปแบบอื่นต่อ
“แม้คำตัดสินศาลจะเป็นสัญญาณด้านหลักนิติธรรม แต่ทิศทางการค้าโลกยังไม่กลับสู่ภาวะเสถียร ผู้ประกอบการไทยต้องบริหารความไม่แน่นอนเป็นโจทย์หลัก ไม่ใช่เพียงบริหารต้นทุน แต่ต้องบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง การส่งออกไทยในปีถัดไปอาจมีความผันผวนสูง ช่วงสั้นอาจเห็นแรงเร่งนำเข้า แต่ภาพรวมยังเป็นภาวะที่ต้องระมัดระวังมากกว่ามองบวก”
นายธนากรกล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกไทยที่ต้องจับตา 1.ค่าเงินบาท หากแข็งค่าเร็วจะกระทบส่วนต่างกำไรทันที 2.ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ 3.ค่าระวางเรือ และความเพียงพอของเรือ 4.ราคาพลังงาน 5.มาตรการตอบโต้ทางการค้าของประเทศคู่ค้า 6.กฎระเบียบใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม/ESG/Carbon
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวกับ ็ประชาชาติธุรกิจิ ว่า แม้ว่าศาลฎีกาสหรัฐยกเลิกภาษีตอบโต้ของทรัมป์ แต่ทรัมป์หันไปใช้กฎหมายอื่นมาแทน ได้แก่ กฎหมาย Smoot-Hawley (1930) หรือ Tariff Act รวมทั้ง กม.อื่น ๆ เช่น Trade Expansion Act และ Trade Act ซึ่งจะถูกนำมาใช้แทนกฎหมาย IEEPA
โดยในปี 2569 คาดว่ามูลค่าการค้าโลกอยู่ที่ 35.2 ล้านล้านเหรียญ คาดขยายตัว 1% ลดลงจากปี 2568 ที่ขยายตัว 7% แต่จากผลการตัดสินศาลฎีกาสหรัฐ คาดว่าจะทำให้การค้าโลกขยายตัวเพียง 0.5% ทำให้มูลค่าการค้าโลกปีนี้อยู่ที่ 35.02 ล้านล้านเหรียญ
ดร.อัทธ์กล่าวว่า หลังจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐ มองว่าค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มผันผวนสูง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
ทิศทางของเงินบาทว่าจะ “แข็งค่า” หรือ “อ่อนค่า” ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะนโยบายอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ หากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คงดอกเบี้ยในระดับสูงหรือส่งสัญญาณเข้มงวด ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าตาม และเป็นผลบวกต่อผู้ส่งออกไทยในระยะสั้น
ดร.อัทธ์กล่าวว่า ในทางกลับกัน หาก Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ค่าเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่า ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ ดังนั้น ทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพค่าเงินและภาคการส่งออกของไทย
ขณะที่ข้อเสนอแนะต่อการส่งออกไทย คือ 1.เร่งเจรจาภาษีกับรัฐบาลทรัมป์ด่วน เพราะไทยเสียเปรียบที่ยังไม่ได้ข้อสรุปดีลการค้ากับสหรัฐ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน 2.เร่งหาโอกาสทำ FTA กับประเทศที่ไทยไม่มี เช่น FTA ยุโรปกับอินเดีย 3.ปรับรูปแบบการทำตลาดใหม่ เพื่อกระจายสินค้าไทยไปยังตลาดอื่น ๆ 4.เข้าร่วมเพื่อหาโอกาสกับกลุ่มการค้าใหม่ เช่น BRICS 5.ร่วมมือกับสหรัฐ เพื่อจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าส่งออกไปสหรัฐ
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สำหรับการส่งออกรถจักรยานยนต์ของไทยไปตลาดสหรัฐ ซึ่งตลาดส่งออกเป็นอันดับ 1 ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 17-18% ของการส่งออกไปตลาดโลก มองว่าในช่วง 150 วัน ในการบังคับกฎหมายมาตรา 122 ของสหรัฐ การส่งออกของไทยยังคงแข่งขันและส่งออกไปได้ แต่เพียงต้องติดตามปัจจัยเรื่องของค่าเงินบาทที่อาจจะมีผลต่อราคา รวมไปถึงคู่แข่งที่มีสินค้าเดียวกันที่ทดแทนได้จะเป็นแรงกดดันในตลาด
“ยังเชื่อศักยภาพและการแข่งขันของประเทศไทย ว่าการส่งออกสินค้าไปในตลาดโลก ตลาดสหรัฐยังเติบโตไปได้ แต่สิ่งที่น่าห่วงหลัง 150 วัน สหรัฐจะมีมาตรการอะไรออกมาเพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนประกอบ”
อย่างไรก็ดี ก็หวังว่าจากนี้พรรคที่ชนะการเลือกตั้งจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลให้ได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุนในกลุ่มยานยนต์ และสามารถผลักดันนโยบาย รวมไปถึงงบประมาณปี 2570 ให้ได้ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ เพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อ และเกิดการลงทุน รวมไปถึงเดินหน้าด้านมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และภาษี ที่กระทบต่อการค้า การส่งออกไทยในปีนี้
อ่านข่าวต้นฉบับ: ผวาต่างชาติเบรกลงทุน ‘ทรัมป์’ เขย่าภาษีใหม่-ส่งออกผันผวน