คอลัมน์ : Politics policy people forum
ในเกมจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย อาจกล่าวได้ว่าพรรคเพื่อไทยที่กำ 74 เสียงหลังเลือกตั้ง
เป็น “พรรคหัวแถว” มอบเสียงในมือให้พรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล ก่อนที่จะรวบรวมพรรคขนาดเล็กมาประกอบร่าง
เป็น “นั่งร้าน” สำคัญให้พรรคสีน้ำเงิน กำ 291 เสียง พร้อมตั้งรัฐบาลในตอนนี้
ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง และพรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง
ในกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยปิดจ็อบตั้งรัฐบาล 300 เสียง ไร้พรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยได้เก้าอี้รัฐมนตรี 8 ตำแหน่งคือ รัฐมนตรีว่าการ 4 เก้าอี้ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 4 เก้าอี้ จากการคำนวณสูตร 10 สส. ต่อ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี
พรรคเพื่อไทยแสดงเจตจำนงขอจอง 5 กระทรวง ประกอบด้วย 1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 3.กระทรวงศึกษาธิการ 4.กระทรวงแรงงาน 5.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งทั้ง 5 กระทรวงล้วนเป็นกระทรวงเดิมที่พรรคกล้าธรรมนั่งอยู่ในรัฐบาลอนุทิน 1
มี “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย ที่ตัดสินใจทำงานการเมือง ไม่กลับไปทำหน้าที่ในฐานะนักวิชาการมหาวิทยาลัย นั่งกระทรวง อว.เพื่อบ่มเพาะประสบการณ์ในฐานะรัฐมนตรี เป็นสเต็ปต่อไปในการเป็นแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทยในการเลือกตั้งรอบหน้า
พร้อมกับระบุว่า พรรคเพื่อไทยจะหารือกับพรรคภูมิใจไทย 24 กุมภาพันธ์
แต่หลังข่าวลือไม่ทันครบ 48 ชั่วโมง “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาดับกระแสข่าวนี้ด้วยตัวเองว่า ไม่มีการนัดหมายกัน ตั้งแต่มีการพบปะกัน ซึ่งช่วงนั้นตนเองป่วย ก็มีนายยศชนัน เลขาธิการพรรค และผู้ใหญ่ในพรรคอีก 2 คน ที่ได้เดินทางไปพบปะพูดคุยจากที่มีนัดหมายมา หลังจากนั้นไม่มีการพูดคุยกันอีกเลย
และในส่วนข้อสรุปก็มีข้อสรุปเบื้องต้นไปแล้ว ขณะนี้เราก็รอการรับรองผล กกต.ให้เรียบร้อย หลังจากนั้นคงมีการพูดคุยพบปะกันอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการประสานมา
ส่วนพรรคเพื่อไทยสนใจคุมกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงอื่น ๆ เบื้องต้นจะเป็นไปตามข่าวหรือไม่นั้น ในข้อเท็จจริงเป็นการพูดคุยกันในสิ่งที่ผ่านมา และการพูดคุยการทำงานต่อไปข้างหน้า แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดตามกระทรวงใด ๆ ที่เป็นข่าวก็เป็นเพียงข่าวตามหน้าสื่อ ยืนยันว่าจากการพูดคุยยังไม่มีการคุยกันในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย โดยไม่มีพรรคกล้าธรรมตามกระแสข่าว ถูกนักวิเคราะห์การเมืองอ่านกระดานว่า พรรคเพื่อไทยที่มีเสียง 74 เสียง จะกลายเป็นพรรคที่มีอำนาจต่อรองมากที่สุดในรัฐบาล เมื่อไม่มีพรรคกล้าธรรมมาบาลานซ์อำนาจ
แต่ความจริงแล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในความพ่ายแพ้เลือกตั้ง 2 ครั้งติดกัน ในปี 2566 และ 2569 ของพรรคเพื่อไทย ถูกกร่อนความนิยม กลายเป็นพรรค “ต่ำร้อย” และฐานเสียงหลักที่อยู่ในแถบภาคอีสานกับภาคเหนือ หลายจังหวัดพรรคเพื่อไทยพลาดเป้า ตกอยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทย
ปรากฏในภาคอีสาน 20 จังหวัด 133 เขตเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้ 64 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 43 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 13 ที่นั่ง และพรรคอื่น ๆ อีก 13 ที่นั่ง
ขณะที่ภาคเหนือ 16 จังหวัด 70 เขตเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยกวาด 26 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 20 ที่นั่ง พรรคประชาชน 14 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เพียง 9 ที่นั่ง
แหล่งข่าวนักการเมืองอีสาน แต่ก็คลุกวงในสายเหนือในพรรคเพื่อไทย มองความพ่ายแพ้ครั้งนี้ให้กับพรรคภูมิใจไทย นอกจากฝ่ายตรงข้ามใช้ทรัพยากรทางการเมือง ระดมไป 2-3 รอบ ก่อนช่วงเลือกตั้ง มีปัจจัยอื่น ๆ อีก
ปัจจัยที่หนึ่ง แม้พรรคเพื่อไทยจะสู้ด้วยทรัพยากรเช่นกัน แต่ก็สู้ในบางพื้นที่ ไม่ได้สู้ทุกเขต ขึ้นอยู่กับนักการเมืองทุนใหญ่ที่กุมตัวเลข สส.ส่วนใหญ่ในพรรคเพื่อไทยเวลานี้ ส่วนนักการเมืองที่ต้องควักทุนเองด้วย เมื่อเห็นสถานการณ์เสียเปรียบและพรรคไม่หนุนทรัพยากรเพิ่ม ต่างก็ต้องถอย เพราะได้ไม่คุ้มกับการควักเนื้อลงทุนเพิ่ม แม้ได้เป็น สส.แต่ก็ไม่คุ้ม
ปัจจัยที่สอง ยุทธศาสตร์หาเสียงยังอาศัยคนกลุ่มเดิมในการกำหนดยุทธศาสตร์ และขับเคลื่อนโดยคนกลุ่มเดิม
โดยเฉพาะการวิเคราะห์สถานการณ์ที่ประเมินการเมืองแบบ “พาราดามใหม่” ไม่ยืนอยู่การเมืองความเป็นจริง ที่พรรคเพื่อไทยอยู่ในสภาพเป็นรอง
รูปแบบการปราศรัยผ่านไป 20 ปี ยังคงการปราศรัยรูปแบบซึ่งนักเลือกตั้งค่ายเพื่อไทยหลายคนมองว่าอาจ “ตกยุค”
“เช่น ไปหาเสียงในพื้นที่ชายแดนอีสานที่ติดกับกัมพูชา โดยปราศรัยตำหนิรัฐบาลปัจจุบัน โดยที่ไม่รู้ว่าชาวบ้านยังไม่พอใจจากเหตุคลิปเสียงอยู่ หรือให้ดูที่เชียงราย อดีตนายกฯไปช่วยหาเสียงให้กับภรรยาหัวหน้าพรรค ภรรยาหัวหน้าพรรคยังสอบตก” แหล่งข่าวกล่าว
ปัจจัยที่สาม โพลของพรรคเพื่อไทยจากในยุคก่อนที่เคยแม่นยำ แต่ปัจจุบันไม่หลงเหลือความแม่นยำ
เช่น จากที่ประเมินว่าสนาม กทม. โพลประเมินว่าอาจได้ 5-8 ที่นั่ง แต่เมื่อลงไปพื้นที่จริงปรากฏว่าไม่มีคะแนน สวนทางกับโพลที่ระบุว่ามีความนิยม
ปัจจัยที่สี่ การหาเสียงนโยบายประชานิยมที่ฉาบฉวย ขายไม่ได้อีกต่อไป
“รอบที่แล้วหาเสียงด้วยนโยบายแจกเงินหมื่น ชาวบ้านในพื้นที่ยังไม่ได้เงินครบทุกคนเลย มารอบนี้ขายนโยบายแจกเงินล้านทุกวัน 9 คน ชาวบ้านไม่เชื่อแล้ว”
แหล่งข่าวสะท้อนภาพอีกมุมหลังความพ่ายแพ้ให้กับพรรคภูมิใจไทย-กล้าธรรม
คดีร้อนสีแดง ในองค์กรอิสระ
ในเมื่ออำนาจการต่อรองของพรรคเพื่อไทยมีสถานะเป็นเพียงพรรคอันดับ 3 มี 54 เสียง หากแต่การเมืองไทยเป็น House of Cards ไพ่ในมือของพรรคภูมิใจไทย ยังมีมากกว่าพรรคเพื่อไทย หลายใบ
หากถึงคราวจำเป็นต้องทำให้พรรคเพื่อไทยต้องไร้อำนาจต่อรอง
เพราะอิทธิพลของพรรคภูมิใจไทยที่ถูกโยงกับองค์กรอิสระ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมถึงวุฒิสภาอาจทำให้พรรคเพื่อไทยต้องระวังตัว
โดยเฉพาะคดีใน ป.ป.ช. อาทิ คดีคลิปเสียงของ “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนความผิดทั้งคดีอาญา และมาตรฐานทางจริยธรรม
คดีชั้น 14 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นภาคต่อ หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาบังคับโทษจำคุก 1 ปี ซึ่ง ป.ป.ช.อาจขยายผลถึงการที่อดีตนายกฯสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกระทำผิดหรือไม่
คดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช.คดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งเชื่อมโยงกับบุคคลในพรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม
เมื่อทุกอย่างถูกล็อกด้วยกลไกสีน้ำเงิน พรรคเพื่อไทยอยู่ในเกมของพรรคภูมิใจไทยมากกว่าพรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้กำหนดเกม หากรัฐบาลอนุทิน 2 ไม่มีพรรคกล้าธรรม
อ่านข่าวต้นฉบับ: เสียงเพื่อไทย ในมือภูมิใจไทย เดิมพันคดีแดง ฝ่าด่าน ‘องค์กรอิสระ’