การค้าโลกปั่นป่วนกันอีกรอบ หลังจากศาลสูงตัดสินคว่ำมาตรการภาษี Tariffs ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ต่อมา ประธานาธิบดีสหรัฐก็ประกาศเก็บภาษีทุกประเทศที่ 10% และไม่ทันไร ก็ประกาศจะเก็บที่ 15% อีก ส่งผลให้เกิดภาวะความผันผวนในสินทรัพย์ลงทุนต่าง ๆ
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา จำกัด (FINNOMENA) เปิดเผยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นมาอีกครั้ง เพราะภาษีที่ทรัมป์ใช้ขณะนี้ตามมาตรา 122 กำหนดเพดานสูงสุดไว้ที่ 15% และใช้ได้แค่ 150 วัน ซึ่งหากไปกางดูแต่ละประเทศ ประเทศที่ได้ต่ำกว่า 15% เป็นกลุ่มที่เจรจากับทรัมป์ก่อนตั้งแต่แรก เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เป็นต้น นอกจากนี้ การใช้มาตรา 122 ก็ต้องบังคับใช้ทั่วไป ไม่สามารถยืดหยุ่นให้ประเทศใดประเทศหนึ่งได้
“ตรงนี้สร้างความไม่พอใจให้กับคนที่ไปดีลมาก่อน แล้วก็สร้างความสบายใจให้คนที่โดนแรงมาก่อน อย่างอินเดีย จีน รวมถึงไทย ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมของการเจรจาขึ้น ก็เลยเห็นสหภาพยุโรป กับผู้นำฝรั่งเศสออกมาโวยวาย และประกาศจะร่วมมือกัน ขณะที่สหรัฐก็ขู่ทันทีว่า ใครจะล้มดีลที่เคยทำกันไว้ อย่าคิดจะทำ ก็แปลว่าสหรัฐก็ต้องไปหยิบมาตราอื่น คือ 232 กับ 301 มาใช้”
ทั้งนี้ การเสนอเก็บภาษีตามมาตรา 232 จะต้องมีการวิเคราะห์ถึงเหตุความไม่เป็นธรรม ความจำเป็นที่ต้องเก็บภาษี และต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสด้วย ซึ่งจะวุ่นวายมากขึ้น และล่าสุด การที่ศาลตัดสินว่า ทรัมป์ทำผิดหลักการ ทำให้คนสหรัฐส่วนหนึ่งเริ่มไม่เชื่อมั่น มองว่าทำให้สหรัฐขาดความน่าเชื่อถือ โดยต้องจับตาปลายปีนี้ที่จะมีเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งหากทรัมป์แก้สถานการณ์ไม่ได้ หลังเลือกตั้งในสภาคองเกรส ก็อาจจะมีสมาชิกจากฝั่งพรรคเดโมแครตเข้ามามากขึ้น ยิ่งทำให้การผ่านกฎหมายทำได้ยากขึ้นอีก
“ทรัมป์ก็คงยังใช้การขู่ต่อไป แต่คำถามคือ แล้วจะใช้เครื่องมือต่าง ๆ อย่างไร ซึ่งตลาดเดากันไม่ออก ก็เลยใช้วิธีขายกันออกมาก่อน”
สำหรับทิศทางการลงทุนช่วงนี้ นายชยนนท์กล่าวว่า แนะนำว่าคงต้องเลี่ยงตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากขณะนี้นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐ มีการขายออกมามาก เรียกได้ว่านักลงทุนหนีหุ้นสหรัฐ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 16 ปี ซึ่งมีบทวิเคราะห์ที่มองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะ “ตลาดหมี” และปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุด 38% ขณะที่อัตราการว่างงานของสหรัฐจะพุ่งเกิน 10%
“ตอนนี้มีความเสี่ยง 2 แรง คือจากสงครามการค้ารอบใหม่ ที่ทรัมป์กับทีมงานจะต้องรีบจัดการ เพราะถ้าค้างอยู่ 15% นาน จะถูกกดดันจากประเทศที่เคยตกลงดีลกันไปแล้ว ให้เลิกดีล ซึ่งจะเกิดการไถ่ถอนเงินลงทุน แล้วถ้านับตั้งแต่ต้นปีมา คนสหรัฐเอาเงินออกจากตลาดหุ้นสหรัฐแล้วกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ออกมาตลาดเกิดใหม่ ดังนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า ถ้าจะเล่นธีม AI ซัพพลายเชน ต้องเล่นตัวที่ไม่ใช่ของสหรัฐ ส่วนถ้าจะเล่นเรื่องการค้า ก็ต้องเลือกประเทศที่ก่อนหน้านี้ถูกเก็บภาษีแรง ๆ ตอนนี้ลดลง กลายเป็นว่า อินเดียกับจีนอาจจะมี Rally ช่วงสั้น”
ส่วนหุ้นไทย นายชยนนท์กล่าวว่า เป้าดัชนีที่ฟินโนมีนาให้ไว้จะอยู่แถว ๆ 1,500-1,520 จุด ซึ่งการที่ไทยถูกเก็บภาษีลดลงจาก 19% เหลือ 15% น่าจะช่วยหนุนให้มีโฟลว์เข้าได้ต่อ แต่เนื่องจากตลาดน่าจะกังวลเกี่ยวกับเลือกตั้งที่มีโอกาสเป็นโมฆะ ซึ่งความไม่แน่นอนนี้จะกดดันหุ้นไทยในช่วงสั้น ๆ แต่ถ้าโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ก็มีโอกาสที่หุ้นจะทะลุ 1,520 จุด โดยหุ้นที่น่าสนใจจะเป็นกลุ่มท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมามากขึ้น รวมถึงกลุ่มพลังงาน และกลุ่มธนาคาร
“หุ้นไทยอยู่ที่ว่าจะตั้งรัฐบาลได้หรือเปล่า ถ้าเห็นก็ไปได้ แต่ถ้าไม่เห็นก็จะย่อลงมาก่อน ถ้าถึงขนาดเลือกตั้งใหม่ ก็อาจจะย่อลงมาถึง 1,420 จุดต้น ๆ คือลงจากปัจจุบันไป 50-60 จุดได้ ส่วนทองคำที่ดีดขึ้นมาได้ช่วงนี้ ก็มาจากความไม่แน่นอนในสหรัฐ ซึ่งดีดทะลุแนวต้าน แปลว่ามีโอกาสสูงที่จะไปทดสอบ High เดิมได้”
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดกลับมากังวลต่อความไม่ชัดเจนของนโยบายภาษีอีกครั้ง แม้ปัจจุบันระดับภาษีสุทธิจะต่ำลง แต่สิ่งที่ตลาดยังกังวล คือ หลังจากนี้จะมีมาตรการหรือไม้เด็ดใดออกมาเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีปัจจัยใหม่ที่รุนแรงเพิ่มเติม ณ ระดับปัจจุบัน ผลกระทบสุทธิของภาษีถือว่าต่ำลง โดยการที่ผู้บริโภคสหรัฐต้องจ่ายภาษีน้อยลง ทำให้มีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เป็นบวกต่อหุ้นสหรัฐกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคโดยตรง และกลุ่มขนส่งโลจิสติกส์ รวมถึงประเทศที่ส่งออกไปสหรัฐก็มีแนวโน้มได้ประโยชน์ระยะสั้น จากกำแพงภาษีที่ลดลงด้วย
ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษียังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้น ควบคู่กับความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับธีมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย นายสุทธิชัยกล่าวว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากภาษีในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นส่งออก มีโอกาสกลับมาได้ประโยชน์มากขึ้น หากภาษีสหรัฐปรับลดลง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อาทิ TU และ ITC รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA ซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก นอกจากนี้ กลุ่มยาง อาทิ STA, STGT ก็มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากต้นทุนภาษีที่ลดลงเช่นกัน
“ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำให้มองการลงทุนเป็น 2 ธีมหลัก ธีมแรก คือ หุ้นไทยที่นักลงทุนต่างชาติยังถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่พื้นฐานยังแข็งแกร่งและราคายังไม่สะท้อนปัจจัยบวกมากนัก ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์หากเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามา ส่วนอีกธีมหนึ่ง คือ หุ้นขนาดใหญ่ที่เคยเป็นเป้าหมายหลักของฟันด์โฟลว์ไปแล้วในช่วงก่อนหน้า แต่ปัจจุบันยังมีหุ้นตัวรองที่ต่างชาติถือไม่มากและยังมีอัพไซด์ เช่น BDMS, BJC, CPN, OR และ PTTGC ซึ่งอาจเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในระยะถัดไป หากความเสี่ยงด้านนโยบายภาษีเริ่มคลี่คลายลง”
ด้านทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (CIO) ระบุว่า แนะนำจัดพอร์ตแบบ “Barbell Strategy” เพื่อรับมือความผันผวน โดยเน้นกระจายการลงทุนทั้งสินทรัพย์เติบโตและสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง สำหรับสินทรัพย์เติบโต แนะนำทยอยสะสมหุ้นเทคโนโลยีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ รวมถึงกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ควรถือทองคำเพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและเศรษฐกิจโลก พร้อมกระจายการลงทุนไปยังตลาดที่มีศักยภาพเติบโตอย่างอินเดีย และเวียดนาม เพื่อสร้างสมดุลและเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ตในระยะต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: ภาษี ‘ทรัมป์’ ป่วน หุ้น-ทอง เลือกตั้งเสี่ยงโมฆะกดดัน SET