แม้องค์กรไทยจะตื่นตัวกับการนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการใช้แบบพื้นฐาน หรือลงทุนทำ POC (Proof of Concept) ลองผิดลองถูกในโปรเจ็กต์เล็ก ๆ เพื่อดูว่า AI สร้างอิมแพ็กต์กับองค์กรได้มากขนาดไหน
สภาวะเศรษฐกิจ และความท้าทายรอบด้านทำให้ความคาดหวังในผลลัพธ์จากการลงทุนมากขึ้น ประกอบกับปี 2026 เป็นปีแห่งการเทกออฟของ “Agentic AI” ที่อุ่นเครื่องมาตั้งแต่ปี 2025 การใช้ AI ในองค์กรมีแต่จะเข้มข้น และผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเวิร์กโฟลว์การทำงานอย่างแท้จริง
“วัตสัน ถิรภัทรพงศ์” Country Manager ประจำ AWS ประเทศไทย กล่าวว่า AI Agents คือระบบอัตโนมัติที่ใช้ประโยชน์จาก AI ในการวิเคราะห์ วางแผน และดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายแทนมนุษย์หรือระบบอื่น จุดเด่นคือความสามารถในการคิดวิเคราะห์แบบวนซ้ำ ประเมินผลลัพธ์ ปรับเปลี่ยนแนวทางอย่างเป็นระบบ และดำเนินการต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย
ปีที่ผ่านมา AI Agents เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ Multi Agent ที่สามารถทำงานตามขั้นตอนต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และปรับตัวแบบไดนามิกตามสภาพแวดล้อมและฐานข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ AI Agents จัดการงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้ เช่น การวินิจฉัย และแก้ไขปัญหาด้านไอที รวมถึงการสร้างและปรับใช้แอปพลิเคชั่นแบบ Full-Stack จากคำสั่งเดียว
และในปี 2026 น่าจะได้เห็นการเติบโตก้าวกระโดดของ AI Agents ที่มีความสามารถในการทำงาน และดำเนินงานอัตโนมัติ โดยมี AI Agents หลายพันล้านตัวนำมาใช้งานในองค์กร และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยทางการแพทย์ การยกระดับคุณภาพการบริการลูกค้า และการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการจัดการเงินเดือน
“ผลสำรวจที่ AWS ทำร่วมกับ Strand Partners พบว่าการใช้ AI ในองค์กรไทยปี 2025 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 33% และในปี 2024 องค์กรไทยที่ใช้ AI กว่า 67% มีรายได้ดีขึ้น ขณะที่ 81% สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างดี สะท้อนถึงความพร้อมและเปิดรับขององค์กรไทยในการนำ AI มาต่อยอดธุรกิจ”
“วัตสัน” ยกตัวอย่างองค์กรไทยที่นำ AI มาสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เช่น “ปตท.” ใช้ AI ในการปรับปรุงระบบให้ทันสมัย (Modernization) พร้อมย้ายเวิร์กโหลดจากระบบเก่าให้มาอยู่บนระบบใหม่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์กว่า 76%
ขณะที่ “ธนาคารกรุงศรีอยุธยา” นำ AI มาใช้ตรวจจับพฤติกรรมที่เข้าข่ายบัญชีม้า เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และประเมินสินทรัพย์ด้วย AI Computer Vision ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการทำงาน จากที่ต้องใช้พนักงานลงพื้นที่จริงเพื่อประเมินสินทรัพย์หลายวัน
ส่วน “แสนสิริ” ยกระดับการจัดการเอกสาร โดยเปลี่ยนจากการใช้ระบบ OCR แบบเดิมที่มีความแม่นยำต่ำ มาใช้ AI ในการตรวจเช็กใบแจ้งหนี้ (Invoice) ทำให้ความแม่นยำเพิ่มสูงขึ้นถึง 80-90% พร้อมต่อยอดไปสู่การจัดการเวิร์กโฟลว์การเดินเอกสารในแผนกต่าง ๆ
“รูปแบบการนำ AI ไปใช้มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับองค์กรจะนำไปใช้ในสเตจไหน และปรับเวิร์กโฟลว์การทำงานอย่างไร แต่เป้าหมายหลักของการใช้ AI คือ Productivity และยอดขายที่เพิ่มขึ้น ยิ่งเศรษฐกิจมหภาคยังชะลอตัว ทุกคนยิ่งคาดหวังผลตอบแทน (ROI) ที่คุ้มค่า”
“วัตสัน” พูดถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของ AWS ประเทศไทยว่าจะมุ่งเน้นใน 4 ทิศทางหลัก คือ 1.ใช้ประโยชน์สูงสุดจาก Agentic AI ในฐานะแพลตฟอร์มหลัก พร้อมเปิดให้บริการ “Frontier Agents” หรือ AI Agents ที่สามารถทำงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนาเสมือนจริง Kiro Autonomous Agent, ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย AWS Security Agent และทีมปฏิบัติการที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง AWS DevOps Agent
2.เร่งส่งเสริมการใช้งาน AWS Thailand Region ที่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2025 ปัจจุบันมีโซลูชั่นพร้อมให้บริการมากกว่า 120 โซลูชั่น เช่น NVIDIA GPUs และ Amazon Bedrock โดยจะมีโซลูชั่นอื่น ๆ จาก AWS และ Global ISVs (Independent Software Vendors) ที่ตรงกับความต้องการขององค์กรไทยเข้ามาอีก
“การใช้ Region ในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะหลายองค์กรต้องการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ และใช้ประโยชน์จากความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า Region ในต่างประเทศ 4-6 เท่า ที่สำคัญค่าบริการยังถูกกว่าประมาณ 10% ทำให้องค์กรขนาดใหญ่ตัดสินใจย้ายระบบกลับมาไทย เพราะต้องการรัดเข็มขัดควบคุมค่าใช้จ่ายช่วงที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจด้วย”
3.ขยายขีดความสามารถด้าน AI ผ่านเครือข่ายพาร์ตเนอร์และการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยปี 2025 ที่ผ่านมา AWS ประกาศความร่วมมือกับ Distributor และผู้ให้บริการ SI (System Integrator) หลายราย เช่น บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ Synnex และ บมจ.จีเอเบิล หรือ G-Able เป็นต้น
และ 4.รองรับการแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความต้องการต่างกัน และสร้างความร่วมมือแบบครบวงจร 360 องศา โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมการเงินและการธนาคาร (FSI) อุตสาหกรรมธุรกิจค้าปลีก (Retail) และอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing)
“เรื่องใหญ่ ๆ ของอุตสาหกรรมการเงินปีนี้ คือ ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) โดยผู้ที่ได้ไลเซนส์จากแบงก์ชาติต้องเร่งทำระบบ Core Banking ให้เสร็จภายในไตรมาส 1/2026 เพื่อที่ไตรมาส 2/2026 จะเทสต์ระบบ และให้บริการทันไตรมาส 3/2026 ซึ่ง AWS ได้นำโนว์ฮาวการพัฒนาธนาคารดิจิทัลในประเทศต่าง ๆ มาช่วยลูกค้าทั้งส่งทีมงาน AWS เข้าไปโดยตรง และทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ SI”
นอกจากบริการ “Frontier Agents” แล้ว ในงาน AWS re:Invent 2025 ที่ผ่านมา ยังมีการอัพเกรดโซลูชั่นเดิม และเปิดตัวโซลูชั่นใหม่ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานขององค์กรในยุคที่ Agentic AI กลายเป็นกระแสหลัก เช่น AWS AI Factories โครงสร้างพื้นฐาน AWS เฉพาะทางที่เปลี่ยนศูนย์ข้อมูลขององค์กรให้กลายเป็นสภาพแวดล้อม AI ประสิทธิภาพสูง
Amazon Nova 2 Model Family โมเดลใหม่ 4 รุ่นของ Nova ที่คิดวิเคราะห์ได้ลึกซึ้งขึ้น ทำงานเร็วขึ้น และมีราคาถูกกว่าในระดับการผลิต Nova Forge ช่วยฝึกโมเดลด้วยข้อมูลขององค์กรสำหรับโมเดลที่กำหนดเอง และ Nova Act ทำงานบนเบราว์เซอร์โดยอัตโนมัติโดยใช้ภาษาธรรมชาติโดยไม่ต้องเขียนสคริปต์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
AWS Transform ที่เพิ่มขีดความสามารถในการปรับปรุงระบบ ช่วยให้องค์กรเร่งการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชั่นเดิมด้วยเทคโนโลยี Gen AI พร้อมลดต้นทุนและเสริมความปลอดภัยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และ Amazon Bedrock ที่เพิ่มโมเดลใหม่ 18 รุ่น ให้ทางเลือกและความยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับองค์กร
ผู้บริหาร AWS ประเทศไทย ย้ำว่า แม้โซลูชั่นต่าง ๆ จะอัพเกรดให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ลูกค้าไม่ต้องกลัวว่าต้องจ่ายแพงขึ้นตามไปด้วย เพราะ AWS มีปรัชญาในการปรับลดราคาค่าบริการมาโดยตลอด นับตั้งแต่เปิดให้บริการปรับลดราคาลงมาแล้วมากกว่า 150 ครั้ง
“เหตุผลที่เราทำราคาให้ถูกลงได้เกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นจึงช่วยให้บริษัทได้รับข้อเสนอที่ดีขึ้นจากซัพพลายเออร์ จึงส่งต่อความคุ้มค่าไปให้ลูกค้าได้”
อ่านข่าวต้นฉบับ: กลยุทธ์ AWS 2026 ปลุก Frontier Agents เสิร์ฟโนว์ฮาวปั้น Virtual Bank ในไทย