สมาคมผู้ส่งออกข้าว เผยยอดส่งออกข้าวเดือนแรกของปี 2569 ลดลง เหตุได้รับผลกระทบจากบาทแข็ง สงครามการค้า คุรภพาข้าวที่แข่งขันยากขึ้น คาดจากปัจจัยทำให้การเป้าหมายส่งออกที่ตั้งไว้อยู่ที่ 7 ล้านตัน ต่ำสุดรอบ 5 ปีดันข้าวไทยแพงสุดในโลก
นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยเดือนมกราคม 2569 ปริมาณการส่งออกข้าวรวม 530,287 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีปริมาณ 643,144 ตัน หรือลดลง 17.5% ขณะที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 9,707 ล้านบาท ลดลง 30.7% คิดเป็นมูลค่า 313 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 23.9% สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันด้านราคาข้าวในตลาดโลกและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง รวมถึงปัจจัยจากเงินบาทที่แข็งค่าจากเดิม 33-34 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็น 31 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำให้ข้าวไทยแพงไม่สามารถแข่งขันได้
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการส่งออกตามชนิดข้าว พบว่าข้าวขาวยังคงเป็นสินค้าหลัก โดยมีปริมาณส่งออก 239,192 ตัน ลดลง 14.8% ข้าวหอมมะลิส่งออก 120,913 ตัน ลดลง 8.4% ข้าวนึ่งส่งออก 72,462 ตัน ลดลง 2.5% ข้าวหอมไทยส่งออก 29,390 ตัน ลดลง 31.0% ขณะที่ข้าวเหนียวและปลายข้าวหอมมะลิเป็นกลุ่มที่มีการขยายตัว ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการในตลาดเฉพาะกลุ่มที่ยังคงมีอยู่
ประเทศผู้นำเข้าข้าวไทยที่สำคัญในเดือนมกราคม 2569 ได้แก่ อิรัก สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ มาเลเซีย แองโกล่า แคเมอรูน เซเนกัล จีน ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง โดยตลาดอิรักและสหรัฐอเมริกามีการนำเข้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่มาเลเซียมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น 116.9% และจีนเพิ่มขึ้น 84.5% แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดและทิศทางความต้องการข้าวไทยในแต่ละภูมิภาค
ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาเงินบาทเร่งด่วน โดยค่าเงินบาทที่ข้าวไทยสามารถแข่งขันได้อยู่ที่ 33-34บาท/เหรียญสหรัฐ รวมทั้งหามาตรการเร่งลดต้นทุนข้าวไทย เช่น เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตต่อไร่สูง และให้พันธุ์ตอบโจทย์ความต้องการตลาดโลกมากขึ้น
สำหรับเป้าหมายการส่งออกปี 2569 ไว้ที่ 7.03 ล้านตัน ลดลง 11.0% จากปี 2568 โดยมีมูลค่าประมาณ 130,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 12.3% และ 11.4% ตามลำดับ โดยชนิดข้าวที่ส่งออก ได้แก่ ข้าวขาว 2.9 ล้านตัน ข้าวนึ่ง 1.3 ล้านตัน ข้าวหอมมะลิ 1.3 ล้านตัน ข้าวหอมไทย 0.4 ล้านตัน ข้าวเหนียว 0.15 ล้านตัน ปลายข้าวขาว 0.3 ล้านตัน ปลายข้าวหอมมะลิ 0.3 ล้านตัน ปลายข้าวหอมไทย 0.2 ล้านตัน ปลายข้าวเหนียว 0.15 ล้านตัน และข้าวตลาดเฉพาะ (เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวอินทรีย์, ข้าวสี) 0.03 ล้านตัน
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิติมาศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกข้าวไทยปี 2569ว่า คาดว่าจะส่งออกได้ 7.03 ล้านตัน ลดลง11% จากปี2568 ที่ส่งออกได้ 7.9 ล้านตัน ทำสถิติส่งออกต่ำสุดในรอบ 5 ปี โดยมีมูลค่าส่งออกรวม 130,000 ล้านบาท ลดลง จากปีก่อน 12.3 %
ปัจจัยที่ทำการส่งออกข้าวปีนี้ลดลงประกอบด้วย 1.ปัญหาเงินบาทแข็งค่าทำให้ข้าวไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคา กับคู่แข่ง โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาททำให้ข้าวข้าวไทย ชนิด 5% แพงขึ้น12-15 เหรียญสหรัฐ/ต่อตัน และข้าวหอมแพงขึ้น ตันละ 30-35 เหรียญสหรัฐ/ตัน แข่งขันกับ เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน และกัมพูชาไม่ได้ และล่าสุดยังทำให้ข้าวหอมมะลิไทยทำสถิติแพงที่สุดในโลกคือ 1,200 เหรียญสหรัฐ/ต่อตัน แซงหน้าข้าวบาสมาตีที่เคยแพงที่สุด โดยล่าสุดข้าวบาสมาตีอยู่ที่ 970 เหรียญสหรัฐ/ต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมคู่แข่งรายอื่นๆ เช่น เวียดนาม กัมพูชา ราคาอยู่ที่ 800 เหรียญสหรัฐ/ต่อตัน และ830 เหรียญสหรัฐ/ต่อตัน ตามลำดับ
2.มาตราภาษีนำเข้าตามมาตรา 122 ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเก็บภาษีนำเข้าแบบเหมารวม 15%กับทุกประเทศทั่วโลก ชั่ วคาว 150 วัน ยังส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยเพราะเดิมแทบจะไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งต้องจับตาหลัง150 วันว่าสหรัฐจะนำมาตรการอื่นๆมาใช้หรือไม่ เบื้องต้นคาดว่าสหรัฐอาจจะมาตรการ 301 ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรมมาใช้กับข้าวไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมข้าวในสหรัฐได้ร้องเรียนกับรัฐบาลว่าข้าวนำเข้าจากไทยมีการอุดหนุนราคาจนสร้างความเสียหายให้แก่อุตสาหกรรมภายใน
ทั้งนี้คาดว่าผลจากมาตการภาษีจะทำให้ปริมาณส่งออกข้าว โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิในตลาดสหรัฐซึ่งเป็นผู้นำเข้าเบอร์หนึ่งของไทยลดลง 15-20% จากปกติที่ส่งออกราว ปีละ6แสนตัน ซึ่งครองส่วนแบ่งมากถึง50% ของการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยทั้งหมด
3.อุปทานข้าวตลาดโลกมีปริมาณมากทั้งประเทศผู้ส่งออกและนำเข้า ทำให้การซื้อข้าวชะลอ โดยอินโดนิเซียผู้นำเข้าหลักประกาศแบนนำเข้าข้าวทุกชนิด ขณะที่ปีนี้อินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกมีปริมาณผลผลิตถึง 152 ล้านตันท มากที่สุดในโลกแซงหน้าจีน
4.นโยบายความมั่นคงทางด้านอาหาร ทำให้แต่ละประเทศ หันมาเพิ่มผลผลิตข้าวเอง และลดการนำเข้า และ5.การกลับมาของปรากฎการเอลนีโญ คาดว่าจะเป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลบวกต่อการส่งออกข้าวของไทย โดยคาดว่าภาวะแล้งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวทั่วโลก ประเทศต่างๆ อาจหันมาเร่งนำเข้าข้าวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม อยากเสนอไปยังรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า และให้มีการบูรณาการการทำงานกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ภาคการผลิต และการทำการตลาดข้าวไทยไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งนำความเห็นจากภาคเอกชนไปใช้ในการกำหนดนโยบายด้วย
สำหรับประเทศผู้ส่งออกนั้น ในปี 2569 คาดว่า 1.ประเทศอินเดียจะส่งออกได้ 25 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15.2 % เมื่อเทียบกับจำนวน 21.69 ล้านตัน ที่ส่งออกในปี 2568 2.เวียดนามจะส่งออก 7.9 ล้านตัน ลดลง 2.0% เมื่อเทียบกับ 8.06 ล้านตัน ที่ส่งออกได้ในปี 2568 3.ไทยจะส่งออกได้ประมาณ 7.2 ล้านตัน ลดลง 8.4% เมื่อเทียบกับ 7.86 ล้านตัน ที่ส่งออกได้ในปี 2568 4.ปากีสถานจะส่งออกได้ 4.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อเทียบกับ 4.53 ล้านตัน ที่ส่งออกได้ในปี 2568 5.กัมพูชาจะส่งออก 4.0 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.0% เมื่อเทียบกับที่ส่งออก 3.78 ล้านตัน ในปี 2568 6.สหรัฐอเมริกาจะส่งออก 2.85 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับที่ส่งออก 2.75 ล้านตัน ในปี 2568 และ7.เมียนมาจะส่งออก 2.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.1% เทียบกับที่ส่งออกได้ในปี 2568
กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) คาดการณ์ว่า ผลผลิตข้าวของโลกปีการตลาด 2568/69 (ปีปฏิทิน 2569) ว่าจะมีจำนวน 541.28 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 0.07% เมื่อเทียบกับจำนวน 541.66 ล้านตันข้าวสาร ของปีการตลาด 2567/68 (ปีปฏิทิน 2568) เนื่องจากคาดว่าประเทศผู้ผลิตที่สำคัญ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน กัมพูชา บราซิล รวมทั้งสหรัฐฯจะมีผลผลิตลดลง
ขณะที่ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น อินเดีย จีน บังคลาเทศ เมียนมา จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี โดยคาดว่าในปี 2568/69 (ปี 2569) อินเดียจะมีผลผลิต 152.0 ล้านตัน (เป็นสถิติผลผลิตที่สูงสุดของอินเดีย) เพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับจำนวน 150.0 ล้านตัน ในปี 2567/68 จีนจะมีผลผลิต 146.33 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.7% จากจำนวน 145.28 ล้านตัน ในปี 2567/68 บังคลาเทศจะมีผลผลิต 37.65 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับปี 2567/68 อินโดนีเซียจะมีผลผลิต 33.6 ล้านตัน ลดลง 1.5% เมื่อเทียบกับในปี 2567/68 เวียดนามคาดว่าจะมีผลผลิต 26.0 ล้านตัน ลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับในปี 2567/68 ประเทศไทยคาดว่าจะมีผลผลิต 20.4 ล้านตัน ลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับจำนวน 20.84 ล้านตัน ในปี 2567/68 และฟิลิปปินส์คาดว่าจะมีผลผลิตข้าว 12.3 ล้านตัน ลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับปี 2567/68
ด้านการค้าข้าวของโลก (ส่งออก-นำเข้า) กระทรวงเกษตรสหรัฐฯคาดการณ์ว่าในปีการตลาด 2568/69 (ปีปฏิทิน 2569) จะมีปริมาณอยู่ที่ประมาณ 62.76 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับจำนวน 59.7 ล้านตันข้าวสาร ในปีการตลาด 2567/68 (ปีปฏิทิน 2568) โดยคาดว่าประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญเกือบทุกประเทศจะส่งออกมากขึ้น เช่น อินเดีย ปากีสถาน กัมพูชา สหรัฐฯ เมียนมา บราซิล ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าที่สำคัญ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไนจีเรีย อิรัก มาเลเซีย เซเนกัล สหรัฐฯ กินี แอฟริกาใต้ อิหร่าน คาดว่าจะนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น
โดยในส่วนของตลาดนำเข้านั้นคาดว่าในปี 2569 คาดว่าฟิลิปปินส์จะนำเข้า 5.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 51.1% เมื่อเทียบกับปี 2568 เวียดนามจะนำเข้า 4.1 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 18.0% เมื่อเทียบกับปี 2568 ไนจีเรียจะนำเข้า 3.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบกับปี 2568 จีนจะนำเข้า 3.1 ล้านตัน ลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับปี 2568 อิรักจะนำเข้า 2.23 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซาอุดิอาระเบียจะนำเข้า 1.85 ล้านตัน เท่ากับปี 2568 ไอวอรี่โคสต์จะนำเข้า 1.9 ล้านตัน ลดลง 5.7% เมื่อเทียบกับปี 2568 มาเลเซียจะนำเข้า 1.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.3% เมื่อเทียบกับปี 2568 เซเนกัลจะนำเข้า 1.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับปี 2568 สหรัฐฯจะนำเข้า 1.58 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5.0% เมื่อเทียบกับปี 2568 และแอฟริกาใต้จะนำเข้า 1.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับปี 2568
อ่านข่าวต้นฉบับ: บาทแข็ง ฉุดส่งออกข้าวไทยเดือน ม.ค. 69 ลด เป้าทั้งปีเหลือ 7 ล้านตันต่ำสุดในรอบ 5 ปี