กนง.มองเศรษฐกิจปี 69 ขยายตัวได้บวกลบ 2% อานิสงส์ไตรมาส 4/68 โตเกินคาด จ่อปรับจีดีพีรอบเม.ย.นี้ ชี้ ลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.00% ต่อปี เป็นการลดดอกเบี้ยแบบ Front Loading เพียงพอต่อภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ช่วยลดภาระหนี้-ซ่อมแซมงบดุลภาคครัวเรือน-ธุรกิจ เผยความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น คาดเลื่อนเข้ากรอบเป้าหมายครึ่งหลังของปี 70 หวังแบงก์ส่งผ่านนโยบายการเงินตามกลไกตลาด
นายดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า คณะกรรมการมีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี มองว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตดีกว่า โดยตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2568 ขยายตัว 2.5% ซึ่งการเติบโตมาจากปัจจัยชั่วคราว และเป็นการดึงดีมานด์ในอนาคตมาใช้
และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเป็นลักษณะ K Shape ทำให้มีเซ็กเตอร์ขาบน-ขาล่าง และเซ็กเตอร์ดีและไม่ดี โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังฟื้นตัวช้า และมองไปข้างหน้ารายได้แรงงานปรับลด จึงเป็นปัจจัยกดดัน โดยเฉพาะภาคการผลิต ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดดันการเติบโต
อย่างไรก็ดี ภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1/2569 หากดูภาคการส่งออกถือว่าค่อนข้างดี มีโมเมนตัมต่อเนื่อง ซึ่งมีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจ และยังมีปัจจัย Upside จากมาตรการภาครัฐที่กำลังจะออกมา โดยคาดว่าจีดีพีปี 2569 น่าจะขยายตัวบวก,ลบ 2% จากประมาณการเดิมอยู่ที่ 1.5% ซึ่งต้องรอรอบปรับประมาณการตัวเลขอีกครั้งในเดือนเมษายนนี้ แต่ก็ยังคงต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% พอสมควร และคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าถึงการเติบโตศักยภาพ
ทั้งนี้ หากดูการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ถือว่า “จบวัฎจักรดอกเบี้ยขาลง” หรือไม่นั้น มองว่า เพียงพอและสอดคล้องกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน และถือว่า “จบวัฎจักรแล้ว” แต่หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) รองรับไว้อยู่ที่ 0.50% เพื่อรองรับความผันผวน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในช่วงการระบาดของโควิด-19
ดังนั้น มองไปข้างหน้ายังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องของสงครามการค้า นโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ (Tariffs) และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) จึงต้องมี Policy Space กั้นไว้อีกระดับหนึ่งกั้นไว้รองรับความผันผวนดังกล่าว
ขณะเดียวกัน การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ นอกจากการช่วยลดภาระหนี้ และธุรกิจและบริษัทอ่อนค่า (Zombie Firm) ให้สามารถอยู่นานขึ้น แต่ยังช่วยภาคธุรกิจ Transform สอดรับกับระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ เพื่อซ่อมแซ่มงบดุล (Balance Sheet) ของภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยหนุนภาพการลงทุนเอกชน และเสถียรภาพดีขึ้น
อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยต่ำอาจจะกระทบผู้ออม และส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะพึ่งพาการออม โดยเห็นสัญญาณการนำเงินฝากประจำไปลงทุนต่างประเทศ แต่สัญญาณการไหลยังไม่มากจนกระทบภาพรวม
ซึ่งหากดูระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ถือว่า ไทยอยู่ในระดับต่ำสุดในระดับ 3 ของโลก ทั้งตลาดเกิดใหม่ (EM) และประเทศพัฒนาแล้ว (non-EM) รวม 50 ประเทศ โดยรองจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานไทยจะแซงญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะเดียวกัน คณะกรรมการ มองว่า ดอกเบี้ย 1.00% ถือว่าต่ำมากแล้ว โดยไทยเคยลดดอกเบี้ยสูงสุดในช่วงน้ำท่วมสูงสุดที่ระดับ 0.50%
“การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือว่า เซอร์ไพรส์ในแง่ของจังหวะและเวลา (Timing) ซึ่งหากดูตลาดมองว่าครั้งนี้กนง.จะ คงดอกเบี้ย และไป ลดครั้งหน้า อย่างไรก็ดี เรามองว่าจะช่วยเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งลดก็ลดเลย เป็นการลดดอกเบี้ยล่วงหน้า Front Loading แม้ว่า ณ จุดนี้ ดอกเบี้ยลดลงเหลือ 1.00% สอดคล้องกับเศรษฐกิจอยู่ แต่ไม่ได้ไม่มีโอกาสลดลงแล้ว ขึ้นกับการประเมินและภาพในอนาคต”
นายดอน กล่าวว่า สำหรับอัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงมากขึ้น และเลื่อนการเข้ากรอบเป้าหมายจากเดิมที่เคยคาดไว้ในครึ่งแรกของปี 2570 เป็น ครึ่งหลังของปี 2570 ซึ่งที่ผ่านมาเงินเฟ้อกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง แม้ระยะสั้นปรับขึ้นบ้าง แต่มองไปในระยะปานกลางแนวโน้มราคาน้ำมันปรับลดลง ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน แม้จะอยู่ในกรอบเฟ้าหมายแต่มีแนวโน้มไถลลงคณะกรรมการจึงต้องติดตามต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อ หากมีแนวโน้มต่ำไปเรื่อยๆ จะต้องดูการกระจายวงกว้างและหลายสินค้าหรือไม่ หากกระจายวงกว้างและหลายสินค้าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะทำให้คนไม่กล้าใช้จ่าย การบริโภคลดลง อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงเงินฝืด มองว่า ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่คณะกรรมการให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด
สำหรับแนวโน้มเงินบาทปรับแข็งค่าต่อเนื่อง โดยเมื่อเช้า (25 ก.พ.69) ค่าเงินบาทแข็งค่าหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยซ้ำเติมธุรกิจภาคส่งออกและเอสเอ็มอี อย่างไรก็ดี หากดูดัชนีค่าเงินบาทเมื่อเทียบคู่ค้าคู่แข่ง (NEER) มีแนวโน้มแข็งค่าสูงกว่าที่อื่น แม้ว่าช่วงหลังการแข็งค่าปรับลดลง แต่อาจจะกระทบต่อผู้ส่งออกในการแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินบาท (Convert) และส่วนต่างกำไร (Margin) ได้
อย่างไรก็ดี หากดูการแข็งค่าของเงินบาท มองว่า ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยเกินดุลบัญชีสะพัด และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า จะเป็นตัวกำหนดเทรนค่าเงินบาท และที่ผ่านมาธปท.ได้เข้าไปดูแลในส่วนของธุรกรรมทองคำเพิ่มเติม และมีมาตรการเฉพาะจุด มาตรการเข้มข้นในเรื่องของเงินเข้า-ออก เป็นต้น โดยการลดดอกเบี้ย อาจจะช่วยเรื่องพอร์ตเงินไหลเข้าในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร แต่พันธบัตรอาจจะมีการดูเรื่องของดอกเบี้ย
นายดอน กล่าวว่า คณะกรรมการฯ คาดว่าการส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายจะเป้นไปตามกลไกตลาด และการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม เนื่องจากต้นทุนปรับลดลง ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ เพราะต้นทุนความเสี่ยงเครดิต (Credit Cost) สูง จึงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ธปท.จึงมีโครงการเข้ามาช่วยลดความเสี่ยง แต่เชื่อว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จะช่วยลดภาระ และการผิดนัดชำระ รวมถึงจะมีมาตรการภาครัฐเข้ามา จะยิ่งส่งผลดีต่อระบบธนาคารปรับดีขึ้น
นายดอน กล่าวว่า ภายหลังศาลตัดสินภาษีทรัมป์ (Reciprocal Tariffs) ไม่สามารถทำได้ ซึ่งไทยได้รับอัตราภาษีลดลงจาก 19% เหลือ 15% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดตามมาตรา 122 อย่างไรก็ดี ในอนาคตทรัมป์ยังสามารถใช้มาตรา 232 ที่สามารถเรียกเก็บเป็นรายเซ็กเตอร์ ซึ่งเซ็กเตอร์ที่มีความสุ่มเสี่ยง คือ อิเล็กทรอนิกส์ และยังมี 301 ที่สามารถเรียกเก็บภาษีกับประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ เป็นรายประเทศ ซึ่งไทยอยู่ 15 ประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะนำมาตราเหล่านี้มาใช้และไม่มีข้อจำกัดการขึ้นของภาษี เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
อ่านข่าวต้นฉบับ: กนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% ช่วยพยุงเศรษฐกิจ-ซ่อมแซมงบดุล