โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ปัจจัยสำคัญมาจากเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อก้าวให้ทัน ขณะเดียวกันในมุมของธุรกิจประกันภัย ยังต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงในแง่ของภัยพิบัติต่าง ๆ ด้วย โดยในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้วางนโยบายและทิศทางการดำเนินงานปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “ทิศทางการกำกับดูแลประกันภัยไทย สู่ระบบที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี : Thailand’s Insurance Regulatory Direction toward a Resilient, Sustainable and Technology” เป้าหมายยกระดับระบบประกันภัยไทยให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใส สามารถรองรับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ปี 2569 จะเป็นปีแรกของการขับเคลื่อนการกำกับและพัฒนาระบบประกันภัยอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพื่อให้ระบบประกันภัยไทยสามารถรองรับความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีบทบาทสนับสนุนเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569-2573) ที่จัดทำขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ “ระบบประกันภัยเป็นกลไกผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจและการจัดการความเสี่ยงภัยของประเทศ” เพื่อตอบโจทย์บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี สังคมผู้สูงอายุ และความถี่-ความรุนแรงของภัยพิบัติ
ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานระยะ 5 ปี ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 “อึด” (Stability) มุ่งสร้างความมั่นคงของระบบประกันภัย ผ่านมาตรฐานเงินกองทุนที่เข้มแข็ง การกำกับดูแลแบบรวมกลุ่มธุรกิจ และการบูรณาการหลัก ESG เป็นแกนกลาง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลและลดต้นทุนความเสี่ยงของภาคธุรกิจ, ยุทธศาสตร์ที่ 2 “รับ” (Resilience) ยกระดับการบริหารความเสี่ยงจากการตั้งรับภัยพิบัติ ไปสู่การใช้แบบจำลองความเสี่ยงขั้นสูง (Advanced Risk Modelling) เพื่อคาดการณ์ ป้องกัน และรองรับความเสียหายจากภัยขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ,
ยุทธศาสตร์ที่ 3 “ทั่ว” (Inclusion) มุ่งผลักดันให้การประกันภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานอิสระ เกษตรกร หรือกลุ่มเปราะบาง และยุทธศาสตร์ที่ 4 “ล้ำ” (Technology & Data-Driven) ขับเคลื่อนนโยบาย Open Insurance ส่งเสริมการใช้ e-Policy และเทคโนโลยีดิจิทัลในการกำกับดูแล เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพของระบบประกันภัยไทยในระยะยาว
นายชูฉัตรกล่าวว่า ขณะที่ ESG ถูกบรรจุเป็นโครงสร้างสำคัญในแผน 5 ปีของ คปภ. โดยกำหนดให้บริษัทประกันภัยบูรณาการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เข้าสู่การบริหารความเสี่ยงองค์กรอย่างจริงจัง พร้อมมีการรายงานและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ
ขณะเดียวกัน คปภ.ได้ทบทวนหลักเกณฑ์การลงทุนและการประกอบธุรกิจอื่น เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้บริษัทสามารถกระจายความเสี่ยง และลงทุนในสินทรัพย์หรือกิจการที่ให้ความสำคัญกับ ESG ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยย้ำว่าการดำเนินการด้าน ESG ไม่ได้เพิ่มต้นทุน แต่หากไม่ปรับตัวจะยิ่งเพิ่มต้นทุนระยะยาว โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจกระทบเงินกองทุนและเสถียรภาพของธุรกิจ
ในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค คปภ.ได้ยกระดับการกำกับดูแลช่องทางขายดิจิทัลอย่างเข้มข้น ท่ามกลางแนวโน้มการซื้อประกันภัยผ่านออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น มีการหารือกับบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับการเสนอขายประกันต่างประเทศ การป้องกันการหลอกขายผ่านแอปหรือเว็บไซต์ปลอม รวมถึงการประสานแพลตฟอร์มระดับโลกเพื่อคัดกรองแอปที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยในปี 2569 จะเข้มงวดเป็นพิเศษในกระบวนการอนุญาต การรับเบี้ย การนำส่งเบี้ย และการป้องกันการรับเงินแล้วไม่ออกกรมธรรม์ พร้อมมอบบทบาทให้สำนักงาน คปภ.จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามและดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างใกล้ชิด
“คปภ.ผลักดันการใช้ e-Policy อย่างจริงจัง กำหนดให้การชำระเบี้ยต้องโอนเข้าบริษัทประกันภัยโดยตรง และยุติการรับเงินสดผ่านตัวแทนนายหน้า โดยเริ่มใช้กับประกันภัยภาคบังคับในปี 2569 และขยายครอบคลุมประกันภัยส่วนบุคคลทั้งหมดในปี 2570 ซึ่งนอกจากช่วยลดการใช้กระดาษแล้ว ยังทำให้ข้อมูลประกันภัยเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง สามารถนำไปวิเคราะห์และใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ส่วนกรณีอินฟลูเอนเซอร์ คปภ.ไม่ได้ควบคุมการสื่อสารโดยตรง แต่กำหนดให้บริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบต่อการสื่อสารของตัวแทนในสังกัด และดำเนินโครงการ Responsible Voice เพื่อลดความเสี่ยงจากการสื่อสารคลาดเคลื่อน
สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ คปภ.ตั้งเป้าให้ระบบประกันภัยมีบทบาทรองรับภัยขนาดใหญ่และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ของประเทศ ทั้งภัยพิบัติจากสภาพอากาศ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ผ่านการสนับสนุน Product Innovation Sandbox การปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องบริบทใหม่ และการใช้ข้อมูลกับเทคโนโลยีเพื่อประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงการผลักดันประกันภัยเฉพาะกลุ่ม และความร่วมมือกับภาครัฐ เช่น แนวคิดประกันสุขภาพที่คุ้มครองเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของประชาชนและสร้างสมดุลระบบสาธารณสุข
นายชูฉัตรกล่าวว่า ในด้านเสถียรภาพระบบ คปภ.เดินหน้าปรับปรุงระบบเงินกองทุนตามความเสี่ยง (Risk-Based Capital) อย่างเป็นขั้นตอน ผ่านการตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อปรับเกณฑ์ให้สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง ล่าสุดได้ปรับค่าความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นจากประมาณ 25% เหลือราว 18% หลังวิเคราะห์ข้อมูลสถิติย้อนหลังร่วมกับตลาดทุน
พร้อมทั้งเข้มงวดการบริหารประกันภัยต่อและการจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติของบริษัทประกันภัย เพื่อให้พร้อมรับเหตุฉุกเฉิน โดยจากประสบการณ์เหตุแผ่นดินไหวและอุทกภัยที่ผ่านมา คปภ.สามารถตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่รับประกันได้ภายในวันเดียว และลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่แบ่งแยกว่ามีประกันหรือไม่
“แนวคิดการตั้งกองทุนภัยพิบัติและความเสี่ยงภัยแห่งชาติ แนวคิดคงไม่ได้แตกต่างจากเมื่อก่อน แต่จะครอบคลุมทุกประเด็น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างแนวคิดเบื้องต้น (First Draft) เพื่อเสนอต่อคลัง โดยคอนเซ็ปต์หลัก คือ การสร้างกลไกที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ว่าภาครัฐจะมีบทบาทในการสนับสนุนเงินตั้งต้นหรือไม่ ภาคธุรกิจจะร่วมกันอย่างไร หรือจำเป็นต้องตั้งนิติบุคคลหรือโครงสร้างใหม่หรือไม่ ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดต้องติดตามต่อไป”
ควบคู่กันนี้ คปภ.ได้พัฒนาระบบ Early Warning และ Risk Monitoring ปรับปรุงแดชบอร์ด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ใช้ Data Analytics และเทคโนโลยี AI เพื่อตรวจจับสัญญาณความเสี่ยงล่วงหน้า และทำงานร่วมกับภาคธุรกิจในลักษณะการกำกับเชิงป้องกัน เพื่อแก้ปัญหาก่อนลุกลามกระทบประชาชนและเสถียรภาพระบบ
“ปัจจุบันภาคธุรกิจประกันภัยมีสินทรัพย์ลงทุนรวมประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของ GDP และเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ การยกระดับระบบกำกับดูแลให้มั่นคง โปร่งใส และทันสมัย จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาธุรกิจประกันภัย แต่คือการเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว”
อ่านข่าวต้นฉบับ: คปภ.ประกาศแผนปี’69 ยกระดับกำกับขายประกันออนไลน์-ดันตั้ง”กองทุนภัยพิบัติ”
