คู่ค้าสหรัฐตระหนักรู้อย่างชัดเจนแล้วว่า กำแพงภาษียังอยู่ แค่เปลี่ยนกฎหมายที่ใช้เรียกเก็บ ซึ่งข้อเท็จจริงถูกตอกย้ำโดย “เจมีสัน กรีเออร์” ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่มักยืนขนาบข้าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ในการแถลงข่าวเกี่ยวกับการค้าอยู่เสมอ เปิดเผยว่าสหรัฐมุ่งใช้มาตรา 301 เพื่อเรียกเก็บภาษีใหม่ทดแทนภาษีเก่าที่ถูกศาลสูงสุดสั่งเพิกถอนรวมถึงใช้เป็นกลไกเสริมให้คู่ค้าทำตามข้อตกลง ในระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศหลายสำนักเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ศาลสูงสุดวินิจฉัยว่า ประธานาธิบดีสหรัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉิน IEEPA 1977
การสอบสวนเกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรมภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า 1974 ซึ่งเป็นฉบับเดียวกันกับมาตรา 122 นั้นจะเป็นหัวใจสำคัญของความพยายามในการแทนที่ด้วยภาษีใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่ :
1) ประเทศที่สร้างกำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมเกินความต้องการ
2) ใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน
3) เลือกปฏิบัติกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ หรือ
4) ให้เงินอุดหนุนข้าว อาหารทะเล และสินค้าอื่น ๆ
กรีเออร์กล่าวว่า เขาและสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หยิบยกประเด็นกำลังการผลิตล้นเกินดีมานด์ตลาดขึ้นมาหารือกับเจ้าหน้าที่จีนหลายครั้งแล้ว โดยเสริมว่า รัฐบาลจีนยังอนุญาตให้บริษัทจีนที่ขาดทุนให้ดำเนินกิจการและผลิตสินค้าต่อไปได้ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเอง
“ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้เราจำเป็นต้องเก็บภาษีนำเข้าจากจีน เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ ที่มีปัญหานี้ (ซึ่งเก็บอยู่แล้ว)” เขากล่าว ทั้งนี้ ผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า ในขณะนี้ทางรัฐบาลทรัมป์ไม่มีเจตนาที่จะเก็บภาษีอัตราใหม่ที่สูงขึ้นกับจีน ซึ่งจะสั่นคลอนข้อตกลงการค้าที่ถูกพักรบไว้ชั่วคราว 1 ปี
กรีเออร์ยังกล่าวอีกว่า การสอบสวนตามมาตรา 301 สามารถใช้เป็นกลไกเสริมในการบังคับให้คู่ค้าทำตามข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้กับสหรัฐในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึงข้อตกลงกับอินโดนีเซีย ซึ่งตกลงที่จะยอมรับภาษีนำเข้า 19% ของสหรัฐและเปิดตลาดให้กับสินค้าสหรัฐ
USTR จะเปิดการสอบสวนตามมาตรา 301 เกี่ยวกับแนวทางการค้าของอินโดนีเซียเพื่อตรวจสอบกำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมและการอุดหนุนด้านการประมง และผลการสอบสวนจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับมาตรการที่อินโดนีเซียกำลังดำเนินการเพื่อแก้ไขข้อกังวลของสหรัฐ และพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว
“จากนั้นเราจะพิจารณาว่าควรใช้ภาษีศุลกากรประเภทใด เราคาดหวังว่าจะมีความต่อเนื่องในสิ่งที่กำลังทำอยู่ เกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้า” เขากล่าว
ผู้แทนการค้าสหรัฐยังบอกว่ากฎหมายการค้าที่มีอายุเกือบศตวรรษ มาตรา 338 แห่งพระราชบัญญัติภาษีศุลกากรปี 1930 นั้น ยังคงเป็นกฎหมายที่ใช้ได้ และอาจเป็นประโยชน์ในบางสถานการณ์ที่ประเทศต่าง ๆ เลือกปฏิบัติทางการค้าต่อสหรัฐเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้เรียกเก็บภาษีศุลกากรได้สูงสุดถึง 50% สำหรับสินค้านำเข้าจากบางประเทศ
แต่เขากล่าวว่าจุดสนใจหลักอยู่ที่การตรวจสอบตามมาตรา 301 ที่มุ่งเน้นเฉพาะประเทศ และการตรวจสอบด้านความมั่นคงแห่งชาติตามมาตรา 232 ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ซึ่งภาษีศุลกากรได้พิสูจน์แล้วว่า “มีความทนทานมาก” ซึ่งเคยผ่านการตรวจสอบทางกฎหมายมาแล้วในอดีต และครั้งนี้ก็จะผ่านการตรวจสอบอีกครั้ง
สำหรับไทย สื่อสิงคโปร์อ้างแหล่งข่าวจากรัฐบาลไทยระบุว่า ผู้แทนการค้าสหรัฐยื่นคำขอไปแล้ว 80 ข้อ เหลืออีก 17 ข้อที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ และเตือนว่า หากไม่สามารถตกลงกันได้ครบทั้ง 17 ข้อ อาจทำให้ไทยเผชิญกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นจากสหรัฐรวมถึงมาตรา 301 นี้
ผู้แทนการค้าสหรัฐกล่าวอีกว่า อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐสำหรับบางประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% หรือสูงกว่านั้น จากอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ โดยไม่ได้ระบุชื่อคู่ค้าหรือให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐกำลังเตรียมประกาศเพื่อเพิ่มภาษีชั่วคราวเป็น 15% ในกรณีที่เหมาะสม โดยมาตรการนี้จะเอื้อประโยชน์แก่ประเทศที่มีข้อตกลงทางการค้าอยู่แล้ว
ในการเพิ่มภาษีเป็น 15% ฝ่ายบริหารต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าการเพิ่มภาษีถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยกล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกครั้งที่สหรัฐกำหนดภาษี จะมีกลุ่มผลประโยชน์ต่างชาติที่ต้องการยกเลิกภาษีนั้น ดังนั้น ผู้คนจะฟ้องร้องรัฐบาล (หากภาษีผิดกฎหมาย)
ภาษีใหม่ที่สอดคล้องกับข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่ ซึ่งเกรียร์กล่าวว่า แผนของฝ่ายบริหารที่จะเก็บภาษีใหม่แทนที่ภาษีเดิมที่ถูกศาลสูงสุดเพิกถอนนั้น รวมถึงภาษีชั่วคราวที่อัตรา 10% นั้นเป็นไปตามข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่
อ้างอิง :
•Bloomberg TV
•Fox Business
•Reuters
อ่านข่าวต้นฉบับ: สหรัฐเปิดกลไกเสริมแกร่งรีดภาษี “มาตรา 301” เคสจีน เวียดนาม อินโดฯ-แย้มบางประเทศ 15%