ธนาคารไทยพาณิชย์ กลุ่มงานตลาดการเงิน SCB FM ประเมินทิศทางค่าเงินบาทผันผวน หนุนลูกค้าป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเป็น 70-80% ชี้เห็นบาทแข็งค่าน้อยลง คาดปลายปีแตะ 33 บาทต่อดอลลาร์ มั่นใจหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ยาก เหตุเศรษฐกิจโตช้า-ลงทุนจำกัด-ธปท.ช่วยพยุงไว้ ย้ำดอกเบี้ยถึงจุดต่ำสุดแล้ว เผยฟันด์โฟลว์ 2 เดือนไหลเข้าเกือบแสนล้านบาท รับตลาดมีความเชื่อมั่น
นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดการเงินในปี 2569 ยังมีความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งในส่วนของความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) นโยบายภาษีสหรัฐ และปัจจัยการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยต่อทิศทางค่าเงินบาทที่ยังคงผันผวนในปีนี้
อย่างไรก็ดี ภายใต้ค่าเงินบาทที่ผันผวน ธนาคารเห็นสัญญาณลูกค้าธุรกิจนำเข้า-ส่งออกหันมาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) มากขึ้น และป้องกันความเสี่ยงมีแบบแผนมากขึ้น สะท้อนจากสัดส่วนป้องกันอยู่ที่ 30-50% และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% โดยลูกค้ามีความตื่นตัวในการป้องกันความเสี่ยงในการใช้เครื่องมือมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มองว่าทิศทางเงินบาทคงไม่หลุดกรอบ 31 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปดูแลต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจและมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ทั้งนี้ ผู้ประกอบการหรือภาคธุรกิจอย่าชะล่าใจในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะทิศทางค่าเงินในภูมิภาคยังคงแข็งค่า ซึ่งเงินบาทจะต้องแข็งค่าสอดคล้องกัน
ขณะที่กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ในปีนี้ ประเมินว่าเงินไหลเข้าสุทธิ หลังจากตลาดมีความเชื่อมั่นมากขึ้น โดยตัวเลขในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้เงินไหลเข้าแล้ว 1 แสนล้านบาท ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งการไหลเข้าในช่วงเดือนมกราคมในตลาดพันธบัตรราว 4.3 หมื่นล้านบาท และกุมภาพันธ์ไหลเข้าตลาดหุ้น 5.4 หมื่นล้านบาท ภายหลังจากมีความชัดเจนในการเลือกตั้ง
“ฟันด์โฟลว์เข้ามาเป็น Positive เพราะนักลงทุนมีความเชื่อมั่น แต่เราคิดว่าเงินบาทคงไม่ต่ำไปกว่านี้แล้ว โดยระยะกลางมองอยู่ที่ 31-32 บาทต่อดอลลาร์ และภายหลังคณะกรรมการนโนบายการเงิน (กนง.) ลดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 1.00% ถือว่าเซอร์ไพรส์ตลาด เพราะหลายแห่งมองจะลดกลางปี ถือว่าลดเร็วกว่าคาด จึงมองว่า ดอกเบี้ยถึงจุด Bottom แล้ว นอกจากจะมีเหตุการณ์หรือช็อกทำให้จีดีพีเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ”
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารประเมินทิศทางค่าเงินบาทในปีนี้ จะเห็นการแข็งค่าที่น้อยลงไม่น่าจะหลุดกรอบ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยกรอบประมาณการในไตรมาสที่ 1/69 อยู่ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ และไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 31.70 บาทต่อดอลลาร์ ไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ และไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายไตรมาสแรกต่อเนื่องถึงต้นไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะมีปัจจัยด้าน Seasonality ที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย เพราะจะเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจส่งเงินกลับให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ (Dividend Payout) และเป็นช่วง Low Season ที่รายได้จากภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับลดลง ขณะที่ภาคการผลิตของไทยอาจมีการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับแย่ลง กดดันบาทอ่อนค่าได้
“เงินบาทอาจไม่แข็งค่าไปได้มาก โดยน่าจะมีแนวรับอยู่ที่ราว 31.00 บาทต่อดอลลาร์ เพราะหากดูเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ราว 1.8-1.9% ถือว่าขยายตีวต่ำกว่าศักยภาพ 2.7% และเครดิตดีมานด์ และเอสเอ็มอีติดลบ การลงทุนไม่ดีมาก การกระตุ้นทำได้จำกัดจากเพดานหนี้ ทำให้การแข็งค่าต่ำกว่า 31 เป็นไปได้ยาก เพราะตอนนี้ ธปท.เข้าไปดูแลค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับในอดีต ซึ่งเฉลี่ยเกือบ 1.8-1.9% ของจีดีพี ซึ่งเข้าใกล้ 2% ของจีดีพี ซึ่งอาจจะเข้าเกณฑ์ US Treasury ที่จัดเป็นประเทศแทรกแซงค่าเงิน”
ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว SCBFM ได้กำหนด 3 กลยุทธ์สำคัญในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจในปี 2569 ได้แก่
1.FX Advisory บริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการให้คำแนะนำเชิงลึกในการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของลูกค้า อาทิ FX Forward และ FX Options เพื่อเปลี่ยนความผันผวนของค่าเงินให้เป็นความเสี่ยงที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยในปี 2569 SCBFM แนะนำผู้ประกอบการเพิ่มสัดส่วนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ควบคู่กับการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเป็นหลัก
2.Go Global สนับสนุนลูกค้าในการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยธนาคารได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนในต่างประเทศ อาทิ บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-FCD) เพื่อรองรับการลงทุนที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes) ที่ถูกออกแบบโดยอ้างอิงสินทรัพย์ต่าง ๆ อาทิ หุ้นสหรัฐ ทองคำ และอัตราดอกเบี้ย
และมีทางเลือกทั้งการลงทุนเป็นเงินบาทหรือเงินดอลลาร์สหรัฐ ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนจากตลาดโลกภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมา ไทยพาณิชย์ก็ได้ออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐ เป็นธนาคารแรกในประเทศไทย
3.Digital & AI Adoption พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็น Digital Hedging Ecosystem โซลูชั่น บริหารความเสี่ยงครบวงจร วางแผนพัฒนาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนออนไลน์ (FX Online) ให้รองรับฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อให้ตอบโจทย์การบริหารความเสี่ยงและกระแสเงินสดของลูกค้าได้ครบวงจรมากขึ้น
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ปริมาณธุรกรรม FX ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น FX Online และ FX API เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของธุรกรรม FX ทั้งหมด ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากกว่า 50% ภายในปี 2569 พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและพัฒนาเครื่องมือแนะนำด้านการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยที่มีความแม่นยำและเฉพาะเจาะจงกับธุรกิจแต่ละรายมากยิ่งขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: ไทยพาณิชย์ ชี้เงินบาทแข็งค่าหลุด 31 บาทยาก เหตุเศรษฐกิจโตช้า-ธปท.ช่วยพยุง
