ผู้เชี่ยวชาญและบุคคลสำคัญในวงการการเงินต่างเตือนว่า การครอบงำของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในเศรษฐกิจอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในปี 2008 หรือที่เรียกกันว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ รวมถึงวิกฤตสินเชื่อซับไพรม ล่าสุดความกังวลในเศรษฐกิจสหรัฐมาจาก “เจมี ไดมอน” ผู้บริหารระดับสูงของ เจพีมอร์แกนเชส แต่คราวนี้อาจเกิดจากกลุ่มซอฟต์แวร์เพราะปัญญาประดิษฐ์
นายเจมี ไดมอน ซีอีโอเจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Chase & Co.) บริษัทธนาคารและบริการทางการเงินข้ามชาติสัญชาติอเมริกันกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเตือนว่า สภาพการณ์บางอย่างในตลาดการเงินกำลังทำให้นึกถึงช่วงหลายปีก่อนวิกฤตการเงินปี 2008 ที่เกิดกับภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ครั้งนี้อาจเป็นภาคซอฟแวร์เพราะปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)
ตามรายงานของซีเอ็นบีซี (CNBC) ในงานวันพบปะนักลงทุนประจำปีของเจพีมอร์แกน เชส เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ ไดมอนระบุถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บรรยากาศตอนนี้คล้ายกับช่วง 3 ปีก่อนเกิดวิกฤตครั้งนั้นมาก
“กระแสน้ำขึ้นกำลังพัดพาเรือทุกลำขึ้นไป ทุกคนต่างทำเงินได้มากมาย ผู้คนต่างใช้ประโยชน์จากเงินกู้จนเต็มที่ ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้” ทั้ง “ราคาและปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์ที่สูง และคิดว่าเราไม่มีปัญหาอะไรเลย” ซีอีโอเจพีมอร์แกน เชสกล่าว
ในที่สุดแล้ว วงจรเศรษฐกิจจะพลิกผัน นำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้จำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ให้กู้ในวงกว้าง และมักจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึง
ไดมอนกล่าวว่า “มักจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์เกิดขึ้นในวัฏจักรสินเชื่อเสมอ” และบางภาคส่วนอาจดูมั่นคงกว่าที่เป็นจริงในช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤต
“ครั้งนี้ อาจเป็นซอฟต์แวร์ เพราะปัญญาประดิษฐ์” ไดมอนกล่าว “มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอยู่ข้างใต้ มันทำให้เกิดความท้าทายต่ออุตสาหกรรม”
สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้เห็นการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนถึงจุดที่บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีอนาคตผูกติดอยู่กับซอฟต์แวร์ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วนี้
ตัวอย่างเช่น Nvidia เป็นบริษัทที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากความเฟื่องฟูทางการเงินนี้ โดยกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกด้วยส่วนต่างที่มากพอสมควร และมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) ในเวลาเพียงสามปี ด้วยฮาร์ดแวร์สำคัญที่บริษัทผลิต
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน การพูดคุยมากมายเกี่ยวกับ AI กังวลว่า “ฟองสบู่” กำลังจะแตก เนื่องจากรายได้ไม่สอดคล้องกับการลงทุนที่บริษัทจำนวนมากได้ลงทุนไป และคำเตือนที่สำคัญอาจมาจากนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศสหรัฐ
ตามรายงานของ LBC เผยแพร่เมื่อ 25 พฤศจิกายน 2025 กรณีไมเคิล เบอร์รี นักลงทุนชื่อดัง ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่โด่งดังหลังจากทำนายวิกฤตทางการเงินปี 2008
อย่างไรก็ตาม เขากลับมาเป็นข่าวอีกครั้งหลังจากการลงทุนที่อาจสั่นสะเทือนเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยเขาได้ทุ่มเงินประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 34,000 ล้านบาท) ไปกับการคาดการณ์ว่าทั้ง Nvidia และ Palantir บริษัทซอฟต์แวร์ จะมีมูลค่าหุ้นลดลง
การคาดการณ์ที่ว่า เบอร์รีกำลังส่งสัญญาณถึงภาวะฟองสบู่ได้รับการยืนยันแล้ว จากการที่บริษัทลงทุนของเขา “Scion Asset Management” ซื้อสัญญา “put” มูลค่า 912 ล้านดอลลาร์ (ราว 28,000 ล้านบาท) ใน Palantir พร้อมกับหุ้น Nvidia มูลค่า 187 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.8 พันล้านบาท)
สัญญาขาย (put contracts) อนุญาตให้นักลงทุนขายหุ้นของตนในราคาคงที่ตามที่ตำลงกันไว้ ตราบใดที่อยู่ภายในระยะเวลาที่จำกัด ซึ่งช่วยให้ชสามารถทำกำไรจากการลดลงของมูลค่าตลาดหลังจากที่ลงทุนไปแล้ว
การซื้อหุ้นจำนวนมากในบริษัทที่ได้รับผลกำไรอย่างมากจากการเติบโตของ AI บ่งชี้ว่า เบอร์รี มองเห็นการลดลงของราคาหุ้นที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า แม้ว่าจะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างไรหรือเมื่อใด
กลับมาที่ซีอีโอเจพีมอร์แกน เชส ได้เคยเตือนเกี่ยวกับตลาดสินเชื่อเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว หลังจากที่สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ตัดหนี้สูญ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) หลังจากการล้มละลายของสองบริษัทอเมริกันทั้งบริษัทปล่อยสินเชื่อรถยนต์และตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ซับไพรม์อย่างไตรคัลเลอร์ (Tricolor) อีกทั้งการล้มละลายของเฟิร์สต์ แบรนด์ส (First Brands) ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ บ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาด้านสินเชื่อเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ และยังมีอีกสองสามบริษัทที่เห็นว่าอยู่ในประเภทเดียวกัน ซึ่งทางเจพี มอร์แกนกำลังตรวจสอบ
“ตลาดสินเชื่อขาขึ้นมาเกือบตลอดปี 2010 เป็นสัญญาณเริ่มต้นว่าอาจมีสินเชื่อส่วนเกินอยู่บ้างเนื่องจากสถานการณ์นี้ หากเราเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย จะได้เห็นปัญหาด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีกมากมาย” ซีอีโอเจพีมอร์แกน เชส
ต่อมา นายแอนดรูว์ เบลีย์ (Andrew Bailey) ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษกล่าวต่อคณะกรรมาธิการสภาขุนนางเมื่อเดือนตุลาคมปี 2025 ว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาถึงความล้มเหลวของสองบริษัทใหญ่สหรัฐ ได้แก่ เฟิร์ส แบรนด์ส ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ และไตรคัลเลอร์ ผู้ให้บริการสินเชื่อซับไพรมอย่างจริงจัง และได้เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับวิกฤตการเงินหรือวิกฤตซับไพรม
เบลีย์ย้ำว่า การล้มละลายของเฟิร์ส แบรนด์ส และไตรคัลเลอร์ ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับคุณภาพของข้อตกลงในตลาดสินเชื่อเอกชน ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทต่าง ๆ จัดหาสินเชื่อจากผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคาร
อ่านข่าวต้นฉบับ: จับตา “ฟองสบู่เอไอ” ซีอีโอเจพีมอร์แกน-ผู้เชี่ยวชาญหวั่นซ้ำรอยวิกฤตการเงินปี 2008