8-9 มีนาคมนี้ พรรคภูมิใจไทยจัดอีเวนต์ใหญ่ ประชุม สส. “ถอดรหัส 192 เสียง : โอกาสและความท้าทาย” ปิดสนามช้างอารีนา แห่งเมืองบุรีรัมย์ เมืองหลวงสีน้ำเงิน โชว์พาวเวอร์จำนวนเสียงในสภายิ่งกว่า “หล่อเลือกได้”
ฉลองชัยชนะทางการเมือง หลังจากสถาปนาพรรคครบ 17 ปี กลายเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
จำนวนเสียงจัดตั้งรัฐบาลเบื้องต้นพรรคภูมิใจไทยรวบรวมได้แล้ว 292 เสียง จากทั้งหมด 15 พรรค ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง พรรคเพื่อไทย 75 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง
พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง พรรคโอกาสใหม่ 1 เสียง
ในวันนั้นพรรคภูมิใจไทยจะมี “แกรนด์โอเพ่นนิ่ง” พรรคไหนได้สิทธิเข้าร่วมรัฐบาล พรรคไหนหลุดวงโคจร โดยคณะกรรมการบริหารพรรคจะรับฟังความเห็นจาก สส. ก่อนพิจารณามีมติในทิศทางเดียวกัน เพื่อเดินหน้าเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ
แม้เวลานี้พรรคภูมิใจไทยกำลังเดินหน้าฟอร์มรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางคลื่นใต้น้ำทั้งในพรรค-นอกพรรคภูมิใจไทย
โดยเฉพาะปัจจัยการมี-ไม่มีพรรคกล้าธรรมในสมการ บวกกับปัจจัยการจัดสรรเก้าอี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคการเมือง “สไตล์บ้านใหญ่” เต็มขั้น มีบ้านใหญ่กว่า 20 ตระกูลมาอยู่ใต้ชายคาซุ้มน้ำเงิน
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ตั้งเกณฑ์คัดหน้าตารัฐมนตรี “อนุทิน 2” ต้องไม่มีสีเทา การตรวจสอบประวัติต้อง “เข้มข้นกว่าเดิม”
จึงมีรายงานว่า “อนุทิน” ตั้งเกณฑ์ “มาตรฐานทางจริยธรรม” โดยยึดคำวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ที่กลุ่ม สว.ร้องเอาผิดนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม แทรกแซงการเลือกตั้ง สว. แม้คดีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าทั้ง 2 อดีตรัฐมนตรีไม่มีความผิด แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลัก “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ไว้ว่า
คำปรารภและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้บุคคลที่จะดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรี” ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติสูงกว่าบุคคลที่จะเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” และเพื่อเป็นการวางมาตรฐาน หรือยกระดับคุณสมบัติของรัฐมนตรีให้สูงขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นส่วนประกอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 158 วรรคหนึ่ง
ทั้งนี้ การมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ย่อมหมายความว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมที่บกพร่องจากมาตรฐาน หรือขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริต หรือพฤติการณ์บิดเบือนเพื่อให้ตนเองได้ไปซึ่งผลประโยชน์ของส่วนรวม หรือของบุคคลอื่นโดยมิชอบ
“แต่ไม่ถึงกับต้องแสดงให้ปรากฏว่าบุคคลนั้นมีความประพฤติดีงามอย่างชัดเจน เพียงไม่ประพฤติตนให้ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างชัดเจน”
ความประจักษ์ในที่นี้จึงหมายถึง ไม่มีพฤติกรรมที่ปรากฏในทางมิชอบ หรือไม่สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ของรัฐมนตรีที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นส่วนรวม”
ดังนั้น จึงมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยตีกลับรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย 3 รายคือ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สมศักดิ์ เทพสุทิน รวมถึงประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่ยังมีคดีสแกนม่านตาค้างอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ยอมรับว่าพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้รับการติดต่อทาบทามร่วมรัฐบาล
ดังนั้น หากการฟอร์มรัฐบาลภูมิใจไทยไม่มีพรรคกล้าธรรมอยู่ในสมการ เก้าอี้รัฐมนตรีอาจลงตัวมากขึ้นเมื่อไม่มีพรรค 58 เสียงมาแชร์สัดส่วน
ตามสูตรการจัดเก้าอี้รัฐมนตรี 10 สส.ต่อ 1 รัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยจะมี 19 รัฐมนตรี วางไว้ 14 กระทรวง อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ คาดว่าจะนั่ง รมว.อุตสาหกรรม เช่นเดียวกับนายสุชาติ ชมกลิ่น ที่คาดว่าจะนั่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะที่บ้านใหญ่เดิมของพรรคภูมิใจไทยยังได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีตามเดิม อาทิ นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึง ไชยชนก ชิดชอบ สานงานต่อโดยนั่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
รวมถึง “ดรีมทีมคนนอก” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นั่งรองนายกฯ ควบ รมว.คลัง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ นั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นั่งรองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
พรรคใหญ่พรรคเดียวที่ร่วมรัฐบาลคือ พรรคเพื่อไทย 75 เสียง ได้เก้าอี้รัฐมนตรี 8 เก้าอี้ แบ่งเป็น 4 รัฐมนตรีว่าการ 4 รัฐมนตรีช่วยว่าการ คาดว่าจะได้โควตารัฐมนตรีที่เคยอยู่ในการโควตาพรรคกล้าธรรม
ทั้งนี้ ชื่อรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยที่นิ่งที่สุดคือ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ที่พรรคเพื่อไทยวางไว้เป็นรัฐมนตรี โดยคาดหมายว่าจะนั่งเก้าอี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แม้มีเสียงท้วงจากคนในพรรคบางกลุ่มที่เห็นว่าควรเก็บ “ยศชนัน” ไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีแผลทางการเมือง
ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน โผยังฝุ่นตลบว่าใครจะมานั่งเก้าอี้ เนื่องจากแกนนำพรรคยังไม่ตัดสินใจ แต่เบื้องต้นบุคคลที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีอาจได้ลุ้นนั่งเก้าอี้ใน ครม. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะหัวหน้าพรรค สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผอ.เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย หรือพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ขุนพล กทม. สมศักดิ์ เทพสุทิน ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ยังรอลุ้นติดปัญหาปมสแกนม่านตา และชื่อ มนพร เจริญศรี สส.นครพนม หัวหอกภาคอีสาน
ส่วนพรรคเล็กที่มี สส. 5 คน อย่างพรรคพลังประชารัฐ อาจได้นั่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม ไทม์ไลน์การตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผล 396 คน เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ชอตต่อไปคือ กกต.รับรอง สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม โดยคาดหมายว่าวันที่ 5 มีนาคม กกต.ประกาศรายชื่อ สส.ทั้งสองระบบอย่างเป็นทางการ
จากนั้น 8-9 มีนาคม พรรคภูมิใจไทยจะประชุม สส.พรรคที่สนามช้าง อารีนา บุรีรัมย์ พร้อมกับเปิดตัวพรรคร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย ที่จะยกมือสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ สมัย 2
12 มีนาคม คาดหมายว่าจะมีการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อดำเนินการเลือกประธานสภา และรองประธานสภาอีก 2 คน
จากนั้นประธานสภาจะบรรจุระเบียบวาระลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี คาดว่าไม่เกินวันที่ 19 มีนาคม จากนั้นเข้าสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ และรอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
ขั้นตอนต่อไป นายกรัฐมนตรีจะจัดทำบัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล ส่งให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติ ประสานข้อมูลร่วมกับคณะกรรมการป้องการและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ แล้วจึงนำรายชื่อทั้ง 35 คนขึ้นทูลเกล้าฯ
จากนั้นเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีนำ ครม.เข้าถวายสัตย์ รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งขณะนี้พรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินการร่างคำแถลงนโยบายใกล้เสร็จแล้ว รอในส่วนนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเนื้อหาคำแถลงหลัก ๆ จะอยู่ในกรอบนโยบาย 10 พลัส
จากนั้นช่วงปลายเมษายน หรือต้นพฤษภาคม ครม.อนุทิน 2 จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ
อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดเมืองหลวงสีน้ำเงิน แกรนด์โอเพนนิ่งพรรครัฐบาล