คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ถือว่า “เสียหน้า” ครั้งใหญ่ระดับโลกสำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อศาลสูงสุดของสหรัฐมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ว่าการใช้อำนาจเรียกเก็บภาษี “ต่างตอบโต้” กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ภายใต้กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) นั้น เป็นการใช้อำนาจ “เกินขอบเขต” ของประธานาธิบดี อำนาจในการใช้กฎหมาย IEEPA ควรเป็นของรัฐสภา (คองเกรส) จึงเป็นการกระทำมิชอบด้วยกฎหมาย
สำหรับปฏิกิริยาของทรัมป์ต่อคำตัดสินนั้น ไม่ผิดคาดหมาย เพราะเขาแทบไม่เคยแสดงความเคารพคำตัดสินของศาลอยู่แล้วหากตัดสินไม่ถูกใจ ดังนั้น จึง “ตอบโต้” ด้วยถ้อยคำรุนแรงตามปกตินิสัย และเพื่อจะแสดงความดื้อแพ่งต่อคำสั่งศาล ทรัมป์ได้ประกาศทันทีในการนำเอากฎหมายอื่น ๆ มาบังคับใช้ทดแทน IEEPA เพื่อทำให้สามารถเก็บภาษีกับประเทศต่าง ๆ ต่อไปได้ โดยประเดิมด้วย มาตรา 122 ของกฎหมายแม่บทการค้า (Trade Act ) ซึ่งทรัมป์เรียกเก็บกับทุกประเทศ 10% มีผลทันที ก่อนที่วันต่อมาจะเพิ่มเป็น 15% หรือเต็มเพดานตามที่กฎหมายอนุญาต
อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจตามมาตรา 122 มีการจำกัดระยะเวลาไว้ที่ 150 วันเท่านั้น หากทรัมป์ต้องการจะต่อเวลา ต้องนำไปขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน ย่อมไม่สะดวกและคล่องตัวเหมือน IEEPA ที่ทรัมป์ใช้อย่าง “เพลิดเพลิน” เพราะอยากเรียกเก็บเท่าไหร่ก็ได้ตามอำเภอใจและไม่มีการจำกัดเวลา ซึ่งทรัมป์ก็ทำอย่างนั้นจริง
นอกจากมาตรา 122 ทรัมป์และคณะก็ยังมีเครื่องมืออื่น อาทิ มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากบางประเทศที่มีนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ และมาตรา 232 แห่งกฎหมายว่าด้วยการขยายการค้า (Trade Expansion Act) ปี 1962 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดภาษีสินค้านำเข้าบางอย่างที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
อันที่จริงทรัมป์และพวกได้เตรียมกฎหมายทดแทนเหล่านี้ไว้ล่วงหน้านานแล้ว ตั้งแต่ศาลการค้าระหว่างประเทศมีคำสั่ง “ระงับ” การเก็บภาษีภายใต้ IEEPA เพราะมิชอบด้วยกฎหมาย ก่อนที่จะแพ้อีกในชั้นศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำสั่งของศาลการค้าระหว่างประเทศ และสุดท้ายแพ้ในศาลสูงสุด อย่างที่จะเห็นว่าระหว่างรอลุ้นคำสั่งศาลสูงสุดนั้น ทรัมป์ได้ออกมาขู่ว่าหากศาลตัดสินให้เขาแพ้ รัฐบาลต้องจ่ายคืนภาษีมหาศาล อาจทำให้สหรัฐอเมริกาล้มละลายได้ ซึ่งสะท้อนว่าทรัมป์อาจประเมินแล้วว่ามีโอกาสแพ้สูง
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้ออกมา “ดักคอ” ประเทศต่าง ๆ ที่กำลังดีใจกับคำตัดสินของศาลในครั้งนี้ ในทำนองว่าอย่าอาศัยคำตัดสินของศาลมาเล่นเกม หรือเตะถ่วงที่จะไม่ทำตามข้อตกลงที่เจรจากันไปแล้ว
ไมเคิล โฟรแมน ประธานสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชี้ว่า ถึงแม้รัฐบาลทรัมป์มีกฎหมายและเครื่องมืออีกมากที่จะนำมาใช้แทน IEEPA แต่กฎหมายเหล่านั้นทำให้รัฐบาลเผชิญกับข้อจำกัดมากกว่า IEEPA ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ มากกว่า อีกทั้งมีการจำกัดระยะเวลา อย่างเช่นมาตรา 122 ที่จำกัดเวลาไว้เพียง 150 วัน หากทรัมป์ต้องการขยายเวลาออกไป
ซึ่งต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ทรัมป์และคณะก็จะต้องคิดหนัก ว่าหากจะใช้อำนาจอื่น ๆ มาเรียกเก็บภาษีในช่วงใกล้กับการเลือกตั้งกลางเทอมในปีนี้ (พฤศจิกายน 2026) เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ เพราะจากผลสำรวจคนอเมริกันส่วนใหญ่ เชื่อว่าภาษีศุลกากรของทรัมป์เป็นสาเหตุให้ราคาสินค้าแพงขึ้น และเห็นว่าควรมีการจำกัดอำนาจประธานาธิบดีเกี่ยวกับการเก็บภาษี ดังนั้น การขึ้นภาษีในปีที่มีการเลือกตั้งอาจสร้างปัญหาทางการเมือง
โฟรแมนระบุว่า ถึงแม้ประเทศต่าง ๆ จะดีใจต่อคำตัดสินของศาลในครั้งนี้ แต่พวกเขาอาจไม่อยากจะแสดงออกเด่นชัดเกินไปว่าต้องการยกเลิก หรือเจรจาใหม่สำหรับข้อตกลงที่ทำกับสหรัฐไปแล้วก่อนหน้านี้ เพราะเสี่ยงจะทำให้ทรัมป์โกรธ อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว กฎหมายอื่นที่ทรัมป์นำมาทดแทน IEEPA ทั้งมาตรา 122, 232 และ 301 ก็จะทำให้ประเทศคู่ค้าของสหรัฐต้องจ่ายภาษีในอัตราใกล้เคียงกับของเดิม
อย่างไรก็ตาม โฟรแมนชี้ว่า ผลพวงที่สำคัญจากคำตัดสินของศาลดังกล่าว ก็คือมันจะเป็นการ “ลดอำนาจ” ของประธานาธิบดีในการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือตามอำเภอใจ เพื่อข่มขู่หรือเพิ่มการลงโทษประเทศอื่น ๆ ในเรื่องที่นอกเหนือการค้า อย่างเช่นขู่จะเพิ่มภาษีชาติยุโรปที่ออกมาปกป้องเกาะกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก หรือขู่จะเพิ่มภาษีกับแคนาดาที่อนุญาตให้จีนส่งรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาขายในแคนาดา รวมถึงการขึ้นภาษีบราซิลเพียงเพราะไม่พอใจที่อดีตประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนาโร ซึ่งทรัมป์ถือว่าเป็นเพื่อนรักถูกรัฐบาลบราซิลดำเนินคดีอาญา
เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว นี่คือการตัดสินครั้งสำคัญของศาลสูงสุดสหรัฐที่สร้างความ “ถดถอย” ให้กับรัฐบาลทรัมป์ และเป็นสิ่งเตือนความจำว่า กลไกการ “ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ” ยังทำงานอยู่ แต่ในระยะยาวพวกเรามีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ในโลกที่มีภาษีศุลกากรสูงกว่าช่วงก่อนที่จะมีรัฐบาลทรัมป์
สำหรับประเด็นการฟ้องร้องรัฐบาลทรัมป์ เพื่อขอคืนภาษีที่ถูกเก็บไปหลังจากศาลสูงสุดมีคำพิพากษาว่าผิดกฎหมาย แต่ศาลไม่ได้ระบุว่ารัฐบาลต้องคืนเงินนั้น จนถึงขณะนี้บรรดาบริษัทของสหรัฐมากกว่า 1,000 ราย ได้เริ่มกระบวนการฟ้องร้องเพื่อขอเงินคืนแล้ว โดยประเมินว่าภาษีที่รัฐบาลเก็บไปน่าจะมีจำนวนราว 1.75 แสนล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้มีบริษัทใหญ่ ๆ เช่น คอสโก เรฟลอน และล่าสุดก็คือเฟดเอ็กซ์ได้ยื่นฟ้องร้องด้วย โดยเริ่มที่ศาลการค้าระหว่างประเทศซึ่งถือเป็นศาลชั้นต้น
สมาพันธ์ค้าปลีกแห่งสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ว่า คำตัดสินของศาลสูงสุดสร้างความแน่นอนให้กับธุรกิจและผู้ผลิตของสหรัฐ จึงขอวิงวอนให้ศาลชั้นต้นช่วยสร้างความมั่นใจว่ากระบวนการต่าง ๆ เพื่อคืนเงินภาษีจะราบรื่น การคืนภาษีจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ กลับไปลงทุนอีกครั้ง เกิดการจ้างงาน
อ่านข่าวต้นฉบับ: ผลสำคัญ ‘คำตัดสินศาลสูง’ จำกัดอำนาจ ‘ทรัมป์’ ใช้ภาษีขู่มั่วซั่ว