คอลัมน์ : Politics policy people forum
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผล 396 สส.เข้าสภา “นักเลือกตั้ง” ตบเท้ารับใบรับรองไปแสดงตัวกับสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกันถ้วนหน้า
ขั้นตอนหลังจากนี้ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 121 หลังจาก กกต.รับรองผลเลือกตั้งแล้ว จะต้องมีการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกภายใน 15 วัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่การเมืองฝุ่นตลบปมจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 หากโฟกัสไปที่จำนวนเสียงของฝ่าย “นิติบัญญัติ” ใครเป็นฝ่ายรัฐบาล-ใครเป็นฝ่ายค้าน
ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว 292 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง พรรคเพื่อไทย 75 เสียง ขณะที่พรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง
พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง พรรคโอกาสใหม่ 1 เสียง
ขณะที่ฝ่ายค้านสถานการณ์ในวันนี้ มีพรรคประชาชน 118 เสียง เป็นพรรคยืนพื้น เนื่องจากได้อันดับ 2 เตรียมเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ขณะที่พรรคการเมืองอื่นซึ่งยังไม่ถูกเชิญร่วมรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง รวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง พรรคไทยภักดี 1 เสียง
จำนวนตัวเลขในฝ่ายค้านที่ยังไม่เป็นทางการมีไม่ถึง 150 เสียง ยังไม่รวมพรรคกล้าธรรม 58 เสียง ซึ่งมีสถานะสุ่มเสี่ยงที่จะไม่ได้ “ตั๋ว” ใบสุดท้ายในการร่วมรัฐบาล
หากส่องวาระ “นิติบัญญัติ” ในวันนี้ ช่วงที่พรรคภูมิใจไทยครองเสียงข้างมากในสภาได้อย่างแข็งแกร่งมากที่สุด และยังเชื่อมสายสัมพันธ์กับวุฒิสภา
มีวาระกฎหมายที่อาจทำให้อุณหภูมิการเมืองกลับมาปะทุอีกครั้ง โดยรัฐบาลภูมิใจไทยต้อง “ตัดสินใจ” ว่าจะเดินหน้าต่อ หรือหยุดอยู่แค่นี้
เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่มีการยุบสภา ร่างกฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ถ้ารัฐสภายังไม่ได้เห็นชอบ ให้มีอัน “ตกไป” แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีใหม่หลังการเลือกตั้ง “ร้องขอ” ต่อรัฐสภา เพื่อให้สภาผู้แทนฯ หรือวุฒิสภาพิจารณาต่อไป ถ้าที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบด้วย ก็ให้สภาผู้แทนฯ หรือวุฒิสภาเดินหน้า
แต่มีเงื่อนไขว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องร้องขอภายใน 60 วัน นับแต่มีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป
ในจำนวนกฎหมายหลายฉบับที่ค้างอยู่ในการพิจารณา มี 2 ฉบับที่สำคัญมาก…สำหรับฉากการเมืองต่อไป
กฎหมายฉบับแรกคือ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. หรือที่นักเลือกตั้ง-นักเคลื่อนไหวการเมืองเรียกว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งผ่านวาระ 3 ในการประชุมสภาสมัยที่แล้ว เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ด้วยเสียงเห็นชอบ 280 เสียง ไม่เห็นชอบ 0 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 2 ผ่านให้วุฒิสภาพิจารณา
ต่อมา 28 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติรับไว้พิจารณา ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 137 เสียง ไม่เห็นด้วย 2 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง แต่ในขณะที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของ สว. กลับเกิดอุบัติเหตุในการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ประกาศยุบสภา ร่างกฎหมายดังกล่าวหยุดชะงักทันที
ดังนั้น ขึ้นอยู่กับรัฐบาลอนุทิน 2 จะร้องขอให้รัฐสภาเดินหน้าพิจารณากฎหมายต่อหรือไม่
ทั้งนี้ สาระร่างกฎหมายดังกล่าว นิรโทษกรรมให้กับการกระทำของบุคคลที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมือง หรือจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568
ตามไทม์ไลน์การชุมนุมทางการเมืองในช่วงเวลาที่มีสิทธิได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ จะประกอบด้วย การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 2 ครั้ง (ก่อนรัฐประหาร 19 กันยาฯ 49 และช่วงรัฐบาลพรรคพลังประชาชน) การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2552-2553 การชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) การชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นักศึกษาในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่ในจำนวนนี้ไม่รวมคดีทุจริต การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัว หรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม
ซึ่งพลิกไปดูคดีของกลุ่ม นปช. และคดีของกลุ่ม กปปส. รวมถึงคดีการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ยังมีหลายคดีที่ยังไม่สิ้นสุด เช่น คดีหมายเลขดำ อ.968/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง 5 แกนนำ นปช. จำคุก 4 ปี 4 เดือน ซึ่งแกนนำ นปช.ได้ยื่นขออุทธรณ์สู้คดีต่อ
หรือคดีของกลุ่ม กปปส. คดีหมายเลขดำ อ.247/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. กับพวกแกนนำ และแนวร่วม กปปส. ฐานเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ, ก่อการร้าย, ยุยงให้หยุดงานฯ, กระทำให้ปรากฏด้วยวาจาหรือวิธีการอื่นใดฯ ทำให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในราชอาณาจักรฯ, อั้งยี่, ซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ซึ่งอยู่ระหว่างการสู้ต่อในชั้นศาลฎีกา
ดังนั้น รัฐบาลอนุทินจึงกำความ “ผู้กำหนดเกม” นิรโทษกรรมไว้ในมือ
ขณะที่เกมเดินหน้าการมี “รัฐธรรมนูญใหม่” จะเริ่มเข้มข้น เมื่อเสียงประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กว่า 19,978,736 เสียง คิดเป็นประมาณ 60% ของผู้มาใช้สิทธิ ชนะเสียงไม่เห็นชอบ 10,553,327 เสียง
ย้อนความในคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ “อนุทิน” ประกาศยุบสภา วันนั้นมีการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ในวาระ 2 รายมาตรา ในมาตรา 256/28 ที่ สว.สีน้ำเงินแปรญัตติให้การเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยืนยันต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 เสียง ท่ามกลางการคัดค้านของพรรคประชาชน และเมื่อมีการโหวตลงมติปรากฏว่าพรรคภูมิใจไทยยกหนุนการแปรญัตติของ สว. เป็นเหตุให้เกิดการแตกหักและเกิดการยุบสภาในที่สุด
ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการได้ “ขอถอน” กลับออกไป
ดังนั้น ด้วยเหตุที่มีการยุบสภา รัฐบาลอนุทินจะต้อง “ร้องขอ” จากรัฐสภาให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับดังกล่าวนำมาพิจารณาใหม่อีกครั้งหรือไม่
แต่แหล่งข่าว สว.สีน้ำเงินเชื่อว่ารัฐบาลอนุทินจะปัดทิ้ง และให้แต่ละฝ่ายเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับใหม่ขึ้นมา แต่ถึงอย่างไร สว.เสียงข้างมากก็คงยืนยันจุดเดิมว่า การเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ต้องให้ สว.เห็นชอบด้วย 1 ใน 3 เว้นแต่หากมีการเสนอว่าการเห็นชอบ ใช้เสียง 2 ใน 3 หรือ 500 เสียงของรัฐสภาอาจจะรับได้
“สถานการณ์แก้รัฐธรรมนูญตอนนี้อยู่ในมือของฝ่ายอนุรักษนิยมแล้ว” แหล่งข่าว สว.สีน้ำเงินกล่าว
2 เกมกฎหมายร้อนรอปะทุ
อ่านข่าวต้นฉบับ: นิรโทษกรรม-แก้รัฐธรรมนูญ 2 ปมเดือด นิติบัญญัติสีน้ำเงิน