ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลายด้าน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเงิน สภาพอากาศ การค้า รวมถึงพลังงาน นับว่าเป็นความท้าทายกับภาคธุรกิจ
แต่สำหรับ “บางจาก” นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์ประชาชาติธุรกิจ ถึงมุมของการเติบโตด้วยกลยุทธ์ที่เรียกว่า “รีไซเคิลเงินทุน” เป็นการลงทุนและการถอนการลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้วันนี้บางจากทำรายได้กว่า 500,000 ล้านบาท
ในขณะที่ “น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)” จะได้เห็นน้ำมันหยดแรกในกลางปีนี้ เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน ยึดหลักการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG และการปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ควบคู่ไปกับการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินขององค์กร
ที่เราโตได้ขนาดนี้เพราะเราใช้กลยุทธ์ปรับพอร์ตการลงทุน สร้างมูลค่าผ่านการลงทุนและถอนการลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Disciplined Portfolio Optimization) ดำเนินกลยุทธ์ปรับพอร์ตการลงทุนอย่างมีวินัย ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2563 เราถอนการลงทุนเหมืองลิเทียมในอาร์เจนตินา ต่อมา มี.ค. 2565 ถอนการลงทุนโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซีย ส่วนเดือน ก.พ. 2566 เราเข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ (CCGT) ในสหรัฐอเมริกา
ต่อมาเดือน ก.ย. 2566 เข้าซื้อหุ้นเอสโซ่ ประเทศไทย และเปลี่ยนเป็นปั๊มน้ำมันบางจาก เดือน มิ.ย. 2567 เราถอนการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น จนในที่สุด ก.พ. 2569 เราเข้าซื้อหุ้น Chevron Hong Kong Limited (CHK) ที่เป็นการขยายการลงทุนไปยังตลาดพลังงานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ถือเป็นก้าวสำคัญทั้งในการขยายธุรกิจต่างประเทศ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
ย้อนกลับไปดูตอนที่เราใช้เงินลงทุนในเหมืองลิเทียมที่อาร์เจนตินา 1,200 ล้านบาท ขายไปประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท กำไรประมาณ 4,000 ล้านบาท ต่อมาเราลงทุน BCPG เอง ลงทุนที่อินโดนีเซีย 10,000 ล้านบาท ขายไป 12,000 ล้านบาท ได้กำไรอีก 2,000 ล้านบาท แล้วเราก็เอาเงินก้อนนี้กลับมาลงทุนในสหรัฐ เพราะฉะนั้นจากที่ใช้เงินลงทุนไปได้ ผลตอบแทนประมาณ 7-8% การลงทุนของเราไม่ใช่ลงแล้วก็แช่ แต่เราจะใช้วิธีการหมุนการลงทุนไปรีไซเคิลเงินกลับเข้ามา
ช่วงปี 2566 เราไซเคิลเงินอีกรอบ มีการขายเงินลงทุนในญี่ปุ่น ซึ่งได้ผลตอบแทน 5-6% เพื่อจะเอามาลงทุนใหม่ เรามีการบริหาร Portfolio อยู่ตลอดเวลา แล้วก็ปีนี้ จริง ๆ มีการลงทุนที่คุยกันไว้นานพอสมควร แต่จะมีปัญหาด้านเทคนิคเล็กน้อย จนกระทั่งมาครบเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
อย่างดีลล่าสุด หลังจากที่บางจากเข้าซื้อหุ้นกิจการบริษัท Chevron Hong Kong Limited (CHK) ในสัดส่วน 100% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการชำระเงินในช่วงกลางปี 2569 โดยใช้แหล่งเงินทุนจากเงินกู้สถาบันการเงินและกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ขณะที่ CHK จะทำการเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited ซึ่งจะดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Caltex by Bangchak ทุกปั๊มในฮ่องกง
จากนั้นในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ จะทยอยเปลี่ยนป้ายชื่อ Bangchak ภายใน 2 ปี เพื่อให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์บางจากมากกว่านี้ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ Caltex ในฮ่องกง มีส่วนแบ่งตลาดถึง 17% การลงทุนตรงนี้เราน่าจะคืนทุน 6-7 ปี แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมาก
CHK ดำเนินธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรม และเชื้อเพลิงทางทะเล เป็นผู้ให้บริการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านช่องทางค้าปลีก ภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจเดินเรือ การที่เราเข้าซื้อหุ้น 100% จาก Chevron ด้วยมูลค่าการลงทุนเบื้องต้น 270 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจปรับตามส่วนต่างเงินทุนหมุนเวียน ณ วันที่แล้วเสร็จธุรกรรม และทำให้ได้รับสิทธิใช้แบรนด์ Caltex จากผู้ขาย ครั้งนี้เราใช้แหล่งเงินทุนจากเงินกู้สถาบันการเงินและกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2569 ภายหลังการเข้าซื้อ บริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited
ธุรกิจการตลาดในฮ่องกงมีค่าการตลาดอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ พร้อมกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ แล้วฮ่องกงก็เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชิงกลยุทธ์ของภูมิภาค ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนสินค้า การบริหารสินค้าคงคลัง และการกระจายสู่ตลาดภูมิภาค มีเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยนและระบบกฎหมายที่เข้มแข็ง เพราะค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกกับดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ระบบกฎหมายและหลักนิติธรรมช่วยเสริมความมั่นคงด้านการลงทุนและการดำเนินงานระยะยาว สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจการค้าน้ำมัน สามารถขยายแพลตฟอร์มการค้าน้ำมันและการเข้าถึงตลาดระดับภูมิภาคและสากล ขณะที่ช่องทางเชิงกลยุทธ์รองรับอุปทานในประเทศ เป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงจากภาวะผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปส่วนเกินในประเทศ
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้จากการขายและการให้บริการถึง 507,570 ล้านบาท เป็นการเติบโตแบบทวีคูณ หากเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดย EBITDA 35,753 ล้านบาท และกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท (กำไรหลัก 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน) พร้อมรับรู้ Synergy รวม 7,300 ล้านบาท โรงกลั่นบางจากพระโขนงและศรีราชาทำสถิติอัตราการกลั่นสูงสุดเฉลี่ย 279,700 บาร์เรล/วัน แม้เผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบต่ำและผลขาดทุนสินค้าคงคลัง
รวมถึงเสริมความมั่นคงทางการเงินและโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยยังคงเน้น ESG อย่างต่อเนื่อง และพร้อมขยายธุรกิจพลังงานใหม่ควบคู่กับฐานเดิมเพื่อรองรับการเติบโตในปี 2569 ต่อไป
ส่วนการขยายธุรกิจในปี 2569 จะผ่านโครงสร้างธุรกิจใหม่ ถ้าเป็นกลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน EBITDA เราเติบโต 25% จาก 800 ล้านบาทในปี 2568 เป็นมากกว่า 1,000 ล้านบาทในปีนี้ ถ้าเป็นกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นราว 50% จากประมาณ 32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ในปี 2568 จะเพิ่มมาเป็นประมาณ 50,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน
กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ปริมาณการกลั่นเพิ่มขึ้นในปี 2569 ประมาณการจาก 264,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2568 เป็นประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวัน ส่วนค่าการกลั่นพื้นฐาน (GRM) อยู่ในระดับแข็งแกร่งโดยปี 2568 อยู่ที่ 6.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปี 2569 คาดว่าอยู่ในช่วง 6-6.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล EBITDA จากการเข้าซื้อ Chevron Hong Kong ที่จะเริ่มสร้างให้กลุ่มบริษัทบางจาก 750-1,000 ล้านบาทในปีนี้
ส่วนกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าเป็นธุรกิจ Power & Infrastructure คาด EBITDA ปี 2569 เติบโตประมาณ 10% จากการปรับพอร์ตเพื่อเพิ่มมูลค่าขยายการเติบโตจากโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน สาธารณูปโภค ดิจิทัล และการหมุนเวียนเงินลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนและรองรับการลงทุนใหม่ ส่วนที่เป็นโรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐ ผลการดำเนินงานดีมาก มันทำให้หนุนรายได้เฉลี่ยต่อกำลังการผลิตเพิ่มต่อเนื่อง ขณะที่โครงการลม Monsoon เดินเครื่องเต็มปี กำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ โดย BCPG ถือหุ้น 48% และมี EVN เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า
สำหรับโครงการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) ที่ตั้งอยู่ภายในโรงกลั่นพระโขนง ที่ผ่านมามันควรจะผลิตได้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่เราติดปัญหาเรื่องผู้รับเหมา ทำให้การก่อสร้างหยุดชะงักไประยะหนึ่ง พอเคลียร์เสร็จ ก็คาดว่ากลางปีนี้เราจะได้เห็นน้ำมัน SAF หยดแรกผลิตแน่นอน และเริ่มออกสู่ตลาดได้ภายในกลางปี 2569
ส่วนกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ SAF ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพสูงที่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้มข้น อาทิ ยุโรป สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งมีความต้องการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานคาร์บอนต่ำ ทุกประเทศก็ต้องไปให้ถึงเป้า Net Zero
อ่านข่าวต้นฉบับ: เทคนิคโตก้าวกระโดด ‘บางจาก’ ซื้อมาขายไป-โยกกำไรลงทุนรอบใหม่
