นักวิชาการชี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ไทยขาดพลังงานเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของพลังงานทั้งหมด กระทบไปถึงค่าไฟฟ้า ดันตัวเลขเงินเฟ้อสูง รวมทั้งค่าประกันภัยการเดินเรือพุ่ง
สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ภารกิจกองทัพเรือของสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แจ้งไม่ให้เรือแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตคณะกรรมการการนโยบายการเงิน (กนง.) หนึ่งในนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ซึ่งติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อไทยอย่างต่อเนื่อง เผยแพร่บทความ “ช่องแคบฮอร์มุซกับพลังงานไทยภูมิศาสตร์และความสําคัญเชิงกลยุทธ์ของช่องแคบฮอร์มุซ” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2025 และบทความ “ความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบที่จะตามมา” เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ในเฟซบุ๊กเพจ Praipol Koomsup
“การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ไทยขาดพลังงานไปเป็นจำนวนหนึ่งในสามของพลังงานทั้งหมด ที่จะขาดแคลนมากที่สุดคือน้ำมันเพราะมีสัดส่วนที่ลดลงมากที่สุด แต่ปัญหาคงไม่ใช่เฉพาะไม่มีน้ำมันและก๊าซให้ใช้ได้อย่างเพียงพอเท่านั้น เชื่อกันว่าการปิดช่องแคบนี้จะก่อให้เกิดราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเป็นอย่างมากเพราะจะเกิดการขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก (supply ลดลงไป 20%) วงการน้ำมันคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะพุ่งขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาเรลอย่างแน่นอน และอาจขึ้นไปสูงถึง 200 ดอลลาร์ก็เป็นได้” ศ.ดร.พรายพล ระบุเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน
ศ.ดร.พรายพลกล่าวถึงผลกระทบจะรุนแรงที่สุดต่อประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง และประเมินศักยภาพจะปิดกั้นฮอร์มุซของอิหร่าน ดังนี้
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันดิบโลก เนื่องจากประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก (กว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ถูกลำเลียงผ่านช่องแคบนี้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไทยต้องนำเข้าโดยขนส่งผ่านช่องแคบนี้มีปริมาณคิดเป็นหนึ่งในสามของพลังงานที่ไทยใช้ทั้งหมด
อิหร่านเคยขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้งในอดีตเมื่อเผชิญแรงกดดันจากตะวันตก และในสถานการณ์ตึงเครียดปัจจุบัน ความกังวลต่อภัยคุกคามนี้ได้หวนกลับมาอีกครั้งในหมู่นักลงทุนและประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน การปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์อาจนำไปสู่วิกฤติพลังงานร้ายแรง ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นทันทีอีกหลายสิบดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของกลุ่มประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางจะถูกตัดขาด และมีทางขนส่งอื่นทดแทนได้ไม่มาก แม้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีท่อส่งน้ำมันที่หลบเลี่ยงช่องแคบนี้ได้บางส่วนแต่กำลังส่งรวมกันยังรองรับปริมาณได้ไม่มากเมื่อเทียบกับอุปทานที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซในภาวะปกติ
นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติจากกาตาร์ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของการค้าก๊าซ LNG โลก ก็ต้องใช้เส้นทางนี้เช่นกัน การปิดช่องแคบจะกระทบตลาดก๊าซทั่วโลกด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า อิหร่านไม่มีศักยภาพจะปิดกั้นฮอร์มุซได้อย่างสิ้นเชิงในระยะยาว เนื่องจากกองทัพเรือสหรัฐ และนานาชาติจะเข้าตอบโต้เพื่อเปิดเส้นทาง แต่สิ่งที่อิหร่านทำได้คือการก่อกวนหรือรบกวนการเดินเรือ (เช่น การวางทุ่นระเบิดหรือใช้เรือเร็วและโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน) ซึ่งเพียงแค่ “การขู่” หรือ การก่อกวนเป็นระยะ ๆ ก็เพียงพอจะทำให้ตลาดน้ำมันปั่นป่วนได้แล้ว
ราคาน้ำมันจะผันผวนและพุ่งขึ้นชั่วขณะเพราะปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบจะรุนแรงที่สุดต่อประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง (เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) โดยหากเกิดการหยุดชะงักการขนส่งผ่านฮอร์มุซแม้เพียงบางส่วน ก็อาจทำให้หลายประเทศในเอเชียเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว
รัฐบาลอาจต้องออกมาตรการปันส่วนการใช้เชื้อเพลิงและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดจะปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกันค่าประกันภัยการเดินเรือผ่านบริเวณนี้จะพุ่งสูงขึ้นมากด้วย ประเทศที่ไม่ได้ใช้น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียโดยตรงก็จะได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้นด้วย
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าช่องแคบฮอร์มุซคือจุดเปราะบางที่สุดจุดหนึ่งของระบบพลังงานโลก ที่หากเกิดความปั่นป่วนขึ้นจริง ผลกระทบจะกว้างไกลและรุนแรง กลายเป็นภาวะวิกฤติพลังงานของโลกได้
ศ.ดร.พรายพลกล่าวถึงกล่าวถึง “ประเทศไทยกับช่องแคบฮอร์มุซ” โดยละเอียดดังนี้
ในปัจจุบัน ประเทศไทยใช้พลังงานจากน้ำมันเป็นสัดส่วนประมาณเกือบ 40% ของพลังงานทั้งหมด และใช้ก๊าซธธรมชาติประมาณเกือบ 30% ของทั้งหมด ในขณะที่ไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศประมาณ 85% ของน้ำมันที่ใช้ทั้งหมด และต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติประมาณ 40% ของก๊าซที่ใช้ทั้งหมด (25% เป็น LNG และอีก 15% เป็นก๊าซผ่านท่อจากเมียนมาร์) จึงกล่าวได้ว่าไทยต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากต่างชาติในสัดส่วนมากถึง 46% ของการใช้พลังงานทุกชนิดรวมกัน (น้ำมันนำเข้า 34% และก๊าซนำเข้า 12%)
ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง (แหล่งสำคัญคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต ซาอุดิอาระเบีย และโอมาน) และเป็นน้ำมันที่ขนส่งมาทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนก๊าซธรรมชาตินำเข้าจากตะวันออกกลาง ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ ไทยนำเข้า LNG จากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด (25% จากกาตาร์ 5% จากโอมาน) โดยเกือบทั้งหมดต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สรุปได้ว่า “อย่างน้อยหนึ่งในสามของพลังงานที่ใช้ในประเทศไทยคือน้ำมันและก๊าซที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”
ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ไทยขาดพลังงานไปเป็นจำนวนหนึ่งในสามของพลังงานทั้งหมด ที่จะขาดแคลนมากที่สุดคือน้ำมันเพราะมีสัดส่วนที่ลดลงมากที่สุด แต่ปัญหาคงไม่ใช่เฉพาะไม่มีน้ำมันและก๊าซให้ใช้ได้อย่างเพียงพอเท่านั้น เชื่อกันว่าการปิดช่องแคบนี้จะก่อให้เกิดราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเป็นอย่างมากเพราะจะเกิดการขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก (supply ลดลงไป 20%) วงการน้ำมันคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะพุ่งขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาเรลอย่างแน่นอน และอาจขึ้นไปสูงถึง 200 ดอลลาร์ก็เป็นได้
หากการปิดช่องแคบมีผลเป็นเวลาไม่นานเกินหนึ่งเดือน ไทยก็ยังคงมีน้ำมันเหลือใช้อย่างเพียงพอ โดยอาศัยสต๊อกน้ำมันสำรอง (ซึ่งกระทรวงพลังงานประเมินว่ามีสต๊อกให้ใช้ได้เป็นเวลา 60 วัน) อีกทั้งยังสามารถซื้อน้ำมันจากแหล่งผลิตในประเทศอื่น ๆ นอกพื้นที่ตะวันออกกลางได้บ้าง
แต่ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือราคาน้ำมันที่แพงขึ้นมากและจะทำให้ต้นทุนน้ำมันนำเข้าสูงขึ้นมากเช่นกันหากรัฐบาลไม่ใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงราคาขายปลีกของน้ำมันก็จะสูงขึ้นและก็จะทำให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าต่าง ๆ สูงขึ้นด้วยจนกลายเป็นปัญหาภาวะเงินเฟ้อซึ่งก็จะเป็นปัญหาที่รุมเร้าซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันอยู่แล้วหากรัฐบาลเลือกใช้การอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ยิ่งจะทำให้กองทุนฯติดลบและเป็นหนี้เพิ่มขึ้นไปอีกจากในปัจจุบันที่ติดลบอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท
การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลาหนึ่งก็จะทำให้ปริมาณ LNG จากตะวันออกกลางที่ขนส่งมาไทยขาดแคลนและแพงขึ้นได้เช่นกัน และก็จะมีผลกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นได้
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในบทความนี้ คือ ความสามารถและกลยุทธ์ของอิหร่านในการคุกคามหรือปิดกั้นช่องแคบ และความสามารถของสหรัฐและพันธมิตรในการรักษาช่องแคบให้เปิดกว้าง
ศ.ดร.พรายพล ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดแคบ ๆ ที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ ขนาบข้างด้วยอิหร่านทางทิศเหนือและคาบสมุทรมูซานดัมของโอมานทางทิศใต้ มีจุดที่แคบ ที่สุดกว้างประมาณ 33-39 กม. แต่เส้นทางเดินเรือที่กําหนดมีความกว้างเพียงประมาณ 3 กม. ในแต่ละทิศทาง คั่นด้วยเขตกันชนเพื่อความปลอดภัย ช่องแคบมีความลึกสุดมากถึง 200 เมตร อยู่ ใกล้ฝั่งโอมาน ซึ่งหมายความว่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดก็สามารถใช้เส้นทางนี้ได้ด้วย
ช่องแคบฮอร์มุซมีความสําคัญมากในด้านพลังงาน เพราะเป็นช่องทางออกทางทะเลเพียงจุดเดียวจากอ่าวเปอร์เซีย โดยประมาณหนึ่งในห้าของน้ำมันของโลก (ประมาณ 17-18 ล้านบาร์เรลต่อวันของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน) ถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ โดย LNG จํานวนมากโดยเฉพาะจากกาตาร์ ก็ส่งผ่านช่องแคบนี้ด้วย เกาะเล็ก ๆ ในบริเวณช่องแคบถูกควบคุมโดยอิหร่านและอิหร่านก็มีฐานทัพเรือที่สําคัญภายในอ่าวด้วยทําให้อิหร่านมีอิทธิพลต่อเส้นทางการขนส่งนี้ค่อนข้างมาก
ในขณะเดียวกัน สหรัฐมีกองเรือที่ห้าซึ่งมีฐานอยู่ในบาห์เรน โดยมีความรับผิดชอบหลักในการคุ้มครองการจราจรทางทะเลในภูมิภาค และเน้นความสําคัญของช่องแคบฮอร์มุซที่มีต่อความมั่นคงทาง เศรษฐกิจของโลก
อิหร่านมักขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้แรงกดดันจากตะวันตกตัวอย่างเช่นเคยประกาศว่าหากอิหร่านถูกขัดขวางไม่ให้ส่งออกน้ำมัน “ก็จะไม่ให้มีการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเลย” เท่าที่ผ่านมาอิหร่านได้ใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และกองกำลังในน่านน้ำ เพื่อขัดขวางหรือปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบเป็นเวลาสั้น ๆ โดยอาวุธยุทโปกรณ์สำคัญที่ใช้ประกอบด้วย
ทุ่นระเบิดในน้ำ : เชื่อกันว่าอิหร่านมีทุ่นระเบิดเป็นจำนวนหลายพันลูกที่สามารถวางในเส้นทางเดินเรือของช่องแคบได้อย่างรวดเร็ว และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ได้หมด
จรวดและโดรน : อิหร่านได้พัฒนาจรวดและโดรนที่ติดตั้งระเบิดเพื่อคุกคามเรือบรรทุกน้ำมัน หรือเรือรบ ของสหรัฐในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาครวมถึงซาอุดิอาระเบียได้อีกด้วย
เรือเร็ว : อิหร่านมีกองเรือโจมตีเร็วและเรือสปีดโบ๊ทขนาดต่าง ๆ ซึ่งมักติดอาวุธด้วยปืนกล จรวดขีปนาวุธ ต่อต้านเรือ หรือแม้แต่วัตถุระเบิดสําหรับการโจมตีแบบพลีชีพ เรือเร็วเหล่านี้เหมาะสำหรับการโจมตีแบบเป็นฝูง ซึ่งอิหร่านเคยใช้ในการบุกเพื่อยึดเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบนี้มาแล้ว
เรือดําน้ำและกองทัพเรือชายฝั่ง : กองทัพเรือของอิหร่านมีเรือดําน้ำจํานวนหนึ่งที่สามารถวางทุ่นระเบิดหรือยิงตอร์ปิโดในน่านน้ำอ่าวตื้นได้รวมทั้งเรือรบผิวน้ำอีกจำนวนหนึ่งซึ่งถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับกองเรือรบของสหรัฐฯแต่ก็สร้างภัยคุกคามได้ในช่องแคบที่มีพื้นที่จํากัด
ผู้นําของอิหร่านมองว่าความสามารถในการคุกคามฮอร์มุซเป็นเครื่องมือยับยั้งและตอบโต้ ต่อสหรัฐ อิสราเอล และรัฐอ่าวอาหรับอื่น ๆ ได้ และได้ฝึกซ้อมจําลองการปิดช่องแคบมาแล้ว อย่างไรก็ตาม อิหร่านมีแนวโน้มที่จะมองว่าการปิดช่องแคบเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” โดยจะใช้เฉพาะ ในกรณีที่มีการอยู่รอดของระบอบการปกครองเป็นเดิมพัน เพราะอิหร่านเข้าใจดีว่าการปิดช่องแคบจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากทั่วโลก
สหรัฐอเมริกาได้ให้คํามั่นอย่างชัดเจนว่าจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางขนส่งที่สะดวกและปลอดภัยตลอดเวลา โดยพิจารณาว่านี่เป็นผลประโยชน์ด้านความปลอดภัยของชาติที่สําคัญ กองเรือที่ห้าของสหรัฐ ซึ่งมีฐานทัพที่บาห์เรน มีภารกิจที่จะคุ้มครองเสรีภาพในการเดินเรือและการเคลื่อนย้ายสินค้าให้เป็นไปอย่างอิสระภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ในทางปฏิบัติ สหรัฐและพันธมิตร ได้พัฒนาความสามารถ และกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งเพื่อยับยั้งการแทรกแซงของอิหร่านในการใช้ช่องแคบ และเพื่อตอบโต้ความพยายามในการปิดล้อมใด ๆ โดยอาศัยปัจจัยดังนี้
กำลังทางเรือที่เหนือกว่า : กองทัพเรือสหรัฐมีทั้งกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือพิฆาตและเรือลาดตระเวน ติดตั้งขีปนาวุธนําวิถี กองเรือที่ห้ายังรวมถึงเรือลาดตระเวน เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกพร้อมนาวิกโยธิน เรือและหน่วยเฮลิคอปเตอร์ตอบโต้ทุ่นระเบิด อีกทั้งยานพาหนะใต้น้ำไร้คนขับและเรือโดรน เพื่อช่วยตรวจจับและเก็บกู้ทุ่นระเบิด
กองทัพเรือและพันธมิตร : สหรัฐทํางานอย่างใกล้ชิดกับกองทัพเรือพันธมิตรเพื่อตรวจตราช่องแคบฮอร์มุซ โดยกลุ่มพันธมิตรที่นําโดยสหรัฐ ประกอบด้วย สหราชอาณาจักร ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และอื่น ๆ ที่ดําเนินการลาดตระเวนอ่าวและคุ้มกันเรือพาณิชย์ สหราชอาณาจักรได้ส่งเรือรบเพิ่มเติม เพื่อคุ้มกันเรือที่ติดธงของสหราชอาณาจักร และจัดตั้งศูนย์สนับสนุน กองทัพเรือถาวรในบาห์เรน ฝรั่งเศสยังมีฐานทัพเรือในอาบูดาบี และเป็นผู้นําภารกิจเฝ้าระวังทางทะเลของ ยุโรป รัฐในภูมิภาค เช่น ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน จัดเรือลาดตระเวน และเครื่องบินที่สามารถมีส่วนร่วม ในการลาดตระเวนช่องแคบ และการสกัดกั้นภัยคุกคามอย่างรวดเร็ว
กลยุทธ์เชิงป้องกัน : สหรัฐมักเพิ่มกำลังทหารเพื่อยับยั้งความพยายามของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือในช่องแคบ เช่น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อิหร่านยึดเรือบรรทุกน้ำมันของชาติอื่นในช่องแคบอยู่หลายครั้ง และสหรัฐฯก็ตอบโต้ด้วยกำลังทหารโดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเครื่องบินทิ้งระเบิดและนาวิกโยธินเข้ามาในพื้นที่เพื่อคุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบและป้องกันไม่ให้อิหร่านเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันในบริเวณช่องแคบ
เท่าที่ผ่านมา อิหร่านสามารถสร้างอุปสรรคต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่สหรัฐและพันธมิตรก็มีวิธีตอบโต้และสามารถเปิดช่องแคบกลับมาได้เป็นผลสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามจากอิหร่านในการปิดช่องแคบก็ยังมีอยู่ ตราบใดที่ยังมีความตึงเครียดขัดแย้งกันอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ที่มา : เพจ Praipol Koomsup, ข่าวสด
อ่านข่าวต้นฉบับ: นักวิชาการชี้ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบไทย ขาดพลังงาน 1 ใน 3 ค่าไฟ-เงินเฟ้อพุ่ง
