สัมภาษณ์
คลื่นดาต้าเซ็นเตอร์ที่หลั่งไหลเข้ามาขอการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วง 1-2 ปีมานี้ กำลังเข้าสู่ช่วง “เร่งมือ” ทั้งงานก่อสร้างและติดตั้งระบบ เพราะเป็นช่วงที่รอช้าไม่ได้
“ประชาชาติธุรกิจ” พูดคุยกับ “ชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์” ผู้อำนวยการ บริษัท เวอร์ทิฟ ประเทศไทย บริษัทสัญชาติอเมริกัน ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และการทำความเย็นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก หลากหลายแง่มุม ดังนี้
“ชาญกิจ” กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นตัวเต็งในการเป็นฮับดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค เนื่องจากมีกำลังไฟฟ้าสำรองสูง มีพื้นที่กว้างขวาง ที่ดินราคาถูก ระบบสาธารณูปโภค น้ำ, ไฟ, 5G, ไฟเบอร์ออปติกที่ดี และตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของกลุ่มประเทศ CLMV
“เมื่อสิงคโปร์เริ่มเต็มก็มีการย้ายมาตั้งที่มาเลเซีย ด้วยระยะทางใกล้กว่า Vertiv ในมาเลย์โตขึ้นเท่าตัว แต่ตอนนี้ที่มาเลเซียเริ่มหนาแน่น การขออนุญาตก็ยากขึ้น ขณะที่อินโดนีเซียมีกฎระเบียบซับซ้อนมาก ดังนั้นการที่ภาครัฐโดยมีบีโอไอช่วยเปิดทาง นักลงทุนระดับโลกจึงหันมามองไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เช่น ระยอง และชลบุรี”
ดาต้าเซ็นเตอร์มี 2 แบบ คือ แบบ Colocation สร้างไว้ให้คนอื่นเช่า และแบบสร้างไว้ใช้เอง อย่าง Google ที่ต้องสร้างไว้สำหรับโปรดักต์ของเขาเอง
“แบบ Colocation เป็นรูปแบบที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด การจะขึ้นดาต้าเซ็นเตอร์หมายความว่ามีลูกค้าในมือแล้ว ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นการเร่งสปีดให้ทัน งานโยธาที่เป็นเหมือนโกดังกับงานระบบจึงต้องเร็วมาก ๆ ขณะเดียวกันต้องพร้อมขยายขนาดเพื่อรองรับลูกค้าในอนาคต”
ดังนั้นในปีนี้ เรื่อง Speed and Scale เป็นเรื่องสำคัญ ธุรกิจยุคใหม่ต้องการความเร็วในการก่อสร้าง และความสามารถในการขยายตัว
“สิงคโปร์ ที่ดินราคาแพง การขึ้นโครงการดาต้าเซ็นเตอร์อาจต้องขึ้นซ้อนเป็นชั้น ๆ กินไฟหลายเมกะวัตต์ แต่ที่ไทยปัญหานี้หมดไป เพราะราคาที่ดินเรากว้าง โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมมีพื้นที่เป็นบล็อก ๆ อยู่แล้ว เหมาะกับเทคโนโลยีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ ที่ใช้การออกแบบสามมิติแบบดิจิทัลทวิน รวมถึงเทคโนโลยีพรีแฟบ ผลิตชิ้นส่วนดาต้าเซ็นเตอร์จากภายนอก แล้วยกเข้ามาต่อกันเป็นชิ้น ๆ ได้เลย ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้มีการออกแบบให้รองรับการขยายขนาดได้”
กล่าวคือถ้าในอนาคตต้องการเพิ่มจำนวนชิปประมวลผล ก็จะเอาระบบไฟและระบบหล่อเย็นที่สั่งทำเป็นชิ้น ๆ มาเสียบปลั๊กและตั้งไว้ตามบล็อก ๆ ที่ออกแบบไว้ได้สะดวก เหมือนตัวต่อเลโก้ดังนั้นในปีนี้ Vertiv จะใช้การออกแบบแบบ Modular (Prefab) ที่ผลิตจากโรงงานแล้วยกมาติดตั้ง ช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างลงได้ถึง 50% จากเมื่อก่อนรวมงานโยธาแล้วใช้ 3 ปี จะเหลือเพียง 1.5 ปี
ปีที่ผ่านมา Vertiv ในไทยมีรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท กว่า 50% มาจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ และคาดการณ์การเติบโตในปี 2026 ไว้ที่ 15-20%
อย่างไรก็ตาม การมาของเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะชิปจาก NVIDIA เช่น รุ่น GB200, GB300 ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟเพิ่มขึ้นมหาศาล จากเดิมที่ใช้ประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อตู้ (Rack) อาจเพิ่มขึ้นเป็น 100-120 กิโลวัตต์ต่อตู้ เนื่องจากชิป AI มีความร้อนสูงมาก ระบบ ระบายความร้อนด้วยอากาศแบบเดิมจึงไม่เพียงพอ
“ตรงนี้เองที่ Vertiv เข้ามาทำหน้าที่เพราะเราร่วมพัฒนาระบบหล่อเย็น คือ เวลา NVIDIA เขาจะออกชิปใหม่ จะดูว่ามันต้องติดตั้งอย่างไร และระบายความร้อนอย่างไร ตรงนี้และที่ทีม R&D ของ Vertiv เข้าไปทำงาน โดยนำเสนอเทคโนโลยี Liquid Cooling การระบายความร้อนด้วยของเหลว แบบ Direct-to-Chip ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าอากาศถึง 4-5 เท่า”
เทรนด์ที่จะได้เห็นในไทยแน่ ๆ คือการใช้กระแสไฟ DC แรงสูง High Voltage DC เพื่อลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเซิร์ฟเวอร์สมัยใหม่ ดังนั้นในระยะใกล้ ดาต้าเซ็นเตอร์จะยังคงใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งมาจากก๊าซธรรมชาติ ที่ประเทศไทยมีปริมาณไฟสำรองมหาศาล มีเสถียรภาพทางพลังงาน แม้ว่าบริษัทเอกชนใหญ่ ๆ จะมีเป้าหมายในการใช้พลังงานสะอาด 100% แต่ยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ จึงจะหันไปใช้วิธีการอื่น ๆ เช่น ลดใช้แอร์ที่มีน้ำยาปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้โซลูชั่นระบายอากาศด้วยน้ำ และใช้น้ำยาหล่อเย็นที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ ยิงเข้าไปหล่อเย็นชิปโดยตรง
“ชาญกิจ” เชื่อว่าไฟฟ้าสำรองของไทยยังรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ได้อีกมาก และค่าไฟฟ้ายังไม่ใช่ปัญหาในขณะนี้ ในทางกลับกันด้วยโครงสร้างค่าไฟ ที่มีการจ่ายค่า Ft ด้วย เมื่อมีการมาใช้ไฟฟ้ามาก ๆ อาจส่งผลดีในระยะยาว
ปัจจุบันการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ระดับ 100 เมกะวัตต์ ในประเทศไทยเริ่มมีแล้ว และคาดว่าการเติบโตของเทคโนโลยีจะเร่งตัวให้เกิดดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ “กิกะวัตต์” ภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ ถึงเวลานั้นจึงมาดูเรื่องพลังงานกันอีกที
“ชาญกิจ” กล่าวด้วยว่า เดิม Vertiv เติบโตจากบริษัท Emerson ซึ่งทำระบบไฟฟ้า และโครงข่ายโทรคมนาคม แต่ในหลายปีมานี้ การลงทุนด้านโทรคมนาคมลดลง เพราะโครงข่ายในประเทศไทยค่อนข้างครอบคลุมแล้ว รายได้ที่สูญเสียไปจึงยังคงมาก แต่ได้งานฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์มาชดเชย
“เราเริ่มทำงานด้านนี้มาก่อนใคร ดังนั้นสกิลเซตของพนักงาน และทีมวิศวกร ยังคงมีพื้นฐานจากไฟฟ้า และโทรคมนาคม เป็นสกิลเซตเดียวกับการดูแลรักษาดาต้าเซ็นเตอร์ เพียงแต่ต้องมีการอัพสกิลสำหรับการอ่านค่ารูปแบบใหม่ ๆ จากดาต้าเซ็นเตอร์ อีกว่าที่ต้องอัพสกิล คือการทำระบบหล่อเย็นด้วยของเหลว แบบ Direct-to-Chip ตรงนี้ก็มีการส่งทีมงานไปอบรมมาเตรียมความพร้อม”
ถามว่า หากดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นจนเต็มในประเทศแล้ว จะมีโมเดลรายได้ใหม่ ๆ อย่างไร “ชาญกิจ” กล่าวว่า ฐานลูกค้าเดิมก็ยังคงดูแลอยู่ เช่นเดียวกับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ยังคงต้องบำรุงรักษา นอกจากนี้ เทรนด์ในอนาคตไม่ใช่ว่าลูกค้าจะต้องการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Colocation ความต้องการยังมีเรื่องเซิร์ฟเวอร์ในองค์กร (On Primes) รวมถึงการสร้างเซิร์ฟเวอร์สำหรับ Edge AI หรือ Edge Computing ในอนาคต ที่ล้วนต้องการระบบไฟฟ้า และหล่อเย็นเช่นเดียวกัน
อ่านข่าวต้นฉบับ: ส่องคลื่นลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โอกาสใหม่ ‘Vertiv’