บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินความขัดแย้งตะวันออกกลางรอบใหม่ดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวนสูง ระยะสั้นหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและภาวะ Risk off พร้อมเปิด 3 ฉากทัศน์ แนะหุ้นได้อานิสงส์-ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) เปิดเผยว่า ช่วงสั้นตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะผันผวนสูงจากวิกฤตตะวันออกกลางรอบใหม่ โดยระยะสั้น INVX มองมีโอกาสสูงที่สงครามยืดเยื้อแต่ไม่ลุกลาม ทำให้ SET ภาวะเกิด Risk off จากกังวลต้นทุนพลังงานสูง กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำลดน้ำหนักหรือเลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน อาทิ ปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งโรงพยาบาลระดับบนที่ได้ผลกระทบจากลูกค้าตะวันออกกลางลดลง ขณะที่ช่วงสั้นมองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต และกลุ่มเดินเรือซึ่งจะได้ Sentiment บวกจากค่าระวางเรือสูงขึ้น ได้แก่ PSL TTA RCL PRM รวมทั้งหุ้น Defensive ที่มี Pricing Power สูงหากราคาปรับลงแรง ได้แก่ ADVANC TRUE BEM CHG ขณะที่หุ้นต่างประเทศที่ได้ผลบวก ได้แก่ กลุ่ม Defense อาทิ RTX LHX LMT ส่วนกองทุน ได้แก่ DAOL-DEFENSE, ETF เทียบเคียง Global X Defense Tech ETF (SHLD) รวมทั้งกองทุนทองคำ ได้แก่ K-GOLD-A(A), ETF ทองคำ SPDR Gold MiniShares Trust (GLDM ETF)
โดยช่วงวันที่ 28 ก.พ.-1 มี.ค. 69 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกได้เข้าสู่บทใหม่ของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยภูมิภาคตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสงคราม ซึ่ง INVX ประเมินมี 3 Scenario ที่อาจเกิดขึ้นหลังเกิดวิกฤตตะวันออกกลางรอบใหม่นี้ คือ
- การโจมตีจำกัดแต่หยุดเร็ว (โอกาส 30%) มองฝ่ายสหรัฐประกาศชัยชนะ ระยะสั้นคาด Brent อยู่ที่ US$75-80/bbl และจะลดลงเร็วหลังเหตุปะทะยุติ ทำให้เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ US$65-70/bbl ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับรับมือได้ ส่วน SET ตกใจชั่วคราวแต่พื้นฐานยังไม่เปลี่ยน โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -15 ถึง -50 จุด (-1% ถึง -3%) และเป้า SET อิง PER 16 เท่าเช่นเดิมที่ 1,530 จุด กลยุทธ์ Selective Buy ในหุ้น Domestic ที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากราคาน้ำมัน ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL และแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน ส่วนนักลงทุนรับความเสี่ยงได้สูงสามารถเก็งกำไรกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ตได้ แต่ต้องระวังแรงขาย Sell on Fact เมื่อคลี่คลาย แนะนำตั้งจุด Trailing Stop
- สงครามยืดเยื้อ แต่ไม่ลุกลาม (โอกาส 50%) มองเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ระยะสั้นคาด Brent ปรับขึ้น > $80/bbl และเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ US$70-100/bbl เริ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ส่วน SET เกิดภาวะ Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -50 ถึง -75 จุด (-3% ถึง -5%) และเป้า SET อิง PER 14-16 เท่า ที่ 1,318-1,506 จุด กลยุทธ์แนะนำลดน้ำหนักในหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต และหุ้นกลุ่มเดินเรือซึ่งจะได้ Sentiment บวกจากค่าระวางเรือสูงขึ้น ได้แก่ PSL TTA RCL PRM รวมทั้งหุ้น Defensive ที่มี Pricing Power สูง ได้แก่ ADVANC TRUE BEM CHG พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น
- สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค (โอกาส 20%) มองกลุ่มฮูตีและฮิซบูเลาะห์เปิดแนวรบ ระยะสั้นและเฉลี่ยทั้งปีนี้คาด Brent ปรับขึ้น > $100/bbl มีผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย ส่วน SET เกิดภาวะ Extreme Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -75 ถึง -150 จุด (-5% ถึง -10%) อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium สูงขึ้นจนทำให้ Valuation ถูก Derating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าที่ 1,100 จุด เพื่อสะท้อนเงินทุนไหลออกรุนแรงได้ กลยุทธ์แนะนำถือเงินสดมากขึ้น โดยลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมันและหุ้นที่มีหนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น
อ่านข่าวต้นฉบับ: ส่องหุ้นได้อานิสงส์-ผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลาง