การสู้รบตะวันออกกลางระลอกใหม่ เปลือยผ้าคลุมอีกด้านของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จากที่เผยแต่ความก้าวหน้า ปฏิวัติอุตสาหกรรม และวิถีชีวิตใหม่ของมนุษย์ เมื่อสหรัฐ-อิสราเอล บีบบริษัทเทคฯ เลือกข้าง หวั่นเปิดศักราชใหม่ใช้เอไอเป็นเครื่องจักรสังหารอัตโนมัติ
ทันทีที่ซีอีโอของ Anthropic เจ้าของ Claude AI หันหลังให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ปฏิเสธไม่ดึงเซอร์กิตเบรก “ปลดล็อกให้ Claude ใช้ได้ทุกอย่างที่ถูกกฎหมาย หรือยกเลิกสัญญา” เพื่อขยายเส้นแบ่งความสามารถเอไอ โดยอ้างเป็นข้อจำกัดทางจริยธรรมเพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้เป็นอาวุธสังหารอัตโนมัติโดยตรง
“ทรัมป์” โต้ด้วยการสั่งแบน Anthropic จากห่วงโซ่อุปทานงานของรัฐทันที
และผู้ที่สาวเท้ามายื่นดาบ “เอไอ” เพื่อความมั่นคงให้เพนตากอนใน “เครือข่ายชั้นความลับ” คนใหม่แทน Anthropic คือ “แซม เอาต์แมน” ซีอีโอ OpenAI
“แซม เอาต์แมน” คนเดียวกับที่ออกมาสนับสนุนความกล้าหาญของ Anthropic ที่ไม่ยอมปลดเซฟตี้ให้ใช้เอไอเพื่อการทหารในวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. คนเดียวกัน วันถัดมา 28 ก.พ. 2569 คล้อยหลังนิดเดียวก็เสียบสัญญาใหม่กับกรมการสงคราม ของเพนตากอน ให้ใช้ OpenAI เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลชั้นความลับระดับสูงทันที
OpenAI ยืนยันว่าพวกเขายังคงมี “เส้นตาย” (Red Lines) เรื่องการไม่ใช้ AI ในการสอดแนมหรืออาวุธพิฆาตอัตโนมัติเช่นเดียวกับที่ Anthropic ยืนกรานว่าจะต้องรักษาเส้นตายนี้
ลองนึกดูว่าภายใต้มันสมองของเอไอและข้อมูลจากการสอดแนมระดับสูง ฝังอยู่ในหัว ฝูงโดรน ที่ตัดสินใจได้อย่างอิสระว่าจะหลบเลี่ยง ติดตาม หรือโจมตีเป้าหมายใด ๆ โดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุมสั่งการ มันสร้างความหวาดผวาให้มนุษย์เพียงใด
หลังจากทรัมป์ขึ้นบัญชีดำ Anthropic ไม่ทันครบ 24 ชม. เสียงจรวด โดรน และหัวรบในตะวันออกกลางก็กัมปนาททั้งภูมิภาค ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่อิรัก เริ่มต้นขึ้น
ปฏิบัติการ Operation Epic Fury นับว่าเป็น Full Combat ที่มีการใช้จรวดนำวิถีที่แม่นยำ และการพยากรณ์ข้อมูลเรียลไทม์แม่นตรง เช่นคราวที่สหรัฐเปิดปฏิบัติการจับประธานาธิบดีเวเนซุเอลา
สื่อหลายสำนักเปิดข้อสังเกตสำคัญว่า ระบบนำวิธีของจรวดโจมตี อาจมีการอาศัยประโยชน์จากเอไอ ของ Claude ซึ่งมีหน้าที่รวบรวมและกลั่นกรองข้อมูลมหาศาล ตามสัญญามูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เคยทำไว้กับเพนตากอนเมื่อ ก.ค. 2568
และมีการปรับปรุงวิเคราะห์ผ่านโครงข่ายข่าวกรองของ Palantir ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีกลาโหมโดยตรง
ไม่ใช่การเปรียบเปรยด้านการแข่งขันพัฒนา หรือการค้า แต่ในตะวันออกกลางวันนี้ คือ การใช้เทคโนโลยีข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อหักหาญกันแบบ Full Combat ถึงเลือดถึงเนื้อ แม่นยำ และกำลังเข้าสู่เส้นแบ่งสุดท้ายคือความ “ไร้หัวใจ” ของเอไอ
แม้ก่อนหน้านี้อิสราเอลจะมีการนำร่องใช้ระบบจรวดนำวิถีด้วยเอไอมาต่อเนื่องแล้ว รวมถึงปฏิบัติการในเวเนซุเอลาของสหรัฐ ก็สร้างความผวาครามครัน แต่การเปิดปฏิบัติการของสหรัฐ ล่าสุดทั้งกับบริษัทเทคฯ ในประเทศ และปฏิบัติการจริงในสนาม ได้ตอกย้ำคู่แข่งมหาอำนาจอื่น ๆ ต้องเร่งพัฒนาเอไอในการสงคราม
จากคำแถลงการณ์ของ OpenAI หลังการลงนามกับเพนตากอน แม้ OpenAI จะยืนยันว่าใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลและโลจิสติกส์ แต่ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าระบบเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการ Targeting Selection (การคัดเลือกเป้าหมายสังหาร) ในที่สุด
ด้วยกองบัญชาการกลางสหรัฐ หรือ CENTCOM (United States Central Command) ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางบัญชาการ” ในพื้นที่ตะวันออกกลางและเอเชียกลาง อาจมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการ AI เข้ากับการปฏิบัติการจริง ไม่ว่าจะเป็นการการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Project Linchpin) ที่ใช้เอไอในการคัดกรองข้อมูลมหาศาลจากเซ็นเซอร์ ดาวเทียม และโดรนทั่วภูมิภาค
โดยร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีผ่าน Project Linchpin เพื่อสร้างโมเดลที่ช่วยแยกแยะ “สัญญาณ” ของการโจมตีออกจาก “เสียงรบกวน” ปกติ ทำให้ตัดสินใจโต้ตอบการโจมตีได้แม่นยำขึ้น
Project Linchpin โปรแกรมวางรากฐานด้าน AI และ Machine Learning (ML) ของกองทัพบกสหรัฐ เพื่อให้การนำ AI มาใช้ในสนามรบมีความปลอดภัยและรวดเร็ว มี AI Pipeline ที่เป็นการสร้างระบบกลางที่ช่วยให้กองทัพสามารถ “พัฒนา ทดสอบ และติดตั้ง” AI ลงในระบบอาวุธต่าง ๆ ได้อย่างเป็นมาตรฐาน ไม่ต้องต่างคนต่างทำ
และยังสามารถแก้ปัญหาแบบ “ถอดปลั๊ก-เสียบใหม่” โดยกองทัพสามารถสลับเอา AI ที่เก่งกว่าเข้ามาใส่แทนซอฟต์แวร์เดิมได้ทันทีเหมือนการเปลี่ยนกระสุน และมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกช่วยดูแล เช่น Booz Allen Hamilton และ Red Hat ในการวางโครงสร้างระบบคลาวด์และซอฟต์แวร์
นอกจากนี้เทคโนโลยีข้อมูล-เอไอแมชีนเลิร์นนิ่ง เป็นโครงสร้างสำคัญต่อการการคาดการณ์ภัยคุกคาม (Predictive Analysis) ภายใต้ความร่วมมือในเครือข่ายความลับกับ OpenAI ผ่านแพลตฟอร์มของ Palantir อาจ CENTCOM วิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และสัญญาณวิทยุ เพื่อพยากรณ์ล่วงหน้าว่ากลุ่มติดอาวุธจะทำการโจมตีเมื่อใดและที่ไหน ช่วยให้สามารถเคลื่อนย้ายระบบป้องกันภัยทางอากาศไปดักรอได้ทันท่วงที
สิ่งที่หลายฝ่ายกังวล คือ การควบคุมและสั่งการโดรนที่ควบคุมด้วยเอไอเพื่อใช้ในการสอดแนมและโจมตี โดยเน้นการทำงานแบบ “Manned-Unmanned Teaming” หรือการให้มนุษย์เป็นผู้สั่งการระดับสูง แต่ให้ AI จัดการรายละเอียดการบินและการระบุเป้าหมาย ซึ่งกองทัพเคยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนยังคงมี Human in the Loop ในการตัดสินใจสุดท้ายเสมอ
ยังไม่รวมถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ปล่อยข่าวลวงด้วยเอไอ ทั้งการสร้างคลิปวิดีโอ Deepfake ของผู้นำฝ่ายตรงข้าม หรือการใช้บอต AI ปั่นกระแสในโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างความแตกแยกภายในประเทศคู่สงคราม ซึ่งทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงในปัจจุบันทำได้ยากมาก และสามารถส่งตรงถึงผู้คนทั่วโลกโดยไม่มีพรมแดนและแนวหน้าใดขวางกั้น
Fortune มองดีลระหว่าง OpemAI และการขึ้นแบล็กลิสต์ Anthropic ว่าการตัดบริษัทเอไอออกจากห่วงโซ่อุปทานไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็ต้องหันมาดึง OpenAI เข้ามาทำงานร่วมกับเพนตากอน และกรมการสงคราม อย่างใกล้ชิด เป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญกับ “ความได้เปรียบทางการทหาร” เหนือกว่า “ความระมัดระวังด้านจริยธรรม” เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างจีน
ขณะที่ The Wall Street Journal รายงานในทางเดียวกันว่าการที่ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งแบน Anthropic เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ America First in AI เพื่อรวมทรัพยากรด้าน AI ของประเทศให้ตอบโจทย์ความมั่นคง และเป็นการส่งสัญญาณเตือนบริษัทอื่นๆ ว่า “ความเป็นกลาง” ในยุคสงครามเย็นด้านเทคโนโลยีนั้นทำได้ยาก
ขณะที่นักวิเคราะห์จากสถาบัน Center for a New American Security (CNAS) ให้ความเห็นว่า สถานการณ์นี้จะเร่งให้ประเทศอื่น เช่น จีนและรัสเซีย เร่งพัฒนา AI ที่มีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยน้อยลงไปอีก (Unconstrained AI) เพื่อรักษาสมดุลทางอำนาจ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงที่ระบบ AI ทั่วโลกจะขาดมาตรฐานความปลอดภัยที่สอดคล้องกัน
เส้นแบ่งที่รางเลือนของบริษัทเทคโนโลยี ที่เคยมาดมั่นว่าจะพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติ โดยเฉพาะ OpenAI ที่ทั้งชื่อและการก่อตั้งก็เกิดเพื่อคุณประโยชน์ไม่แสวงกำไร
แต่ในวันนี้ต้องถามจุดยืนอีกครั้ง ด้วย OpenAI ที่กำลังอยู่ในสวนเอเดน เพลิดเพลินกับอาญาสิทธิของกองทัพสหรัฐอยู่นี้ จะอดใจไม่เด็ดแอปเปิลบาปกำเนิดของเอไอได้หรือไม่
อ่านข่าวต้นฉบับ: สมรภูมิอิหร่าน เปลือยจริยธรรมบริษัทเทคโนโลยี ปักธง AI เพื่อการสงคราม