สงครามสหรัฐอเมริกา อิสราเอล ถล่มอิหร่าน มุ่งโจมตีฐานผลิตพลังงานโลก ตัดวงจรขนส่งน้ำมัน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มกระฉูด สทร.แนะวางแผนฉุกเฉินรับมือวิกฤตยืดเยื้อ สะเทือนเสถียรภาพการเงินโลกผันผวน-ป่วนการค้าเกินครึ่งปี นักรัฐศาสตร์ชี้ปีม้าสงคราม เสี่ยงวิกฤตพลังงานโลก เศรษฐกิจทรุด สภาพัฒน์ส่งเอกสารด่วนถึงนายกฯ เลวร้ายสุดน้ำมันทะลุ 115-125 เหรียญ/บาร์เรล GDP หดเหลือ 1.3% “ดร.อมรเทพ” CIMB หวั่นรัฐบาลรักษาการมีปัญหางบฯสำรองรับวิกฤต คาดกรณีแย่สุดทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-off
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ความน่ากลัวของสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับอิหร่านวันนี้ ส่งผลให้ราคาทองน่าจะทะลุบาทละ 8 หมื่น ถ้าสงครามยือเยื้อหลายสัปดาห์โหดร้ายในแง่เศรษฐกิจ ประเมินสถานการณ์ไม่ได้ว่าวันนี้ วันพรุ่งนี้จะเกิดอะไร ต้องระวังว่าสงครามคงลากไปเรื่อย ๆ
ส่วนการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดหลักในการขนส่งน้ำมันในตลาดโลก คิดเป็น 20% หรือ 1 ใน 5 ของน้ำมัน เท่ากับว่า เมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้น้ำมันหายไป 20% ของโลก และตอนนี้สถานการณ์ขยายไปยังโรงผลิตก๊าซธรรมชาติ LNG ของกาตาร์ยิ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น
อีกส่วนหนึ่ง น้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซกว่า 45% ถูกส่งไปยังจีน ส่วนก๊าซธรรมชาติ 83% ถูกส่งไปเอเชีย คือ อินเดีย จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นซึ่งน่าจะรวมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่น้ำมัน 30% ถูกส่งไปออสเตรเลีย แปลว่าสถานการณ์วิกฤตจะส่งผลค่อนข้างยาว เพราะอยู่ ๆ น้ำมันหายไป 20% ของโลกย่อมมีผลกระทบใหญ่
ถ้าสถานการณ์การสู้รบยาวไป ความยุ่งยากกลายเป็นวิกฤตพลังงาน เพราะอิหร่านหวังว่าวิกฤตพลังงานแบบนี้จะทำให้เกิดผลกระทบกับโลก และระบบทุนนิยมอเมริกา รวมถึงตะวันตก เพราะมีความจำเป็นต้องใช้พลังงาน ดังนั้น แต่ละประเทศต้องเตรียมรับโจทย์วิกฤตพลังงานและก๊าซธรรมชาติ
ศ.ดร.สุรชาติกล่าวว่า ส่วนเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว จะเห็นชัดว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่ง ดังนั้น ถ้าน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติขึ้นราคา ก็จะทำให้ราคาสินค้าขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะก๊าซธรรมชาติใช้ในการหุงต้มในครัวเรือน ร้านอาหาร น้ำมันใช้ขนส่ง จะเกิดผลกระทบ
“นั่นหมายความว่าปัญหาระยะยาวแทบไม่ต้องพูดถึง โจทย์ระยะสั้นถ้าปิดฮอร์มุซยาวไปเป็น 1 เดือน เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์บอกว่าจะใช้เวลา 1 เดือน บวก 1 สัปดาห์ ถ้ามีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเพียงแค่ 2 สัปดาห์โลกก็ป่วน รวมถึงกรณีอย่างไทยที่บอกว่ามีการสำรองน้ำมัน 60 วัน แต่คิดว่าตัวเลขนี้น่าเป็นห่วง ว่าถ้าสถานการณ์ยาวออกไปเรื่องการสำรองพลังงานอาจไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือสินค้าขึ้นราคาจะขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีทางเบาลง สิ่งที่จะเป็นผลตามมาคล้ายกับในหลายวิกฤตของโลกที่ชนชั้นกลางจะจนลง ชนชั้นล่างลำบากแน่ ๆ” ศ.ดร.สุรชาติกล่าว
ส่วนแนวโน้มสงครามจะยืดเยื้อหรือไม่นั้น ศ.ดร.สุรชาติกล่าวว่า ผ่านมาแค่วันที่ 4 ของสงคราม ยังตอบไม่ได้ง่ายว่าสั้นหรือยาว แต่ทรัมป์ประมาณการว่าจะใช้เวลา 4-5 สัปดาห์ แต่สำหรับประเทศเล็ก ๆ 2 สัปดาห์ก็โหดแล้ว ที่เคยบอกว่าปี 2569 จะเป็นปีม้าไฟ แต่กำลังกลัวว่าเป็นปีม้าสงคราม
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นำเสนอเอกสารต่อการประชุมด่วนกับนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลไว้ว่า ฉากทัศน์แรก สงครามกระจายตัวทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และสิ้นสุดลงภายใน 1 เดือน และการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบในระยะสั้น กรณีนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ในช่วง 95-105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะมีผลทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจาก 2.0% เหลือ 1.6%
ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยกระดับ หรือขยายวงกว้างครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และมีความยืดเยื้อ โดยช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด และไม่สามารถขนส่งน้ำมันผ่านได้ ส่งผลกระทบต่อ Global Supply Chain กรณีนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจจะไปอยู่ที่ประมาณ 115-125 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลทำให้ GDP ของไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจาก 2.0% เหลือ 1.3%
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางดูจะรุนแรงขึ้น แต่ก็เป็นสงครามที่ดำเนินต่อเนื่อง โดยขณะนี้ถือว่ายังอยู่ในฉากทัศน์แรกที่ประเมินไว้ คือยังไม่กระทบการขนส่งน้ำมันมากนัก
“ตอนนี้ยังอยู่ใน 3 ฉากทัศน์ที่เรามองไว้ แต่ว่าขยับมาใกล้ ๆ ฉากทัศน์ที่ 2 ผมว่าตอนนี้อยู่ประมาณ 1.5 แต่หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็จะเข้าฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งจะกระทบการส่งออกน้ำมันและก๊าซ LNG 1 ใน 5 ของโลก ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งแตะ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนขนส่งในเอเชียพุ่งสูงทันที แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่ได้ปิดช่องแคบ ทำท่าจะปิด มีการประกาศ แต่ในทางปฏิบัติเรือก็ยังมีผ่านไปได้”
ส่วนฉากทัศน์ที่ 3 กรณีเลวร้ายสุด คือสงครามยืดเยื้อ-สหรัฐ-อิสราเอลปะทะอิหร่านโดยมีรัสเซียสนับสนุน สงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-off
ดร.อมรเทพกล่าวว่า ปัญหาขณะนี้อยู่ที่เรื่องงบประมาณ ว่าจะมีรองรับได้แค่ไหน โดยเฉพาะหากสถานการณ์เลวร้าย ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ภาคธุรกิจก็ต้องรับมือกับต้นทุนที่จะสูงขึ้น ซึ่งคงหนีไม่พ้น เพราะต้นทุนราคาน้ำมัน ราคาพลังงานจะกระทบไปทุกอย่าง โดยเฉพาะก๊าซที่จะมีผลต่อค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินผลกระทบต่อนักลงทุน 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.ราคาน้ำมันเสี่ยงพุ่ง ซัพพลายน้ำมันโลกจ่อสะดุด หุ้นกลุ่มพลังงานและน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นแรงรับข่าว 2.ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ค่าขนส่ง และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูง กดดันตลาดหุ้นภาพรวมให้ผันผวน
3.สินทรัพย์ปลอดภัยมาแรง ในยามสงครามและความไม่แน่นอน เงินทุนอาจไหลเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำ หรือดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ตลาดในช่วงนี้จะผันผวนสูงมาก นักลงทุนต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมปรับพอร์ตรับผลกระทบที่ตามมา
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางในขณะนี้ประเมินผลกระทบต่อธุรกิจและการส่งออกได้ยากมาก เนื่องจากเป้าหมายการตอบโต้ของอิหร่านไม่มีกรอบเวลาหรือขอบเขตที่ชัดเจน และเสี่ยงที่จะลุกลามเป็นเหตุก่อการร้ายในหลายประเทศ ส่งผลต่อความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
สำหรับผลกระทบในระยะสั้นต่อบริษัท คาดว่าจะมีเพียงผลทางอ้อม ซึ่งเกิดต่อเนื่องจากราคาค่าขนส่งที่น่าจะปรับตัวสูงขึ้น ราคาวัตถุดิบหลักของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างแป้งสาลีและน้ำมันปาล์มสูงขึ้น ส่วนการส่งสินค้าไปตะวันออกกลางนั้น น่าจะต้องชะลอธุรกิจไประยะหนึ่งก่อน
ในระยะยาวยังต้องจับตางาน THAIFEX 2026 ที่จะจัดในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งอาจทำให้มีผู้ร่วมงานน้อยลง อาจสะท้อนได้ถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย และมู้ดการลงทุนของภาคธุรกิจ
ขณะที่นายสุกรี กีไร ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท อัลไลแอนซ์ ลอนดรี้ ซิสเต็มส์ แอลแอลซี ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องซักอบผ้าอุตสาหกรรมระบุว่า บริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างเรียกประชุมระดับโกลบอล เพื่อรับทราบสถานการณ์ในภูมิภาคต่าง ๆ และวางแผนรับมือ ซึ่งราคาค่าขนส่งที่น่าจะพุ่งขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิตสินค้า ซึ่งต้องจับตาดูสถานการณ์ใกล้ชิด
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีสงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน สรท.มองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อระบบการค้าโลก โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ราคาพลังงานโลก เพราะหากความตึงเครียดกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ และประกันภัย รวมถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในภูมิภาค อาจทำให้ค่าประกันภัยทางทะเล (War Risk Premium) และค่าระวางเรือปรับเพิ่มขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อเสถียรภาพตลาดการเงินโลก ทำให้ค่าเงินผันผวน เงินบาทอ่อนค่า ต้นทุนนำเข้าเพิ่ม และกระทบต่อคำสั่งซื้อ ดังนั้น สรท.ประเมินว่า หากเหตุการณ์จำกัดวง ผลกระทบจะอยู่ในระยะสั้น 1-3 เดือน และหากลุกลามเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค ผลกระทบต่อการค้าโลกอาจยืดเยื้อนานถึง 6 เดือนขึ้นไป
สรท.มีข้อเสนอแนะการเตรียมการสำหรับผู้ประกอบการส่งออก ดังนี้ 1.บริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนขนส่ง เช่น ตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาค่าระวาง (Freight Term) พิจารณา Lock Rate ระยะสั้น หากเห็นแนวโน้มปรับขึ้นก็ควรพิจารณาทบทวน Incoterms (ข้อกำหนดมาตรฐานสากลในการส่งมอบสินค้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย) เพื่อกระจายความเสี่ยง 2.บริหารความเสี่ยงค่าเงิน เช่น ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (FX Hedging) เจรจาปรับราคาในสัญญาระยะยาว หากต้นทุนพลังงานเพิ่ม
3.บริหารสินค้าคงคลัง และ Lead Time ตรวจสอบคำสั่งซื้อที่ต้องส่งผ่านเส้นทางเสี่ยง เผื่อเวลาขนส่งเพิ่ม 1-2 สัปดาห์ ประสานสายเรืออย่างใกล้ชิด 4.กระจายตลาดส่งออก เช่น ลดการพึ่งพาตลาดที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงานสูง เร่งขยายตลาดในอาเซียน เอเชียใต้ และตะวันออกไกล 5.เตรียมแผนฉุกเฉิน (Contingency Plan) เช่น ตั้งทีมติดตามสถานการณ์รายสัปดาห์ ประเมิน Worst-Case Scenario ด้านต้นทุน รักษาสภาพคล่องทางการเงิน
นายธนากรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังต้องการให้ภาครัฐติดตามราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด พิจารณามาตรการดูแลต้นทุนโลจิสติกส์ ประสานสายเรือและบริษัทประกันภัย เพื่อป้องกันการปรับขึ้นเกินสมเหตุสมผล โดยแม้ตอนนี้ผลกระทบจะเกิดทางอ้อมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง ภาคการส่งออกควรเตรียมการล่วงหน้า ไม่รอให้เหตุการณ์ลุกลาม
ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทย แม้ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าและนำเข้า
พลังงาน ผลกระทบจะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ค่าขนส่งและประกันภัยที่ผันผวน ค่าเงินบาทที่อาจอ่อนค่าตามกระแสเงินทุนโลก ระยะเวลาที่คาดการณ์
ทั้งนี้ สรท.เห็นว่า หากสถานการณ์มีแนวโน้ม “ยืดเยื้อในลักษณะควบคุมความรุนแรง” และจะสร้างความผันผวนต่อระบบการค้าโลกอย่างต่อเนื่อง ภาคการส่งออกไทยก็ยังต้องเตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้า เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและเสถียรภาพทางธุรกิจในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หลังจากเปิดและจัดประชุมศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อติดตามเหตุการณ์สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะยังไม่ถูกปิด 100% แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงผันผวนในระดับสูง เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณ 7% หากจำเป็นต้องตรึงราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ สามารถใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชย ทั้งนี้ ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นบวกอยู่ที่ 2,459 ล้านบาท
ส่วนแผนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจากกังวลถึงความปลอดภัยของเรือที่ต้องแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้วางแผนปรับเปลี่ยนมาซื้อน้ำมันจากฝั่งแอฟริกาตะวันตกและอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดหาและจัดส่งได้ภายในปลายเดือนเมษายนนี้ ส่วนมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันสำหรับสำรองใช้เพื่อความมั่นคงภายในประเทศ จะยกเว้น สปป.ลาว โดยจะยังส่งน้ำมันให้บางส่วน เนื่องจากไทยยังคงพึ่งพาพลังงานจาก สปป.ลาว แต่จะเข้มงวดไม่ให้มีการส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 และบางประเทศที่มีสัญญาซื้อขายก่อนหน้านี้ รวมทั้งจะดำเนินการตรวจสอบและขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น
รายงานข่าวแจ้งว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อต้นทุนราคาพลังงานไทย ในส่วนของค่าไฟฟ้า ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะมีการประกาศอัตราค่าไฟงวดใหม่ (เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569) หลังจากงวดปัจจุบัน (มกราคม-เมษายน 2569) กำหนดไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย
เบื้องต้นคาดว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิหร่านกับอิสราเอล จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟงวดใหม่แน่นอน โดยเฉพาะผลจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันดิบ ที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาระยะสั้น Spot LNG ที่ราคาขยับทันทีไปอยู่ระดับ 14-15 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จากงวดปัจจุบันซื้อที่ราคาระดับ 10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู
ส่วนแอลเอ็นจีสัญญาระยะยาว แม้จะราคาคงที่ แต่เมื่อดูไส้ใน จะพบว่ามีความผันแปรตามราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกเช่นกัน ส่วนต้นทุนแต่ละประเภทจะเพิ่มขึ้นระดับใด ต้องรอ กกพ.พิจารณาอีกครั้ง นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟเพิ่มขึ้น ยังมาจากปริมาณเชื้อเพลิงถ่านหินที่ลดลง ซึ่งถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงราคาถูก
รายงานข่าวแจ้งว่า อย่างไรก็ตาม กกพ.ยังมีทางเลือกในการตรึงค่าไฟงวดใหม่นี้ หากพิจารณานำเงิน “Claw Back” หรือเงินผลประโยชน์ส่วนเกินของ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่ยอดสิ้นปี 2568 คาดว่าจะอยู่ระดับหมื่นล้านบาท หลังจากมีการลดค่า Adder หรือเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อเป็นแรงจูงใจในการผลิตไฟฟ้า จากกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ค่า Adder ในต้นทุนค่าไฟฐานลดลง 20-30 สตางค์
ดังนั้น หาก กกพ.นำเงินส่วนนี้มาอุดหนุน เพื่อตรึงราคาค่าไฟ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องใช้อย่างเหมาะสม เพราะหากตรึงงวดใหม่ 3.88 บาทต่อหน่วย โดยไม่ขยับราคาเลย เงิน Claw Back อาจหมดลง และทำให้ค่าไฟงวดถัดไป คือ งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 อาจต้องขยับขึ้นสูงหากสู้รบยืดเยื้อ
อ่านข่าวต้นฉบับ: โจมตีฐานผลิตพลังงานโลก ถล่มอิหร่าน-โต้กลับปิดฮอร์มุซ น้ำมันพุ่งทันที-อนุทินสั่งรับมือ