กรมการค้าภายใน ได้รับการสั่งการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าทั่วประเทศ พร้อมติดตาม-คุมราคา รับมือสถานการณ์โลก ย้ำห้ามฉวยโอกาสขึ้นสินค้าเด็ดขาด ชี้ 4 พันธมิตรผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ยังไม่ปรับ ไม่มีเหตุให้ขึ้นราคา ขณะที่ สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดติดตาม ประเมินราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายหลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ติดตามและกำกับดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้ามาตรการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพประชาชน เพื่อป้องกันความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจภายในประเทศ กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและบริการ
กรมการค้าภายในได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ประสานไปยังผู้ค้าน้ำมันที่เป็นพันธมิตรกับกรม ได้แก่ปั้มน้ำมัน พีทีที พีที บางจาก และซัสโก้ ซึ่งทุกรายแจ้งว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ประกอบกับกระทรวงพลังงานยังคงมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วงปัจจุบัน จึงยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่จะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ และได้ย้ำชัดเจนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้เร่งประสานไปยังผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายราย ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนแต่อย่างได และเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลาง และประสานไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการขนส่ง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมป้องกันการอ้างสถานการณ์ต่างประเทศเป็นเหตุปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร และกำชับผู้ประกอบการให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ ห้ามกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที.
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดกระแสข่าวที่อาจสร้างความกังวลต่อประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาสินค้า กรมการค้าภายในได้สั่งการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ทันที โดยแบ่งชุดตรวจสอบออกเป็น 4 สาย นำโดยอธิบดีและรองอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงตรวจสอบจุดจำหน่ายสินค้าจริงทั้งสถานีบริการน้ำมัน ห้างค้าส่งค้าปลีก โมเดิร์นเทรด ร้านค้า รวมถึงตลาดกลางค้าส่งสำคัญ เพื่อประเมินสถานการณ์ข้อเท็จจริงโดยตรง
สำหรับการลงพื้นที่ในวันนี้ได้ติดตามสถานการณ์ ณ ตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ โดยจากการตรวจสอบพบว่า การจำหน่ายสินค้าเป็นไปตามปกติ ปริมาณสินค้าเพียงพอ และราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับปกติ อาจมีการปรับขึ้นลงบ้างตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน แต่ยังไม่พบผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศแต่อย่างใด
ด้านตลาดสี่มุมเมืองให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีสินค้านำเข้าสู่ตลาดเฉลี่ยวันละประมาณ 8,000 ตัน โดยปริมาณสินค้าและระดับราคายังคงทรงตัว ไม่พบการปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจะรายงานให้กรมการค้าภายในทราบทันทีเพื่อพิจารณามาตรการดูแล
ขณะเดียวกันด้านรองอธิบดีกรมบังคับภายในที่มีการลงพื้นที่ตรวจสถานี บริการน้ำมัน 3 แห่งในเขตพื้นที่กรุงเทพและนนทบุรี ผลตรวจมีการเข้าใช้บริการอย่างคึกคัก และทางสถานีบริการน้ำมันก็ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันยังคงมีเพียงพอและจะตรึงราคาตามนโยบายของรัฐบาลโดยจะไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด ในส่วนของการจำหน่ายเป็นแกลลอนจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นใช้ในภาคการเกษตรหรืออุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ
ด้านห้างโมเดิร์นเทรดซึ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีก อาทิ แม็คโคร ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โลตัส และบิ๊กซี โดยทีมท่านรองอธิบดีได้รายงานผลการตรวจสอบพบว่าสถานการณ์ราคายังเป็นปกติ ปริมาณการจำหน่ายสินค้ายังมีสินค้าครบถ้วนและยังมีสต๊อกสินค้าในปริมาณที่สมควร โดยยืนยันว่าปัจจุบันสินค้ายังมีเพียงพอ เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตหลักในสินค้า ที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค
ในส่วนของร้านค้ารายย่อย กรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปลีกและร้านค้าขนาดเล็กเพิ่มเติม ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงที่ประชาชนมีความกังวลง
นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า “กรมการค้าภายในยังได้ติดตามสถานการณ์เชิงโครงสร้าง โดยจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านต้นทุนสินค้าอย่างรอบด้าน อาทิ ผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อราคาสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีและปุ๋ย เพื่อให้การกำกับดูแลราคาเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนจริง
โดยในระยะต่อไป กรมการค้าภายในจะหารือร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อวางแผนบริหารจัดการทั้งด้านปริมาณและระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ส่วนสินค้าที่ต้องนำเข้า จะมีการตรวจสอบต้นทุนและสต็อกคงเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าที่นำเข้าก่อนต้นทุนเปลี่ยนแปลง
ปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยด้านต้นทุนที่ทำให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้า จึงขอเตือนผู้ประกอบการห้ามปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากตรวจพบการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสินค้ายังมีเพียงพอและการจำหน่ายเป็นไปตามปกติ พร้อมขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐหรือสื่อหลัก เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ และหากพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
อ่านข่าวต้นฉบับ: ระดมตรวจราคาสินค้าทั่วประเทศ สั่งพาณิชย์จังหวัดติดตามใกล้ชิด ชี้ยังอยู่ภาวะปกติ
