เวิลด์แบงก์ระบุ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกระทบเศรษฐกิจไทยผ่านราคาน้ำมัน การท่องเที่ยว เงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่การฟื้นตัวยังช้าสุดในอาเซียนจากปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมชี้หากไทยเพิ่มความสามารถการแข่งขัน-ยกระดับทักษะแรงงาน-ปรับสมดุลการคลัง จะช่วยเปิดทางให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก เปิดเผยในงานเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จากบทเรียนในอดีต ความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าวมักส่งผลต่อประเทศไทยผ่านหลายช่องทาง ได้แก่ ราคาน้ำมัน ภาคการท่องเที่ยว ดุลบัญชีเดินสะพัด และอัตราเงินเฟ้อ โดยขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
โดยก่อนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ธนาคารโลกประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ระดับ 1.6% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการใหม่
ทั้งนี้ ธนาคารโลกประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2568-2570 แทบไม่เปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เคยมีการคาดการณ์ว่าความขัดแย้งทางการค้าและสงครามจะทำให้อัตราภาษีพุ่งสูงขึ้น แต่พบว่าอัตราภาษีที่จ่ายจริง (Effective Tariff) ไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมากนัก โดยนักเศรษฐศาสตร์เรียกภาวะนี้ว่า “The Great Resilience” สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย
สำหรับประเทศไทย ยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่การฟื้นตัวยัง “ช้าสุดในอาเซียน” เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนามและมาเลเซีย สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้นในช่วงหลังโควิด-19
หนึ่งในปัญหาหลักคือภาคอุตสาหกรรมไทยที่ “เก่า” แม้มีมูลค่าทุนสะสม (Capital Stock) สูงที่สุดในอาเซียน แต่การลงทุนใหม่ส่วนใหญ่เป็นเพียงการบำรุงรักษา ไม่ใช่การขยายหรือยกระดับเทคโนโลยี แตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาที่ควรมีการลงทุนเชิงขยายตัวมากกว่า จากการจัดอันดับกลุ่มประเทศจะพบว่า เวียดนามที่เป็นคู่แข่งไทยอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางเช่นกัน และไทยก็อยู่ในระดับกลางของกลุ่มนี้ ส่วนประเทศที่แซงไทยไปแล้วมีทั้งมาเลเซีย และจีน ซึ่งวิ่งได้เร็วมากในช่วงหลังๆ ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงที่สุดในอาเซียน ทำให้กำลังซื้อและความสามารถในการฟื้นตัวของครัวเรือนจำกัด ประกอบกับภาวะราคาน้ำมันที่จะปรับสูงขึ้น หลังเกิดสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง ทำให้ประชาชนกลุ่มรายได้ปานกลางลงมาไม่มีช่องทางขยับตัว รวมถึงการจ้างงานที่ไม่ได้ดีเท่าที่ควรเช่นกัน โดยคนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังใจในการหางาน ทั้งภาคเกษตร และกลุ่มที่ย้ายออกมาจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อกลับบ้านเกิดถึง 9%
ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปีกว่ารายได้จะกลับสู่ระดับก่อนโควิด แม้การท่องเที่ยวโลกจะฟื้นตัวแล้ว แต่ส่วนแบ่งตลาดหันไปประเทศอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม ญี่ปุ่น รวมทั้งไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น ความปลอดภัย กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และค่าเงินบาท
นายเกียรติพงศ์ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะจากจีนที่ย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน เริ่มให้ความสนใจไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การผลิตขั้นสูง และพลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม ไทยยังได้รับเม็ดเงินลงทุนแบบการสร้างโรงงานใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ (Greenfield) น้อย เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่เงินลงทุนส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังสหรัฐและสหราชอาณาจักร
ด้านการคลังแม้ระดับหนี้สาธารณะไทยจะปรับเพิ่มขึ้นหลังโควิดและมีแนวโน้มเข้าใกล้ 70% ต่อ GDP แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่ระดับหนี้ หากเป็น “ทิศทาง” ว่าจะสามารถลดลงได้หรือไม่ โดยแนวทางที่เป็นไปได้คือเดินหน้าขยายฐานภาษี เพิ่มรายได้ภาษีให้ได้อย่างน้อย 18% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับปกติของประเทศกลุ่มรายได้ปานกลาง จากปัจจุบันที่อยู่ราว 15% และปรับสมดุลการคลังควบคู่ไปกับการโยกงบประมาณจากการใช้จ่ายรัฐที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไปสู่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของ GDP ในระยะยาวได้
ทั้งนี้ ธนาคารโลกมองว่า ไทยยังมีศักยภาพการเติบโตใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ หากสามารถดำเนินนโยบายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการเปิดเสรีในภาคธุรกิจที่ยังปิดกั้นเพื่อดึงดูด FDI เต็มรูปแบบ, การเพิ่มทักษะใหม่ของแรงงาน และการปรับสมดุลเทางการคลังได้สำเร็จ เส้นทางการเติบโตของ GDP ไทยในระยะยาวมีโอกาสเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
“แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญพายุ แต่หากมองข้ามพายุไป ไทยยังมีโอกาสใหม่รออยู่ เพียงแต่ต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้หลุดจากขบวนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก” นายเกียรติพงศ์กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: เวิลด์แบงก์ เตือนเศรษฐกิจไทยฟื้นช้าสุดอาเซียน ชี้ต้องเร่งแก้ปัญหาโครงสร้าง