ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แน่นอนว่าจะส่งผลโดยตรงต่อหุ้นกลุ่ม ปตท. หรือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในปี 2569 นี้
นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ผลประกอบการหุ้นกลุ่ม ปตท. ในปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากราคาน้ำมันที่ฟื้นตัว ส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มต้นน้ำและธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงจากระดับราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลงไปอยู่แถว 69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบเริ่มฟื้นตัวจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ทาง ปตท. ยังพยายามลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรมที่บางส่วนยังอยู่ในภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) ทำให้มีการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้เชื่อว่ากำไรของหุ้นกลุ่ม ปตท. ในปีนี้มีโอกาสปรับตัวดีขึ้น
“ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแล้วพอสมควรสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องกว่า 60,000 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปี โดยหุ้นพลังงานไทยยังถือว่าอยู่ในระดับมูลค่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นพลังงานในต่างประเทศ จึงเกิดการปรับตัวขึ้นเพื่อไล่ตามมูลค่า (Catch up Valuation) อย่างมีนัยสำคัญ”
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ประเมินผลกระทบในระยะสั้น ในมุมของบริษัทน้ำมันย่อมได้รับประโยชน์จากราคาขายที่สูงขึ้น รวมถึงกำไรจากสต๊อกน้ำมัน แต่ในภาพรวมของประเทศและเศรษฐกิจถือว่าไม่ใช่ผลดี
เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกดดันเงินเฟ้อ และสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในระดับปานกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นมีแรงขายออกจากความกังวลว่าต้นทุนน้ำมันที่สูงจะกระทบภาพรวมเศรษฐกิจ
ในแง่ระยะเวลาของสถานการณ์ความขัดแย้ง หากเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตที่ใกล้เคียงที่สุด คือช่วงที่สหรัฐเข้าแทรกแซงหลังอิรักบุกคูเวต ซึ่งใช้เวลาประมาณ 43 วัน โดยสถานการณ์รอบนี้ ด้วยเทคโนโลยีทางการทหารที่พัฒนาไปมาก อาจอยู่ในกรอบราว 30-45 วัน ซึ่งถือว่าไม่นานนัก
โดยตลาดน้ำมันดิบมักสะท้อนภาพตามพัฒนาการของสถานการณ์สงคราม ในเหตุการณ์ใหญ่ที่ผ่านมาราคาน้ำมันมักปรับขึ้นทันทีราว 7% ในวันแรก ซึ่งรอบนี้ก็ปรับขึ้นในระดับใกล้เคียงกันที่ประมาณ 6-7%
“อย่างไรก็ตาม หากภายใน 1 เดือนสถานการณ์ยังไม่ยุติและมีการยกระดับความรุนแรง ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นได้ถึงราว 22% อ้างอิงจากสถิติในอดีต และหากยืดเยื้อจนกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ รวมถึงเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรล ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปที่ระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ แต่หากราคาน้ำมันสูงเกินระดับ 100 ดอลลาร์เป็นเวลานาน ก็มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย และอาจกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในระยะถัดไป”
ด้านบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) ระบุว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ทำให้สมดุลความเสี่ยงของตลาดน้ำมันตึงตัวมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านเส้นทางสำคัญในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เส้นทางทางเลือกมีจำกัด และกำลังการผลิตสำรองของ OPEC ไม่เพียงพอจะชดเชยความเสี่ยงดังกล่าว
จากราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบ Brent ที่ 68.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 1/2569 บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จึงปรับสมมุติฐานราคาน้ำมันปี 2569 เพิ่มเป็น 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยประเมินว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในช่วง 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะสั้น ก่อนจะอ่อนตัวลงตามปัจจัยพื้นฐานเมื่อความตึงเครียดคลี่คลาย พร้อมแนะนำให้ลงทุนแบบ Selective โดยมี บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และ PTT เป็นหุ้นเด่น
ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ PTTEP ยังเป็นหุ้นแนะนำหลัก เนื่องจากได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง มีต้นทุนการผลิตต่ำ และฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 157 บาท ขณะที่ PTT ได้รับความสนใจจากโครงสร้างธุรกิจที่ครบวงจร PBV ปี 2569 เพียง 0.9 เท่า และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 6%
สำหรับกลุ่มโรงกลั่น บทวิเคราะห์ชี้ว่าการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบยังเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางราว 55% ทำให้มีความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการผลิตของ OPEC+ แม้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะมีสต๊อกน้ำมันล่วงหน้า 1-2 เดือนก็ตาม
ขณะที่บทวิเคราะห์ของ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ระยะสั้นราคาน้ำมันยังมี Upside จาก War Risk Premium และความเสี่ยงด้านการขนส่ง
โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ แนะนำให้คงน้ำหนักลงทุนกลุ่มพลังงาน “เท่ากับตลาด” และใช้ PTTEP เป็นตัวเลือกหลักในการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
อ่านข่าวต้นฉบับ: ส่องหุ้นกลุ่ม ปตท.รับเอฟเฟ็กต์สู้รบดันราคาน้ำมันพุ่ง
