แบงก์รับนโยบาย ธปท. เขย่าโครงสร้างค่าธรรมเนียม-จัดทำมาตรฐานใหม่ 15 รายการ รับปัจจุบันลูกค้าหันมาใช้โมบายแบงกิ้งมากขึ้น เลิกใช้บัตรโอนเงิน-ถอนเงินข้ามเขต แทบไม่มีค่าฟีอยู่แล้ว ขณะที่ค่าธรรมเนียมบางตัวปัจจุบันไม่ได้เรียกเก็บแล้ว ฟาก “วิจัยกสิกรฯ” คาดมีผลกระทบต่อรายได้-แบงก์ดิ้นหาค่า Fee ประเภทใหม่ชดเชย
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างการเข้าไปกำหนดค่าธรรมเนียม (Fee) ของธนาคารพาณิชย์ ในส่วนของธุรกรรม Transaction Banking และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งมองว่าเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยจะเข้าไปดูแลและกำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เบื้องต้นมีประมาณ 15 รายการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างพูดคุยกับธนาคาร
“ต้องคุยกัน ตรงไหนคือจุดสมดุลที่จะปรับลด เช่น ค่าธรรมเนียมข้ามเขต เรียกเก็บเช็คข้ามเขต เนื่องจากปัจจุบันธุรกรรมเหล่านี้ไม่มีต้นทุน หรือต้นทุนน้อยมาก รวมถึงค่าออกบัตรเดบิต-เอทีเอ็ม ค่ารักษาบัญชีที่แต่ละแบงก์เก็บค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน และไม่มีมาตรฐาน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมการขอกู้เงินของเอสเอ็มอีจะเลือกมาประมาณ 15 รายการ แล้วประกาศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน”
ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันค่า Fee ในส่วนของธุรกรรมค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว อย่างการโอนเงิน-ถอนเงินข้ามเขต ปัจจุบันมีบริการกดเงินไม่ใช้บัตร (Cardless Withdrawal) แม้ว่าจะไปถอนเงินที่ต่างจังหวัดผ่านเครื่องเอทีเอ็มก็จะไม่มีค่า Fee รวมถึงผู้ถือบัตรเอทีเอ็ม-เดบิตน้อยลง ดังนั้น อาจจะช่วยลดภาระประชาชนได้บ้าง แต่อาจไม่มากนัก
ขณะที่ค่า Fee ในส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอี เช่น ค่าธรรมเนียมอนุมัติสินเชื่อ (Front end Fee) หรือค่าธรรมเนียมชำระหนี้ล่วงหน้า (Pre-Payment Fee) อาจจะมีผลกระทบกับแบงก์ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการอนุมัติสินเชื่อ อย่างไรก็ดี ธนาคารพร้อมให้ความร่วมมือ ซึ่งก็คงต้องปรับตัวไปหารายได้ค่าธรรมเนียมด้านใหม่ แต่ก็ค่อนข้างยากในภาวะเช่นนี้
“ธปท.ยังไม่ได้มาคุย แต่เชื่อว่ากำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ แล้วคงหารือ และดูต้นทุนของธนาคารอีกครั้ง แต่ค่าธรรมเนียมหลายอย่างแบงก์ไม่ได้มีการเรียกเก็บ หรือลดลงตามเทคโนโลยีและดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นอยู่แล้ว”
นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่าปัจจุบันก็จะเห็นว่าค่า Fee หลาย ๆ ตัวธนาคารไม่ได้มีการเรียกเก็บแล้ว อย่างไรก็ดี มองว่าค่า Fee ถอนเงิน หรือฝากเงิน มองว่าจะต้องเก็บ เนื่องจากมีต้นทุนสูง และกรณีลูกค้าต้องการจะใช้เงินก้อนใหญ่ควรโอนเงิน ซึ่งธนาคารอาจจะพิจารณาดูในวงเงินก้อนใหญ่ ๆ อาทิ หลักล้านบาทขึ้นไป ซึ่งไม่กระทบคนส่วนใหญ่
สำหรับค่า Fee อื่นอาจจะต้องดูรายละเอียด แต่เห็นด้วยการเรียกเก็บในส่วนที่เป็นข้อจำกัด และทำให้การขอสินเชื่อเป็นภาระกับลูกค้า โดยเฉพาะในสินเชื่อเอสเอ็มอี
“ในด้านการปรับตัวของแบงก์ แม้ว่าจะไม่มีเรื่องที่ ธปท.จะทำ แบงก์เองก็ต้องพยายามหารายได้ค่าธรรมเนียมจุดอื่นเพิ่ม อย่างปีที่ผ่านมาและปีนี้ก็จะเน้นเรื่องการลงทุน ทั้งผ่านกองทุนรวม หรือตราสารต่าง ๆ รวมถึงค่าธรรมเนียมจากการใช้จ่ายบัตรเครดิต เป็นต้น”
นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การเข้ามาดูแลค่า Fee ของ ธปท.เป็นสิ่งที่เคยดำเนินการมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยธนาคารจะต้องมีการแจกแจงต้นทุนที่มาในแต่ละผลิตภัณฑ์ ซึ่งแต่ละธนาคารอาจจะมีต้นทุนที่ไม่เหมือนกัน แต่มองว่า ธปท.มีความตั้งใจดี เพื่อจะทำให้ต้นทุนที่เกิดกับผู้ใช้บริการหรือประชาชนน้อยที่สุด และเหมาะสม ซึ่งจะต้องกลับมาดูรายละเอียดอีกที
“คงจะต้องมีการพูดคุยหารือกัน เพื่อพิจารณาต้นทุนและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ว่าต้นทุนอยู่ตรงไหน และการแข่งขันอยู่ตรงไหน ที่ผ่านมาธนาคารก็มีการลดค่า Fee เป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะธุรกรรมผ่านโมบายแบงกิ้ง ส่วนผลกระทบต่อรายได้คงมีบ้าง แต่คงต้องมาดูรายละเอียดว่าจะปรับลดส่วนไหน อะไร ยังไง เพราะแต่ละธนาคารมีต้นทุนไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ ธนาคารพร้อมดำเนินตามนโยบาย เชื่อว่าผู้ว่าการธปท.มีความตั้งใจดีที่ต้องการลดต้นทุนให้ประชาชน”
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาทิศทางดอกเบี้ยขาลง และสินเชื่อขยายตัวไม่ดี ทำให้รายได้ดอกเบี้ยของแบงก์ถูกกดดัน แบงก์จึงพยายามหาค่าธรรมเนียมประเภทใหม่ ๆ หรือเน้นรายได้ค่า Fee เกี่ยวกับการลงทุนและธุรกิจบริหารความมั่งคั่งมากขึ้น
ซึ่งในปี 2568 รายได้ดอกเบี้ยมีอัตราการเติบโต -10% ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเติบโตราว 4% หรือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท โดยที่ยังขยายตัวได้ดี จะเป็นค่าบริการหรือเกี่ยวเนื่องการใช้บัตรเครดิตโต 10% หรือราว 5.8 หมื่นล้านบาท ค่าบริการนายหน้า-ธุรกิจเกี่ยวกับ Wealth โต 8% หรือ 3.8 หมื่นล้านบาท และการเบิกถอนเงิน-โอนเงิน-เรียกเก็บเงิน หรือเกี่ยวข้องกับการชำระเงินโต 3% หรือราว 1.5 หมื่นล้านบาท
เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2569 การแข่งขันหารายได้ค่า Fee จะมากขึ้น ทำให้โอกาสในการเติบโตส่วนนี้จะไม่สูงเมื่อเทียบกับอดีต โดยทิศทางค่า Fee ที่แบงก์จะมุ่งเน้นและสามารถขยายตัวได้ในปีนี้คือ นายหน้า บริการ ลงทุน บริการใหม่ที่เกี่ยวเนื่องธุรกิจ Wealth เช่น การดูแลรับฝากทรัพย์สิน (Custodian) บริการหนังสือรับรองการนำเข้าและส่งออก (L/C) เนื่องจากยังได้รับอานิสงส์การเร่งการส่งออก (Front Loading) และบัตรเครดิต เป็นต้น
“หาก ธปท.เข้ามาดูและดึงค่าธรรมเนียมให้ตึงขึ้น ภายใต้ราคาที่เป็นธรรม น่าจะมีผลกระทบต่อรายได้ และโอกาสแบงก์แข่งขันหารายได้มากขึ้น ซึ่งท่ามกลางสินเชื่อชะลอตัว เศรษฐกิจไม่ได้ขยายตัวมากนัก ทำให้ทั้งปีการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมน่าจะทรงตัวเท่าปีก่อน หรือชะลอเล็กน้อย”
อ่านข่าวต้นฉบับ: แบงก์จ่อทบทวนค่าธรรมเนียม ขานรับนโยบายผู้ว่าการธปท.-เร่งหาจุดสมดุล
