สถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลและสหรัฐ กับอิหร่าน ที่ส่อเค้าลุกลามบานปลาย จนถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานของโลก โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมแนวทางการเตรียมการรับมือกับราคาน้ำมัน ซึ่งหนึ่งในมาตรการที่เตรียมไว้รองรับสถานการณ์คือ การปรับเปลี่ยนสูตรการผสมน้ำมันขายปลีก จากดีเซล B5 หรือดีเซลที่ผสมไบโอดีเซล 5% มาเป็น B7 หรือ B10 หรือแก๊สโซฮอล์ มีการเพิ่มสัดส่วนแอลกอฮอล์ในน้ำมันมากขึ้น ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้รับการขานรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายกิตติศักดิ์ วัธนเวคิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์สหรัฐอเมริกากับอิหร่าน จุดชนวนพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก (Perfect Storm) โดยต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับวันที่ 2 มี.ค. 69 และวันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนหน้าโรงกลั่น (Ex-Refinery) ดีเซล พุ่งจาก 18.9924 เป็น 24.5248 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +5.53 บาท) ส่วนเบนซิน ออกเทน 95 ต้นทุนพุ่งจาก 16.6187 เป็น 19.5381 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +2.92 บาท) เกิดกระแสตุนน้ำมัน ทำให้บางปั๊มปิดให้บริการ
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 70% หากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซหยุดลงชั่วคราว ผลกระทบต่อไทยจะเกิดขึ้นในทันที เพราะปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศไทยมีอยู่ราว 61 วัน โดยเป็นน้ำมันสำเร็จรูปสำรอง 38 วัน และน้ำมันดิบในเรือที่พ้นช่องแคบมาแล้วอีก 23 วัน ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงาน 2 เดือนเต็ม เพราะโรงกลั่นไทยต้องใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง หากขนส่งหยุดลงนานกว่าระยะสำรอง โรงกลั่นจะขาดวัตถุดิบ
ส่งผลให้การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสะดุด ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตลง
ทั้งนี้ ทางรอดที่ยั่งยืน คือ การยกระดับเอทานอล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศอยู่แล้ว หากภาครัฐเร่งผลักดันให้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบลงได้ทันที 10% ของกลุ่มเบนซิน
ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลสูงสุดรวมประมาณ 6.92 ล้านลิตร/วัน จากโรงงานผลิตเอทานอลรวม 28 แห่ง สามารถเป็นพลังงานสำรองรับกับความต้องการใช้งานจริงได้ทันที นอกจากนี้ยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกมากกว่า 50-60% หากมีการขยายตัวหรือส่งเสริมการใช้ E20 จากทางภาครัฐ
นายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย และรองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันคาดว่าจะออกสู่ตลาดมากในเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 นี้ ขณะที่สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ประมาณ 3 แสนตัน และราคาในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 34-35 บาทต่อกิโลกรัม โดยมั่นใจว่าปริมาณน้ำมันปาล์มดิบมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภค ส่วนเรื่องของการส่งออกก็ขึ้นอยู่กับตลาด
ส่วนในกรณีที่หากมีการส่งเสริมในการผลิตไบโอดีเซล จาก B5 เป็น B7 หรือ B10 เชื่อว่าสามารถดำเนินการได้ และจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้
“ปัญหาตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นก็ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน การสร้างความมั่นคงพลังงานในประเทศเป็นสิ่งสำคัญ และเห็นว่าการเพิ่มสัดส่วนใช้น้ำมันปาล์มดิบในการผลิตไบโอดีเซล ดีกว่าที่จะนำไปส่งออก และเก็บน้ำมันปิโตรเลียมไว้ใช้ในยามจำเป็นสำคัญ”
ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยเฉพาะน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงสำหรับภาคขนส่ง ดังนั้น หากเกิดวิกฤตด้านอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลาง ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มเป็นพลังงานชีวภาพที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้ภายในประเทศ ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การปลูกปาล์มน้ำมัน สกัดน้ำมันปาล์มดิบ ไปจนถึงการผลิตเชื้อเพลิง
โดยผลกระทบน้ำมันปาล์มดิบที่มีประมาณ 3.6 ล้านตันต่อปี มีปริมาณส่งออกกว่า 1.2 ล้านตันต่อปี ทำให้ต้องพึ่งพาตลาดโลกในการดูดซับ ขณะที่กำลังการผลิตไบโอดีเซลรวมประมาณ 11-12 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ความต้องการใช้ผลิต B5 อยู่ที่ 3 ล้านลิตร และหากเพิ่มเป็น B10 อยู่ที่ 6 ล้านลิตร ซึ่งก็ยังไม่เต็มกำลังการผลิตที่ไทยสามารถผลิตได้ ยังสามารถเพิ่มได้อีก ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเอกชนมีความพร้อมสามารถผลิตได้ทันที แต่ก็อาจจะต้องแจ้งเพื่อเตรียมอุปกรณ์สารเคมีที่ใช้ผลิตเพียงเท่านั้น
จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จากกรณีสงครามอิหร่านกับอิสราเอลในครั้งนี้ ทำให้เกิดปัญหาในการขนส่งพลังงานของโลก ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย ดังนั้น รัฐบาลควรกำหนดแนวทางนโยบายไบโอดีเซลของประเทศไทยในระยะยาว เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เนื่องจากพลังงานจากไบโอดีเซลสามารถเพิ่มการใช้ได้ ในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกเกิดความผันผวน
อีกทั้งยังเป็นช่องทางสำคัญในการระบายหนึ่งในสินค้าเกษตรหลักของประเทศอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง และเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำมูลค่าสูงของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม
“นอกจากนี้ยังช่วยรักษาศักยภาพการผลิตภายในประเทศ โดยบริหารให้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมไบโอดีเซลสามารถรองรับการใช้งานในระดับ B7 ถึง B10 ได้อย่างมีเสถียรภาพ เพื่อให้อุตสาหกรรมสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานได้อย่างรวดเร็ว บริหารจัดการการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อให้ประเทศมีปริมาณสต๊อกและระดับราคาที่เหมาะสม เนื่องจากในอดีตราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทยในบางช่วงเวลาสูงกว่าราคาตลาดโลกอย่างมาก อันเป็นผลจากปริมาณสต๊อกในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำเกินไป”
และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การสนับสนุนใช้พลังงานชีวภาพยังช่วยบูรณาการนโยบายสิ่งแวดล้อมและการลดก๊าซเรือนกระจก เพราะไบโอดีเซลมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ โดยมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ด้อยไปกว่า Green Diesel (HVO : Hydrotreated Vegetable Oil) หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) แต่มีต้นทุนที่ต่ำกว่ามากอย่างมีนัยสำคัญ
อ่านข่าวต้นฉบับ: แนะพลิกวิกฤตน้ำมันเป็นโอกาส ใช้ ‘ไบโอดีเซล-เอทานอล’ เสริมพลังงานชาติ