ประธานสหพันธ์ขนส่งฯ ถอดสมการต้นทุนโลจิสติกส์ไทยในภาวะสงคราม สะท้อนปัญหาการบริหารจัดการน้ำมันดีเซลที่ส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการฐานรากและภาคเกษตรกรรม จี้ทบทวนมาตรการห้ามเติมน้ำมันใส่แกลลอนที่กำลังกลายเป็นอุปสรรคต่อเครื่องจักรกลการเกษตรและบริการชุมชน วอนรัฐบาลใช้อารมณ์ร่วมกับประชาชนในการตัดสินใจนโยบายพลังงาน ย้ำชัดดีเซลคือกระดูกสันหลังของระบบโลจิสติกส์ หากรัฐคุมฐานรากไม่อยู่ แรงเหวี่ยงจากค่าครองชีพและเงินเฟ้อจะกลายเป็นวิกฤติซ้ำเติมกำลังซื้อของคนไทยในระยะยาว
“ประชาชาติธุรกิจ” มีสัมภาษณ์พิเศษ ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ผู้นำรถบรรทุกกว่า 13 สมาคมทั่วประเทศ ในวันที่เขากำลังยื่นหนังสือด่วนที่สุดไปยังกระทรวงพลังงาน เพื่อเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ทางรอดเดียว” ของภาคขนส่งก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
ดร.ทองอยู่ เริ่มต้นการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า น้ำมันคือสายเลือด และดีเซลคือน้ำมันแห่งชีวิตของภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด น้ำมันดิบจะไม่สามารถออกจากแหล่งผลิตได้ ราคาพลังงานทั่วโลกจะพุ่งสูงแบบไร้เพดาน และไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นเอง จะได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 สหพันธ์การขนส่งทางบกฯ ได้ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย 13 สมาคม ออกมาตรการข้อเรียกร้อง 8 ประการ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยประเด็นที่เป็น “หัวใจสำคัญ” คือการคัดค้านการปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล
“เราขอให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร นี่คือเส้นตายที่ภาคขนส่งยังพอหายใจได้”
ดร.ทองอยู่ระบุ พร้อมตั้งคำถามถึงระยะเวลาการบริหารงานของรัฐบาล “มาตรการตรึงราคา 15 วันที่รัฐประกาศออกมา มันคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบไม่จริงใจ รัฐบาลควรใช้อารมณ์ร่วมกับประชาชน ขยายเวลาออกไปอย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ตั้งหลักท่ามกลางวิกฤตสงคราม”
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ “ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงอย่างน้อย 3 บาทต่อลิตร” ทันที เพื่อแบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันกำลังอยู่ในสภาวะวิกฤต
ดร.ทองอยู่ ฉายภาพให้เห็นถึงช่องว่างทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ทำให้เกิด “ความไม่เป็นธรรม” ในเชิงโครงสร้างราคาอย่างรุนแรง
“ปัจจุบันรัฐบาลตรึงราคาดีเซลเฉพาะผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ตามมาตรา 7 แต่รู้ไหมว่าผู้ประกอบการขนส่งที่มีรถเป็นร้อยเป็นพันคัน ที่เขามีถังน้ำมันสำรองเอง กลับต้องซื้อน้ำมันแพงกว่าราคาหน้าปั๊มลิตรละ 40-50 สตางค์ นี่คือความลักลั่นที่ทำร้ายคนทำงานจริง ถ้าเราเอารถบรรทุกหมื่นคันไปต่อคิวเติมในปั๊มหน้าปากซอย จราจรก็พัง ปั๊มก็ไม่รับ แล้วทำไมรัฐไม่ทำให้เป็น Single Price ราคาเดียวทั่วประเทศทั้งหน้าปั๊มและคลังน้ำมัน?”
นอกจากนี้ ยังไม่รวมถึงการเรียกร้องความโปร่งใส ตาม พรบ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 11 ที่รัฐต้องเปิดเผยสถิติน้ำมัน
“เดือนธันวาคม 2567 เราส่งออกน้ำมันมหาศาลกว่า 1,400 ล้านลิตร แต่ข้อมูลเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์กลับหายไปในกลีบเมฆ ความลับนี้ใครได้ประโยชน์? คนไทยต้องใช้น้ำมันแพง แต่เรากลับส่งออกไปเลี้ยงเพื่อนบ้านเนี่ยนะ?”
ในจังหวะที่สถานการณ์เข้าสู่จุดเดือด ดร.ทองอยู่หยิบไม้ตายทางกฎหมายขึ้นมาเสนอ โดยย้อนกลับไปใช้แนวทางสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ปี 2516
“รัฐบาลมีอำนาจเต็มตามกฎหมายกระทรวงในการสั่งระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปชั่วคราว 60-90 วัน เพื่อสำรองน้ำมันไว้ใช้ในประเทศยามฉุกเฉิน เราต้องกักน้ำมันไว้ให้คนในชาติใช้ก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้กลุ่มทุนน้ำมันและโรงกลั่นตักตวงผลประโยชน์จากการส่งออกในขณะที่คนในประเทศกำลังแย่”
ดร.ทองอยู่ยังแสดงความเห็นพ้องกับแนวคิดของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.พลังงาน ในแง่ที่ว่าต้องตรึงราคาโดย ‘ไม่ชดเชย’ เพราะน้ำมันที่ใช้อยู่ตอนนี้คือการสต็อกล่วงหน้ามาแล้ว 2 เดือน
“อย่ามาอ้างว่าราคาวันนี้ขึ้นเพราะสงครามเมื่อวาน น้ำมันในสต็อกต้นทุนเก่าต้องถูกใช้เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อกำไรโรงกลั่น”
มาตรการห้ามเติมน้ำมันใส่ถังหรือแกลลอนเพื่อป้องกันการกักตุน กลายเป็นประเด็นที่ ดร.ทองอยู่สะท้อนออกมาด้วยความสะเทือนใจ เพราะเขาระบุว่ามันกระทบไปถึง “รากหญ้า” ของจริง
“ลองนึกภาพเกษตรกรที่มีรถไถนา รถเกี่ยวข้าว หรือเครื่องจักรในสวนปาล์ม รถพวกนี้ไม่มีทะเบียน ขับไปปั๊มน้ำมันไม่ได้ พอรัฐสั่งห้ามเติมใส่แกลลอน พวกเขาจะเอาพลังงานจากไหนมาทำมาหากิน? แม้แต่สัปเหร่อตามวัดในต่างจังหวัดที่ยังใช้เตาน้ำมันเผาศพ เขาก็ต้องการน้ำมันใส่แกลลอนไปใช้ มาตรการนี้คือการตัดทางรอดของคนจนอย่างชัดเจน”
สำหรับภาคการขนส่ง ดร.ทองอยู่ยืนยันว่า สหพันธ์ฯ มีเกณฑ์ชัดเจนเกี่ยวกับการปรับค่าขนส่ง ซึ่งตอนนี้ราคาน้ำมันดีเซลที่ผู้ประกอบการรับได้คือ ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ถ้ายังไม่เกินระดับนี้ กลุ่มผู้ประกอบการจะยังไม่ปรับค่าขนส่ง แต่หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น จะมีสูตรการปรับค่าขนส่งตามสัดส่วน เพราะทุก ๆ 1 บาทที่ราคาดีเซลเพิ่มขึ้น ค่าขนส่งจะต้องปรับขึ้น 3% ซึ่งเขายกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 5 บาท ค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 15%
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าการปรับค่าขนส่งเป็น มาตรการสุดท้ายที่ไม่อยากใช้ เพราะทันทีที่ค่าขนส่งขึ้น ราคาสินค้าทุกอย่างก็จะขึ้นตาม
“เพดานที่เรารับได้คือ 30 บาทต่อลิตร ถ้ายังไม่เกิน เราจะกัดฟันสู้ไม่ปรับขึ้นค่าขนส่ง แต่ถ้าเกินเมื่อไหร่ สูตรของเราคือ ‘1 บาท : 3%’ คือ ทุกๆ 1 บาทที่ราคาน้ำมันขึ้น ค่าขนส่งจะขยับตาม 3% ทันที หรือถ้าขึ้น 5 บาท ค่าขนส่งขยับ 15% แล้วลองคิดดูว่าราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สบู่ ยาสีฟัน และสินค้าบริโภคจะพุ่งไปขนาดไหน? ”
ดร.ทองอยู่ เตือนว่านี่คือ “Domino Effect” ที่จะลามไปถึงอุตสาหกรรมก่อสร้าง เช่น อิฐ หิน ดิน ทราย รวมถึงการท่องเที่ยว และสุดท้ายจะจบลงที่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจนรัฐต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสยบปัญหา ซึ่งจะซ้ำเติมให้ประชาชนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอยเข้าไปอีก
ดร.ทองอยู่ ทิ้งท้ายด้วยการเตือนถึง “สภาวะอัมพาต” ของเศรษฐกิจไทย หากเครื่องยนต์ทั้ง 4 ตัวหยุดทำงาน ดังนี้
“น้ำมันดีเซลคือ ‘ต้นทุนหลัก’ ของทุกภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรม การขนส่ง และบริการ หากน้ำมันดีเซลขึ้นราคา ต้นทุนพลังงานอื่นๆ เช่น ค่าไฟฟ้า (จากทั้ง LNG และ NGV) ก็จะปรับขึ้นตาม รัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการการปรับราคาค่าขนส่งเป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ และต้องคุมราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและระบบเศรษฐกิจของชาติ” ดร.ทองอยู่กล่าวทิ้งท้าย
อ่านข่าวต้นฉบับ: แม่ทัพขนส่งเตือนรัฐบาล ดีเซลหลุดเพดาน 30 บาท ค่าขนส่งพุ่ง-เศรษฐกิจสะเทือน
