คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
นางคริสตัลลีนา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนเมื่อวันที่ 9 มีนาคมนี้ ว่า ให้บรรดาผู้รับผิดชอบในการจัดทำนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศให้เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ อันเนื่องมาจากสภาวะสงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลาง
นางจอร์จีวากล่าวในงานสัมมนาที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันเดียวกันนี้ว่า ถ้าหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อยาวนานออกไป ก็จะกลายเป็นผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อตลาด อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อัตราเงินเฟ้อ และกลายเป็นเงื่อนไขเรียกร้องการดำเนินการใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาจากผู้กำหนดนโยบาย และแม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงไปแล้ว แต่ภาวะช็อกก็อาจเกิดขึ้นตามมาได้ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในอนาคตเกิดความไม่แน่นอน จึงเรียกร้องให้บรรดาผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจต้อง ‘คิดถึงสิ่งที่ไม่น่าจะคิดว่าเป็นไปได้’ และเตรียมพร้อมในการรับมือกับวิกฤตครั้งใหม่นี้
นางจอร์จีวากล่าวว่า ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้สอดคล้องกับทรรศนะของไอเอ็มเอฟก่อนหน้านี้ที่ออกมาเรียกร้องให้แต่ละประเทศหาทางเคลียร์ปัญหาเศรษฐกิจภายในให้เหลือเบาบางที่สุด เพื่อที่จะดูว่ามีศักยภาพหลงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใดในการรับมือกับภาวะช็อกครั้งใหม่นี้
กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟออกมากล่าวหลังจากที่สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะสงครามลุกลามไม่หยุดหย่อน ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตาย จนกระทั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต ต้องประกาศลดกำลังการผลิตลง เพราะไม่มีคลังเก็บหลงเหลือ
ไอเอ็มเอฟระบุว่า การลำเลียงน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดลงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งราวครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำมันดิบที่ภูมิภาคเอเชียนำเข้าและราว 1 ใน 4 ของก๊าซธรรมชาติเหลวที่เอเชียนำเข้ามาใช้ภายในภูมิภาค เพราะ 60 เปอร์เซ็นต์ของน้ำมันดิบที่โลกต้องการใช้ต้องลำเลียงผ่านช่องแคบดังกล่าว เช่นเดียวกับอีก 11 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซแอลพีจี
ในการรับมือกับภาวะช็อกครั้งนี้ นางจอร์จีวาชี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายต้องลงทุนในกรอบการทำงานเชิงสถาบันและนโยบายสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นสูง ปรับตัวได้ดี เพื่อประคองเศรษฐกิจและใช้ภาคเอกชนเป็นแกนนำเพื่อให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัว พร้อมกันนั้นก็เสนอให้รักษาขีดความสามารถในการรับมือที่มีเอาไว้ สำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์สิ้นสุดลง
นางจอร์จีวาเตือนว่า สำหรับญี่ปุ่น ซึ่งพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ราคาที่ปรับสูงขึ้นเมื่อผสมผสานกับการอ่อนตัวของค่าเงินเยน ทำให้เสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเงินเฟ้อขึ้นพร้อม ๆ กับเศรษฐกิจหดตัว หรือสแตกเฟลชั่น ผลักดันให้รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการทางด้านการคลังเข้าช่วย ในขณะที่ความพยายามที่จะปรับการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นให้กลับสู่ภาวะปกติ ตกอยู่ในสภาพซับซ้อนมากขึ้น
ทั้งนี้ ในความเห็นของไอเอ็มเอฟ หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 1 ปี จะส่งผลให้ภาวะเงินเฟ้อถีบตัวสูงขึ้นถึง .40 เปอร์เซ็นต์ และทำให้อัตราการขายตัวของเศรษฐกิจโลกชะลอลง 0.1-0.2 เปอร์เซ็นต์ โดยไอเอ็มเอฟจะแถลงรายละเอียดผลการวิเคราะห์เพิ่มเติมในการแถลงถึงรายงานภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่จะมีขึ้นในเดือนเมษายนนี้
ในขณะเดียวกันสัญญาณแสดงการยืดเยื้อของสงครามก็ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีอเมริกัน แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อโซเชียลยืนยันว่า ราคาน้ำมันจะขยับขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ อันเป็นต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่าย และจะกลับสู่ภาวะปกติในทันทีที่ “การทำลายศักยภาพทางนิวเคลียร์ของอิหร่านสิ้นสุดลง”
ในตอนท้าย นางจอร์จีวาย้ำว่า แต่ละประเทศต้องควบคุมสถานการณ์เศรษฐกิจภายในให้ได้ จึงจะสามารถจัดเตรียมบ้านตัวเองให้พร้อมที่สุดในการรับมือกับภาวะช็อกในระดับโลกครั้งใหม่นี้ได้ในที่สุด
ไอเอ็มเอฟเตือนด้วยว่า หลายประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์พลังงานครั้งนี้โดยที่ “กันชนที่เคยมีอยู่ลดน้อยลงจากวิกฤตการณ์ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะบรรดาประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันสุทธิ ที่มีระดับหนี้สาธารณะสูงอยู่แต่เดิมแล้วยิ่งน่าเป็นห่วงมากเป็นพิเศษ สิ่งที่ควรทำก็คือ การฟื้นฟูกันชนทางการคลังให้กลับมาอยู่ในสภาพดีเหมือนในยามที่เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในสภาพที่ดี และ “ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะทำให้ประเทศตัวเองอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้”
กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังคงสามารถยืดหยุ่นตัวได้ดี ในการรับมือกับภาวะช็อกครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเชื่อว่าจะยังขยายตัวได้ที่ 3.3 เปอร์เซ็นต์ แต่ความยืดหยุ่นนี้กำลังถูกทดสอบครั้งใหญ่อีกครั้งแล้วในตอนนี้
นางจอร์จีวากล่าวเตือนด้วยว่า ระเบียบโลกยุคนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สงครามตะวันออกกลางเป็นเพียงแค่ตัวอย่างรูปธรรมหนึ่งเท่านั้น ผู้รับผิดชอบนโยบายของทุกประเทศควรเตรียมตัวให้พร้อมกับการรับมือกับความท้าทายใหม่นี้ ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตทางการเมืองเข้าไปสู่การดิสรัปต์ทางด้านเทคโนโลยีและความขัดแย้งทางการค้าแล้ว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ไอเอ็มเอฟ เตือนโลกรับมือวิกฤตพลังงาน