ภูมิใจไทยประกาศยุคฝ่ายนิติบัญญัตินำบริหาร สปีดออกกฎหมายตามนโยบายหาเสียงช่วยปากท้องหวังอยู่ยาว 4 ปี เตรียมเงินเต็มคลัง รับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ เอกนิติ-รมว.คลัง สมัย 2 ล็อกสำนักงบฯลุยล้างท่องบฯ 69 ต่อเนื่องงบฯ 70 กัดฟัน 3 กรมภาษี อาจเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า ขยับไทม์ไลน์ลดขาดดุล สั่ง สส. 191 เสียง ชง พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน เปิดช่องบริจาคภาษีจังหวัดบ้านเกิด หวังกระจายงบฯ 1.95 แสนล้าน ตอกย้ำพรรคท้องถิ่นนิยม เดินหน้ากฎหมาย Super License ส่งเสริมการลงทุน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย เปิดเผยว่า นโยบายที่จะดำเนินการอันดับแรกหลังตั้งรัฐบาล ต้องมีมาตรการรับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเรื่องพลังงานน้ำมันและการค้า
รวมถึงต้องเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เพื่อมารองรับการดำเนินงานนโยบายเศรษฐกิจประเทศ มั่นใจว่าการทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ไม่ช้าแน่นอน เพราะได้หารือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้ว รวมถึงต้องเร่งล้างท่อการเบิกจ่ายงบฯ 69 ของหน่วยงานรัฐที่ยังค้างอยู่ เพื่อให้การบริหารมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับเร่งการขับเคลื่อนการลงทุนภายในประเทศซึ่งเป็นอีกเครื่องยนต์สำคัญ
ส่วนคำถามที่ว่า GDP ปี 2569 จะโตถึงเป้า 3% พลัส ตามที่เคยประกาศไว้หรือไม่นั้น ยอมรับว่าเป็นการประเมินในช่วงสถานการณ์ปกติก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง แต่ถึงอย่างไรจะพยายามและปรับแผนทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะยืดเยื้อ
นายเอกนิติกล่าวถึงการเดินหน้านโยบาย 10 Plus อาทิ ช่วยเหลือคนตัวเล็กเพื่อให้เติบโตทั่วถึง ผ่านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ นโยบายสูงวัยพลัส ช่วยส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี นโยบายช่วยผู้ประกอบการ SMEs Plus จะส่งเสริม Made in Thailand SMEs อยากให้เป็นของที่ผลิตในประเทศไทย ธุรกิจจะได้เติบโตได้
พร้อมย้ำว่า ในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยมี สส.มากที่สุด (191 คน) ต้องช่วยดูเรื่องกฎกติกา เพราะการจะแข่งบนเวทีโลกได้ต้องแก้ไขสิ่งที่เป็นอุปสรรค เช่น การผลิตสินค้าบางอย่างในไทยต้องมีการขอใบอนุญาตกว่า 20 จะต้องแก้ตรงนี้ ขณะเดียวกันเรามีกฎหมายจำนวนมากที่ล้าสมัย จะต้องปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย ซึ่งมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ โดยอาศัยความร่วมมือของ สส.มาช่วยขับเคลื่อน
เรายกรถยนต์เก่า ๆ ที่ติดหล่มออกจากหล่มได้แล้ว ตอนนี้เราจะพารถคันนี้ไปแข่งเวทีโลก ทีมเศรษฐกิจเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าเราต้องเป็นแชมป์ ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนเวทีโลก และเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ใช่เติบโตปีละ 10% เหมือนก่อนตอนวิกฤตปี’40 และติดลบปีละ 10% หลังวิกฤต และโตอย่างคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โตอย่างทั่วถึง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ว่าคนตัวเล็ก ผู้สูงอายุ SMEs
นายเอกนิติกล่าวว่า ทีมนโยบายเราวางแผนหมดไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ดังนั้นเราต้องช่วยกันขับเคลื่อน เพราะมีหลายสิ่งที่ต้องผลักดันกฎหมายเพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก ในทีมเศรษฐกิจของเราที่ออกแบบไว้ ไม่ใช่ออกแบบธรรมดา เราต้องคาดการณ์ด้วย ตนและทีมเศรษฐกิจรู้ว่ามีพายุตั้งอยู่หลายลูก ปีที่แล้วมีกรณีภาษีทรัมป์ และวันนี้มีสงครามตะวันออกกลาง แต่เราออกแบบเตรียมไว้แล้ว ทั้งดูแลเรื่องน้ำมัน เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน เรารู้ว่าพายุจะเกิดอะไร และอาจมีพายุที่ไม่คาดฝันอีกหลายลูก
“ดังนั้น ในฐานะที่ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย เราต้องพาคนไทยไปแข่งบนเวทีโลก เราต้องเตรียมพร้อมทุกอย่าง เราฝันว่าอีก 4 ปี ของเราต้องได้แชมป์ในสนามแข่งขันบนเวทีโลก” นายเอกนิติกล่าว
แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่า พรรคหวังบริหารราชการแผ่นดินครบ 4 ปี โดยจะมุ่งเน้นงานนิติบัญญัตินำฝ่ายบริหาร เพื่อผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามนโยบายที่พรรคหาเสียงไว้ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ประชาชน เพราะเชื่อว่าหากแก้ปัญหาปากท้องประชาชนสำเร็จ จะเป็นการปูทางไปสู่ชัยชนะการเลือกตั้งรอบหน้าแน่นอน
แหล่งข่าววิเคราะห์การแก้ปัญหาระยะสั้นว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเร่งสปีดใช้งบประมาณต่อเนื่องทั้งปี 2569 ถึงไตรมาสแรกของงบประมาณปี 2570 แต่การจัดเก็บรายได้จาก 3 กรมภาษี สรรพากร ศุลกากร และสรรพสามิต อาจไม่เป็นไปตามเป้า เนื่องจากภาวะสงคราม ราคาน้ำมันพุ่งสูง ค่าขนส่ง ต้นทุนผลิตสินค้า-ค่าไฟที่อาจจะเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัญหากำลังซื้อในทุกภาคส่วน กองทุนน้ำมันฯก็ต้องถูกใช้เพื่ออุดหนุนราคา
รัฐต้องจัดงบประมาณทั้งในปี 2569-2570 เพื่ออุดหนุนกลุ่มเปราะบาง และอาจจะต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยการขาดดุลที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายทางการคลังที่จะต้องขาดดุลลดลง ในปีนี้ 4.4% อาจเป็นไปไม่ได้ และต้องปรับเป้าหมายออกไป
ขณะเดียวกันมีรายงานจากพรรคภูมิใจไทยโดยคาดว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะบรรจุระเบียบวาระโหวตนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินวันที่ 19 มีนาคมนี้ เพื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศภายในเดือนเมษายน
ทั้งนี้ ผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย มีแผนที่จะขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของพรรค ที่จะต้องผ่านการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มีเป้าหมายที่จะต้องทำให้เสร็จภายใน 3-6 เดือน โดยเริ่มทำตั้งแต่เปิดสมัยการประชุมสภา และมีรัฐบาลบริหารประเทศ
โดยเฉพาะแก้ปัญหาคอขวดที่เป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดการลงทุน จะต้องมีการตรา พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน ที่เรียกว่า Super License เพื่อรวมศูนย์การขอใบอนุญาตให้เป็น One Stop Service อย่างแท้จริง ให้จบภายในหน่วยงานเดียว อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน และผู้ประกอบการไทย
ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบาย Thailand Plus หรือ BOI Fast Pass เป็นเหมือนทางด่วนสำหรับการขอส่งเสริมการลงทุน ปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐ เร่งให้อนุมัติไวขึ้น โดยมีเงื่อนไขจะต้องลงทุน 20% ภายในปี 2569
กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ร่าง พ.ร.บ.จัดระบบภาษีเงินได้และการบริจาคเงินเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ภายใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งครบกำหนดรับฟังความคิดเห็นเมื่อ 9 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ท้องถิ่นหารายได้ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือกสนับสนุนภาษี 30% ให้บ้านเกิดของตัวเอง หรือท้องถิ่นที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าจะทำกฎหมายดังกล่าวให้เสร็จภายใน 1 ปี
โดยเหตุผลในการตรากฎหมายดังกล่าวระบุว่า สมควรจัดสรรภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรกลับคืนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้เสียภาษีมีภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานประกอบการ รวมถึงกำหนดให้ประชาชนสามารถบริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้จ่ายในการจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันจะช่วยทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ที่เหมาะสมเพียงพอ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของร่างกฎหมายที่เป็นการเปิดช่องให้ประชาชนบริจาคภาษีให้บ้านเกิด ระบุไว้ในร่างกฎหมายมาตรา 7 ที่ระบุว่า “ให้การบริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น เป็นวิธีการหนึ่งที่จำเป็นในการพัฒนาและสนับสนุนเสถียรภาพความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และถือเป็นรายจ่ายเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด”
รวมถึงผู้ที่บริจาคเงินให้ท้องถิ่น สามารถนำไปลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ ตามมาตรา 8 ที่ระบุว่า “ผู้บริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิได้รับการลดภาษีตามกฎหมาย ว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง”
สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวในการเวิร์กช็อป บ้านเกิดเมืองนอน : สู่การพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน เมื่อเดือนมกราคม 2569 ว่า ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน ให้ประชาชนเป็นคนกำหนดภาษีรายได้ส่วนบุคคล ภาษีรายได้นิติบุคคล ซึ่ง 30% ของภาษีนิติบุคคล คือ 195,000 ล้านบาท นำไปกระจายสู่ท้องถิ่น ให้อำนาจผู้เสียภาษีสามารถกรอกได้ว่าอยากจะบริจาคไปพัฒนาท้องถิ่นใด ๆ จำนวนเท่าไหร่ในแต่ละปีได้ด้วยตัวเอง
พรรคภูมิใจไทย ยังเตรียมชงแก้ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เพื่อโอนสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวมารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม โดยเห็นว่ากระทรวงการท่องเที่ยวกับกระทรวงวัฒนธรรม มีภารกิจที่สอดคล้องกัน ขณะเดียวกันจะตรา พ.ร.บ.กระทรวงกีฬา แยกเป็นอีกหนึ่งกระทรวง เพื่อทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ โดยคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาได้ภายใน 6 เดือน
น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ในพรรคภูมิใจไทยมีการพูดคุยบ้างแล้ว ซึ่งก็เป็นวิสัยทัศน์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมองว่าประเทศไทย มีต้นทุนทางวัฒนธรรมมากมายมหาศาล แต่ยังไม่สามารถใช้ได้เต็มศักยภาพ สิ่งสำคัญคือใช้ภาคการท่องเที่ยวเข้ามาเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและทำการเผยแพร่ จึงนำมาสู่แนวคิดการรวมกระทรวง
ซึ่งการดำเนินการคาดว่าจะทำให้เร็วที่สุด เพราะนายกฯอยากจะให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน ดังนั้นต้องดูกระบวนการภาคปฏิบัติจริงและดูหน้างานอีกครั้ง ว่ากระบวนการมีความซับซ้อนมากน้อยเพียงใด ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าเราจะปรับโครงสร้างกระทรวงอย่างไร แต่เป็นเรื่องของการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ และการนำเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวและการส่งออกวัฒนธรรมของเรา
ในส่วนความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ที่รวบรวม 15 พรรค 290 เสียง (ยังไม่รวม สุพรรณบุรี 1 เสียงที่ กกต.ไม่รับรอง) และเริ่มชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมรัฐบาล
โดยโควตารัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ได้เก้าอี้รัฐมนตรีทั้งหมด 26 ตำแหน่ง ครอบคลุม 14 กระทรวง 14 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจนั้น นายอนุทิน ที่ควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมกฎหมายรัฐบาล ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา คาดว่าจะได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีอื่น ๆ ในโควตาพรรคภูมิใจไทย ที่เก็บไว้ให้บ้านใหญ่-เลือดแท้ในพรรค มีชื่อบุคคลที่จะมานั่งเป็นรัฐมนตรี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร
ขณะที่พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคอันดับสองในฝ่ายรัฐบาล ได้ดูแล 5 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) บวก 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการ และ 1 รองประธานสภาคนที่ 2
โดยคาดว่า พรรคเพื่อไทย เสนอนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย เป็น รมว.อว. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค เป็น รมว.ศึกษาธิการ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็น รมว.การพัฒนาสังคมฯ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็น รมว.แรงงาน ขณะที่อีก 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการนั้น ยังอยู่ในช่วงฝุ่นตลบว่าเครือข่ายบ้านจันทร์ส่องหล้าจะเลือกใครมานั่งเก้าอี้ โดยมีความเคลื่อนไหวของ สส.ภาคเหนือ และ สส.อีสาน ที่ชิงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ
อ่านข่าวต้นฉบับ: สั่งคลังรับมือวิกฤต-ส่อกู้เพิ่ม เร่ง กม.ภาษีบ้านเกิด 1.9 แสนล้าน