ศึกสหรัฐ-อิหร่านดันราคาน้ำมันและพลังงานพุ่ง รัฐบาลไทยเร่งหามาตรการรับมือ กบง.ชงเพิ่มสัดส่วนดีเซล B7 ตรึงราคาก๊าซหุงต้มถึง พ.ค. เสาะหาแหล่ง LNG แห่งใหม่จากมาเลย์ไม่ให้กระทบการผลิตไฟฟ้า ลุ้นค่าไฟงวดใหม่ พ.ค.-ส.ค. ด้านกองทุนน้ำมันติดลบแล้ว รอชง ครม.ใหม่ออก พ.ร.ก.ค้ำเงินกู้อุ้มเหมือนในอดีต
ความคืบหน้าสถานการณ์รุนแรงระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน ล่าสุดนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเปิดเผยว่า สงครามใกล้จบในเร็ว ๆ นี้ แต่เชื่อว่ายังไม่ใช่ในสัปดาห์นี้ โดยสหรัฐทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านลงไปอย่างมาก และกำลังพิจารณายึดครองช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานโลกที่สำคัญ
อีกทั้งเตือนหากอิหร่านขัดขวางการจัดส่งน้ำมัน สหรัฐจะโจมตีหนักกว่าเดิมหลายเท่า โดยพุ่งเป้าไปที่กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ว่าอย่าคิดทำลายการไหลเวียนของพลังงานในช่องแคบ และยอมรับว่าราคาน้ำมันขึ้นผิดปกติจากสถานการณ์สู้รบ โดยพยายามให้กำลังใจนักลงทุนที่กังวลเรื่องราคาพลังงานมากขึ้นทุกขณะ ยืนยันว่าสหรัฐพยายามทำให้ราคาน้ำมันลดลง
ด้านนายโรแลนด์ เลสกูร์ รมว.คลังฝรั่งเศส กล่าวถึงผลการหารือระดับรัฐมนตรีคลัง G7 ว่ากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 ยังไม่ได้มีมติว่าจะปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินหรือไม่ ในบริบทราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า 119 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 อันเป็นผลมาจากสงครามกับอิหร่าน โดยเสริมว่ารัฐบาลต่าง ๆ ยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาการขาดแคลนอุปทานในทันที
ส่วนผลที่ตกลงกันได้ในขณะนี้ คือในกรณีจำเป็นกลุ่มจะใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาด รวมถึงการปล่อยน้ำมันคงคลังที่จำเป็น ส่วนสหรัฐเชื่อว่าการปล่อยน้ำมันร่วมกัน 300-400 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็น 25%-30% ของปริมาณสำรอง 1.2 พันล้านบาร์เรล น่าจะเหมาะสม ซึ่งกลุ่ม G7 จะประชุมต่อไปและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ส่วนผลกระทบกับประเทศไทยต่อราคาน้ำมัน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ออกมาตรการระงับส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาวและเมียนมา พร้อมกับประกาศให้ผู้ค้าน้ำมันทยอยเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% โดยจะทยอยปรับ ซึ่งสิ้นเดือนมีนาคมนี้เป็น 1.5% และสิ้นเดือนเมษายนเพิ่มเป็น 3% จะช่วยยืดระยะเวลาได้อีก 7 วัน
ขณะที่มาตรการถัดไปภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) คือมาตรการการเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซล หรือ B100 จากเดิมที่ผสมในน้ำมันดีเซล 5% เป็น 7% (B7) ซึ่งจะช่วยลดการใช้เนื้อน้ำมันดีเซล 2% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมเป็นต้นไป
ส่วนกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ กระทรวงจะมีการส่งเสริมใช้ E20 และ E85 เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันส่วนต่างราคาระหว่าง E10 กับ E20 ราคาต่ำกว่าประมาณ 2 บาทต่อลิตร แต่เราจะเพิ่มผลต่างให้ถูกไปอีกเป็นประมาณ 3 บาทต่อลิตร เพื่อสร้างแรงจูงใจผู้บริโภค
ทั้งนี้ ปั๊ม ปตท.และบางจากได้ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ทุกชนิด เพิ่มขึ้น 0.50 บาทต่อลิตร ยกเว้น E20, E85 ลดลง 0.50 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มดีเซล และ Premium GSH95 คงเดิม มีผล 10 มีนาคม 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป
นายอรรถพลกล่าวอีกว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ต่อไป เนื่องจากประกาศเดิมจะหมดเดือนมีนาคม 2569 นี้ ซึ่งจะตรึงออกไปอีก 2 เดือน ส่วนราคาน้ำมันดีเซลที่มีมาตรการตรึงราคา 15 วัน เมื่อครบกำหนด (วันที่ 18 มีนาคม 2569) จะพิจารณาอีกครั้ง ขณะที่กลุ่มเบนซินจะเข้าไปช่วยเหลือแต่ไม่ได้ช่วยทั้งหมด เนื่องจากราคาขยับขึ้นบ้างตามราคาตลาดโลก
นอกจากนี้ การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนนำเข้าเกือบ 30-40 ลำ แต่จะมี 5 ลำที่มาจากกาตาร์ ออกมาจากช่องแคบฮอร์มุชได้แล้ว 2 ลำ เราไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดต่อหาแหล่งอื่นมาทดแทน ยืนยันได้เลยว่า LNG ที่จะทดแทนกาตาร์ในช่วง 2 เดือนนี้มาได้แน่นอน
ส่วนราคาค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม 2569) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประชุมภายในสัปดาห์หน้า เพื่ออนุมัติการหาตลาด LNG ใหม่ที่จะมาทดแทน LNG จากกาตาร์ในช่วงพฤษภาคมนี้ หากสามารถดำเนินการได้ มั่นใจได้ว่าก๊าซธรรมชาติเหลว เชื้อเพลิงที่มาผลิตไฟฟ้าไม่ขาดอย่างแน่นอน เรายังประสาน โดยหารือกับหลาย ๆ แหล่ง อาทิ มาเลเซีย ให้ผลิตเพิ่ม พร้อมทั้งซื้อไฟฟ้าเพิ่มจาก สปป.ลาว ซึ่งเป็นไฟฟ้าที่ผลิตได้จากน้ำ
ทั้งหารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ผลิตเพิ่มจากถ่านหิน หากเทียบก็เท่ากับ LNG 2 ลำที่นำเข้า ส่วนนี้ทำให้เรามีพลังงานใน 2 เดือนเกินกว่าความต้องการ อย่างไรก็ตาม สำหรับอัตราค่าไฟฟ้ารอบใหม่ พ.ค.-ส.ค. 69 จะพิจารณาในปลายเดือนมีนาคมนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าอัตราค่าไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร แต่จะพยายามให้ดีที่สุด
นายอรรถพลกล่าวอีกว่า ขณะนี้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาติดลบอีกครั้ง จากที่สัปดาห์ก่อนหน้า (วันที่ 1 มีนาคม 2569) บวก 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ สถานะกองทุนสามารถติดลบได้ในระดับหนึ่ง แต่เราหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงกฤษฎีกาเพื่อเตรียมการที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งก็ต้องพิจารณาหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
รายงานข่าวจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ระบุว่า ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 9 มี.ค. 2569 กองทุนน้ำมันต้องอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 11.73 บาท เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท กองทุนยังต้องอุดหนุนน้ำมันประเภทอื่นเพิ่มขึ้น ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 E10 อุดหนุนลิตรละ 3.06 บาท เพิ่มขึ้น 1.06 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 อุดหนุนลิตรละ 3.06 บาท เพิ่มขึ้น 1.06 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 E20 อุดหนุนลิตรละ 4.03 บาท เพิ่มขึ้น 1.55 บาท แก๊สโซฮอล์ E85 อุดหนุนลิตรละ 0.30 บาท เท่าเดิม
ผลจากภาระการอุดหนุนดังกล่าว ทำให้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 8 มี.ค. 2569 อยู่ที่ติดลบ 786 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวก 36,949 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 37,735 ล้านบาท
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายในระบุว่า ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ผลิตวัตถุดิบ ห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ห้างท้องถิ่น ห้างวัสดุก่อสร้าง และสมาคมตลาด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้า พบว่าประเทศไทยมีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิตอาหารสำเร็จรูปทุกประเภท และราคาสินค้าอุปโภค บริโภค และอาหารสำเร็จรูปในปัจจุบันยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีสัญญาณการปรับขึ้นราคา
พร้อมกันนี้ ผู้ประกอบการทุกรายยืนยันว่า การจับจ่ายใช้สอยและการขนส่งสินค้ายังคงเป็นปกติ ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการและไม่มีการกักตุน โดยกรมขอความร่วมมือให้ห้างร้านจัดเตรียมสินค้าและเติมให้เต็มชั้นวางอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่จำกัดการซื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก
ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่ผู้ประกอบการรับได้ คือไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งถ้ายังไม่เกินระดับนี้กลุ่มผู้ประกอบการจะยังไม่ปรับขึ้นค่าขนส่ง แต่หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น จะมีสูตรการปรับค่าขนส่งตามสัดส่วน เพราะทุก ๆ 1 บาทที่ราคาดีเซลเพิ่มขึ้น ค่าขนส่งจะต้องปรับขึ้น 3% อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าการปรับค่าขนส่งจะเป็นมาตรการสุดท้าย ซึ่งผู้ประกอบการไม่อยากทำ เพราะทันทีที่ค่าขนส่งขึ้นราคาสินค้าทุกอย่างก็จะขึ้นตาม
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า การดูแลรับมือราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางนั้น ต้องใช้หลาย ๆ มาตรการร่วมกัน เนื่องจากฐานะการคลังมีค่อนข้างจำกัด โดยยอมรับว่าพูดคุยเตรียมการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ค้ำประกันการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ เหมือนที่เคยทำมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่การนำมาใช้ต้องรอจัดตั้งรัฐบาล และมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ก่อน ซึ่งคาดว่าคงตั้งได้ในอีกไม่นาน
“กองทุนน้ำมันฯเริ่มติดลบแล้ว ก็กำลังดูกันว่าจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ แต่ในส่วนแนวคิดเรื่อง พ.ร.ก.ค้ำประกันให้กองทุนน้ำมันฯกู้เงินยังต้องประเมินก่อน ยังไม่ได้ออกตอนนี้ เพราะต้องรอเสนอ ครม. ก็คือต้องรอให้จัดตั้งรัฐบาล ตั้ง ครม.ชุดใหม่ให้เรียบร้อยก่อน แต่ก็เป็นแผนที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ส่วนวงเงินจะเป็น 1.5 แสนล้านบาทเหมือนเมื่อปี 2565 หรือไม่ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างประเมิน ว่าหากนำมาใช้จะใช้เท่าไหร่ ซึ่ง Room ในการค้ำประกันก็ไม่ได้มีเยอะ”
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า สถานการณ์สงครามที่กระทบต่อราคาน้ำมันนั้น เป็นเรื่องอยู่เหนือการควบคุม แต่ปัญหาของไทยก็คือ เราถูกโจมตีทั้งในแง่ราคาและปริมาณน้ำมัน กล่าวคืออยู่ดี ๆ ของก็แพง และเผลอ ๆ อาจจะไม่เพียงพอด้วย ดังนั้น รัฐบาลก็ต้องวางแผนป้องกันความเสี่ยง ต้องหาแหล่งน้ำมันสำรองเอาไว้
“รัฐบาลคงต้องดูด้วยว่าจะลดผลกระทบให้กับประชาชนได้แค่ไหน โดยการจะพยุงราคา ถ้าพยุงแบบไม่ให้ขยับเลยคงเป็นไปไม่ได้ ต้องใช้หลาย ๆ มาตรการ สำหรับการใช้ภาษีสรรพสามิตมาช่วย ถ้าคิดว่าชั่วคราวก็พอทำได้ แต่ก็ต้องดูผลกระทบ เพราะคราวที่แล้วที่ตรึงดีเซล 30 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคามันขึ้นไป 35-36 บาท ถือว่าไปรับประกันไว้เยอะมาก”
รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า สถานการณ์สงครามในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ตลาดการเงินยังคงมีความผันผวน เนื่องจากสถานการณ์ที่แตกต่างนี้จะส่งผลกระทบต่อระดับราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจโลก ผ่านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางหลัก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้น หรืออาจต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่สถานการณ์เลวร้าย
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะนำติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด และเน้นใช้กลยุทธ์การ Buy on Dip (ช้อนซื้อเมื่อราคาตก) ตามแนวรับ เนื่องจากตามสถิติแล้วตลาดหุ้นมักตอบสนองเชิงลบและผันผวนต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่มีโอกาสฟื้นตัวหลังเกิดเหตุการณ์ 10-15 วันทำการ
ในขณะที่กลุ่มหุ้นที่ได้ผลบวกจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยแนะนำลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defense ที่ได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนในการเจรจาระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน และรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่มีข้อสรุป
ทริสเรทติ้งวิเคราะห์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผลกระทบด้านเครดิตต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย โดยมองว่าระยะเวลาของความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักในการประเมินความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมและความเสี่ยงด้านเครดิต หากความขัดแย้งจำกัดอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์ ผลกระทบคาดว่าจะจำกัดอยู่เพียงความผันผวนของผลประกอบการในระยะสั้นของผู้ประกอบการเท่านั้น
ขณะที่ในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะเป็นความเสี่ยงหลัก เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นจำนวนมาก
สำหรับผลกระทบด้านเครดิตมีความแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม โดยกลุ่มสายการบิน โรงแรม และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) เผชิญกับแรงกดดันในเชิงลบ ในขณะที่กลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ ถ่านหิน และการขนส่งสินค้าแห้งเทกองทางเรือมีแนวโน้มได้รับประโยชน์
“ความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์จะเพิ่มสูงขึ้นสำหรับบริษัทที่มีภาระหนี้สูง จากการมีส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk Premium) ที่เพิ่มขึ้น และนักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น”
อ่านข่าวต้นฉบับ: กองทุนฯแบกดีเซลเกิน 11 บาท รอชงรัฐบาลใหม่กู้เงินอุ้มน้ำมัน