กลายเป็นดราม่าร้อน กรณีการประกาศปรับเปลี่ยนเงื่อนไขผลิตภัณฑ์บัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ e-Savings ของธนาคารกรุงเทพ ที่ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป ลูกค้าทุกรายต้องมียอดเงินคงเหลือในบัญชีขั้นต่ำ 2,000 บาท จะไม่สามารถทำรายการถอน/โอน หรือธุรกรรมอื่นใดที่ส่งผลให้เงินออกจากบัญชี จนทำให้ยอดเงินคงเหลือในบัญชีต่ำกว่า 2,000 บาทได้
ยกเว้น 2 กรณี คือ (1) กรณีการหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ ที่ลูกค้าได้ให้ความยินยอมไว้กับธนาคารหรือผู้ให้บริการตามข้อตกลงล่วงหน้า ได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ การชำระสินเชื่อและบัตรเครดิตให้กับธนาคาร หรือ (2) กรณีการทำรายการถอนเงินเพื่อปิดบัญชี ณ สาขาธนาคาร
หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในวงกว้าง ถึงความเดือดร้อนของผู้ฝากเงิน ทำให้ธนาคารกรุงเทพต้องออกมาประกาศใหม่ โดยชี้แจงว่า เป็นปรับเปลี่ยนเงื่อนไขผลิตภัณฑ์บัญชีเงินฝากออนไลน์ของธนาคาร 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ บัญชีสะสมทรัพย์ e-Savings และบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์บัวหลวงเอ็กซ์ตร้าดิจิทัล
เนื่องด้วยธนาคารประเมินว่า เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะช่วยป้องปราบมิให้มิจฉาชีพอาศัยบัญชีเงินฝากดิจิทัลเป็นบัญชีม้าในระดับหนึ่ง เพื่อลดช่องทางในการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้พิจารณาว่ามาตรการดังกล่าวอาจสร้างความไม่สะดวกแก่ลูกค้า จึงขอเลื่อนการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด
เรื่องนี้ นายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เกณฑ์คงเงินบัญชีเงินฝากขั้นต่ำ ถือเป็นข้อตกลงกลางเพื่อรักษาบัญชี แต่ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ธนาคารจะยกเว้นให้ อย่างไรก็ดี เข้าใจว่าแบงก์ที่ประกาศ น่าจะเห็นพฤติกรรมเข้าข่ายบัญชีม้ามาเปิดบัญชีในกลุ่มบัญชีเงินฝากดิทัล e-Saving มากขึ้น โดยเปิดบัญชีและไม่ได้มีการนำเงินมาใส่ไว้ เพื่อใช้ไว้โอนเงินออกเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ภายหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการป้องกันบัญชีม้าในการให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำระบบโปรไฟล์ลูกค้า (Customer Profiling) ตามพฤติกรรมลูกค้า เช่น เล็ก (Small) วงเงิน 50,000 บาท กลาง (Medium) วงเงิน 200,000 บาท และใหญ่ (Large) วงเงิน 2,000,000 บาท โดยธนาคารได้เริ่มมาตรการดังกล่าวตั้งแต่เดือน ส.ค. 2568
ขณะเดียวกัน ในส่วนของบัญชีเงินฝากดิจิทัลจะดูในระดับบุคคลมากขึ้นในอนาคต โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไข จากปัจจุบันที่กำหนดให้เปิดบัญชีได้ 1 คนต่อ 1 บัญชี กำหนดวงเงินการทำธุรกรรมโอนเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อแอปพลิเคชั่น ปัจจุบันธนาคารและบริษัทในเครือให้บริการ Mobile Banking App ทั้งหมด 3 แอปด้วยกัน ได้แก่ K-Plus, Make และ LineBK ซึ่งในอนาคตธนาคารจะปรับวงเงินการทำธุรกรรมโอนเงินรวมทั้ง 3 แอป อยู่ที่ไม่เกิน 5 หมื่นบาท เพื่อป้องกันบัญชีม้าและผู้เสียหาย
ทั้งนี้ หากดูตัวเลขมูลค่าความเสียหายภายหลังดำเนินการมาตรการป้องกันบัญชีม้าจะพบว่า มูลค่าความเสียหายในระบบธนาคารปรับลดลงต่อเนื่อง โดยตัวเลขล่าสุดเดือน ก.พ. 2569 มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 1,700 ล้านบาท ปรับลดลงจากปกติมูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ 2,500-2,600 ล้านบาทต่อเดือน และหากดูมูลค่าที่มีความเสียหายสูงสุดจะอยู่ในช่วงเดือน ก.ย. 2568 อยู่ที่ 2,900 ล้านบาท
ซึ่งเป็นช่วงระหว่างการจัดทำมาตรการ Customer Profiling และมูลค่าความเสียหายทั้งปี 2568 อยู่ที่ 29,000-30,000 ล้านบาท มองไปข้างหน้ามูลค่าความเสียหายจะปรับลดลงต่อเนื่อง
“มูลค่าความเสียหายปรับลดลงต่อเนื่อง หลังจากเรามีมาตรการป้องกันบัญชีม้า จากระดับ 2,500-2,600 ล้านบาทต่อเดือน กดลงมาเหลือระดับ 1,600-1,700 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งแนวโน้มน่าจะลดลงอีก เพราะ ธปท.และแบงก์จะมีมาตรการป้องกันมิจฉาชีพออกมาอีก ซึ่งอาจเป็นมาตรการย่อย ๆ ที่แต่ละธนาคารพยายามทำต่อเนื่อง และดูในระดับบุคคลมากขึ้น”
ด้าน นายวชิราวัชร์ มหาทัพกฤษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสิน สายงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ธนาคารออมสิน กล่าวว่า ตอนนี้มาตรการป้องกันบัญชีม้าและมิจฉาชีพ ทุกธนาคารดำเนินการมาตรการตาม ธปท.กำหนด โดยจัดทำระบบโปรไฟล์ลูกค้าตามพฤติกรรมลูกค้า ซึ่งธนาคารออมสินได้ดำเนินการแล้ว
ขณะเดียวกัน ธนาคารได้มีการเตรียมวางแนวทางการป้องกันมิจฉาชีพเพิ่มเติม แต่ยังไม่ได้นำมาใช้ โดยจะนำมาใช้หากพบสัญญาณมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แนวทางที่เตรียมไว้ คือ หากพบว่ามีเงินในบัญชีถูกแช่ไว้นาน 2,000 บาท และมีเงินก้อนใหญ่โอนเข้ามาและจะโอนออกทันที ธนาคารจะระงับไว้ก่อน 3 วัน เพื่อตรวจสอบข้อมูล ซึ่งหากลูกค้าต้องการทำธุรกรรมจริงสามารถมายื่นขอทำรายการผ่านสาขาธนาคาร จะเป็นส่วนหนึ่งของการยืนยันตัวตน และป้องกันมิจฉาชีพ
“พฤติกรรมบัญชีม้าอาจจะแช่เงินไว้ในบัญชี 2,000 บาท และมีธุรกรรมโอนเงินเข้ามาจำนวนเยอะ และโอนออกทันที ซึ่งเรามีคิดแนวทางป้องกันไว้แล้ว และพร้อมนำมาใช้ทันที หากพบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นแบบมีนัยสำคัญ เช่น ใน 1 ชั่วโมง มีผู้เสียหายเกิดขึ้น และชั่วโมงที่ 2 พบว่ามีผู้เสียหายเพิ่มขึ้น ธนาคารจะนำแนวทางการป้องกันมิจฉาชีพมาใช้ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้กระทบลูกค้าเป็นวงกว้าง”
จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้เป็นเจตนาดีของแบงก์ที่พยายามจะสกัดบัญชีม้า เพียงแต่มาตรการที่ออกมามีผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปด้วย ดังนั้นในโอกาสต่อ ๆ ไปคงต้องหาวิธีการที่แยบยลขึ้น เพื่อไม่ให้ผู้สุจริตได้รับผลกระทบไปด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับ: บทเรียนเข้มสกัดบัญชีม้า แบงก์เจตนาดี-ฟาดชิ่งคนสุจริต