แม้ “Galaxy S26 Series” แฟลกชิปรุ่นล่าสุดของ “ซัมซุง” (Samsung) จะมาช้ากว่าไทม์ไลน์การเปิดตัวตามรอบราว ๆ 1 เดือน และราคาของบางรุ่นจะสูงกว่ารุ่นก่อนหน้า 2,000-4,000 บาท แต่ก็ยังได้รับการตอบรับจากสาวก S Series เป็นอย่างดี สะท้อนผ่านยอดจองล่วงหน้าที่สูงกว่าช่วงเปิดตัว Galaxy S25 Series
“สิทธิโชค นพชินบุตร” President of Mobile Experience Division บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า หลังเปิดตัว Galaxy S26 Series การตอบรับในช่องทางออนไลน์ และสถิติการค้นหาบนโซเชียลมีเดีย (Search Trend) สูงกว่า Galaxy S25 Series ถึง 2.1 เท่า
ขณะที่ยอดจองล่วงหน้าของ Galaxy S26 Series ยังสูงกว่ารุ่นก่อนหน้า 1.4 เท่า สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคที่ตอบรับนวัตกรรมรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่สัปดาห์แรกของการวางจำหน่าย ทั้งในช่องทางออนไลน์และหน้าร้านทั่วประเทศ โดยได้รับความสนใจจากกลุ่ม Gen Z เป็นพิเศษ เห็นได้จากจำนวนผู้ใช้งานคนรุ่นใหม่ที่เติบโตถึง 25%
“ฐานผู้ใช้งาน Galaxy S Series ในประเทศไทยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2024-2026 จำนวนผู้ใช้งานเติบโตถึง 230% และทุกครั้งที่มีการเปิดตัวแฟลกชิปรุ่นใหม่ ก็จะเห็นแนวโน้มที่คนเอาสมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่นมา Trade-in เป็นส่วนลดซื้อเครื่องของซัมซุง รวมถึงคนที่เคยใช้ Galaxy Note ก็เปลี่ยนมาใช้รุ่น Ultra ด้วย”
เหตุผลที่ทำให้สมาร์ทโฟนของซัมซุงครองใจผู้ใช้งานมายาวนาน คือการเป็นแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่ง และเป็น “เทรนด์เซตเตอร์” ในการพัฒนานวัตกรรมเสมอ ตั้งแต่ Galaxy S23 Series ที่ยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยี Zoom 100 เท่า, Galaxy S24 Series ที่เปิดยุคของ First AI Phone, Galaxy S25 Series ที่พัฒนา AI ให้ก้าวสู่บทบาทของ AI Companion และ Galaxy S26 Series ที่สร้างมาตรฐานใหม่ด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ด้วย Privacy Display หรือ “จอกันเผือก”
ด้านนวัตกรรมหน้าจอ ซัมซุงยังเป็นผู้บุกเบิกที่ผลักดันขีดจำกัดของเทคโนโลยีมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น Galaxy S6 Edge ที่สร้างปรากฏการณ์หน้าจอโค้งสองด้าน ไปจนถึง Galaxy Z Fold และ Galaxy Z Flip ที่เปิดยุคใหม่ของมือถือจอพับ และเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานมือถือของผู้คนทั่วโลก
ขณะที่ฟีเจอร์ AI กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของประสบการณ์มือถือยุคใหม่ ผสานอยู่ในทุกทัชพอยต์ของการใช้งาน ตั้งแต่การค้นหา การสื่อสาร ไปจนถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการทำงาน พร้อมพัฒนาไปสู่ยุคของ Agentic AI ที่สามารถทำงานเชิงรุกและช่วยจัดการงานต่าง ๆ มากขึ้น โดยซัมซุงได้เพิ่ม “Perplexity” เข้ามาเป็นตัวเลือกในการใช้ AI นอกเหนือจาก “Gemini” ที่อยู่ตั้งแต่การเปิดตัว AI Phone รุ่นแรก
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความพร้อมสำหรับยุค AI Phone มากที่สุด เพราะพฤติกรรมการใช้งาน AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างชัดเจน ปัจจุบัน Daily AI Usage ของผู้ใช้ไทยอยู่ที่ 36% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 24% ขณะที่การใช้งานฟีเจอร์อย่าง Photo Assist และ Generative AI เติบโตเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
“หัวใจสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีของเรา คือแนวคิด Human-Centric Innovation นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้เพนพอยต์ และทำให้ชีวิตของผู้ใช้ดีขึ้น เช่น Privacy Display ที่มาพร้อมความสามารถในการตั้งค่าโหมดความเป็นส่วนตัวได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งลูกค้ากว่า 60% ให้ความสำคัญกับฟีเจอร์นี้ในการตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟน”
ซัมซุงยังพัฒนานวัตกรรมใน “Galaxy Ecosystem” เพื่อเพิ่มประสบการณ์ใช้งานอย่างต่อเนื่อง เช่น หูฟัง Galaxy Buds4 Series ที่ออกแบบมาให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Galaxy ได้แบบไร้รอยต่อ รองรับการใช้งานผู้ช่วย AI อย่าง Bixby, Google Gemini และ Perplexity สามารถสั่งงานผ่านคำสั่งเสียงแบบแฮนด์ฟรี เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์ AI ได้ทันทีโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์
รวมถึงฟีเจอร์ Head Gesture ที่ช่วยให้รับหรือปฏิเสธสายได้เพียงพยักหน้าหรือส่ายศีรษะโดยไม่ต้องใช้มือ พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนขั้นสูงเพื่อให้การฟังเพลง และการสนทนาชัดเจนยิ่งขึ้น มีฟีเจอร์แปลภาษาแบบเรียลไทม์ ที่รองรับมากกว่า 22 ภาษา
“นอกจากการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ แบบไร้รอยต่อแล้ว ซัมซุงยังให้ความสำคัญกับการใช้งานอย่างปลอดภัย มีการติดตั้งระบบ Auto Blocker ในสมาร์ทโฟนทุกเครื่อง เพื่อบล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกจากสแกมเมอร์”
“สิทธิโชค” พูดถึงการแบ่งเซ็กเมนต์สมาร์ทโฟนของ “ซัมซุง” ว่า มี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มล่าง ราคาต่ำกว่า 10,000 บาท เป็นกลุ่มที่ครองสัดส่วนยอดขายมากที่สุด 2.กลุ่มกลาง ราคาตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท และ 3.กลุ่มบน/พรีเมี่ยม มีราคาตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป และเมื่อเจาะไปที่ S Series โดยเฉพาะจะพบว่าเป็นสัดส่วนที่มาจาก Ultra กว่า 90%
แม้สภาพเศรษฐกิจจะไม่เป็นใจ และส่งผลกระทบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในกลุ่มพรีเมี่ยมยังเติบโต และไม่ค่อยเห็นสัญญาณความอ่อนไหวด้านราคา ส่วนหนึ่งเพราะมี “สินเชื่อ” หรือเครื่องมือทางการเงิน เช่น โปรแกรม Samsung Finance+ เป็นทางเลือกอยู่
การมีโปรแกรมสินเชื่อซัพพอร์ตการขายยังทำให้เห็นแนวโน้มที่ผู้บริโภคอัพเกรดจากรุ่นล่างและกลางเป็นรุ่นบนมากขึ้นด้วย ปัจจุบันลูกค้ากว่า 70% เลือกซื้อสมาร์ทโฟนด้วยโปรแกรมผ่อนชำระ
“ปกติรอบการเปลี่ยนเครื่องจะอยู่ที่ 3 ปี แต่พอมีโปรแกรมสินเชื่อ คนก็เปลี่ยนเครื่องไวขึ้น เพราะคำนวณแล้วว่าจ่ายหลักพันต่อเดือนไหว ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินก้อนมาซื้อทีเดียว”
เมื่อถามว่าวิกฤตชิปขาดแคลนจะส่งผลต่อราคาสมาร์ทโฟนมากน้อยแค่ไหน “สิทธิโชค” ยอมรับว่า ปัจจุบันราคาของหน่วยความจำเพิ่มขึ้นถึง 40-50% เพราะกลุ่มผู้ผลิตหน่วยความจำจะจัดลำดับการขายตามผู้ที่ให้ราคาสูงสุด เช่น ผู้ให้บริการ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้กลุ่มผู้ผลิตพีซีและสมาร์ทโฟนต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น และจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าตาม
โดยซัมซุงตัดสินใจปรับขึ้นราคาสมาร์ทโฟนประมาณ 5-20% และตรึงราคาบางรุ่นไว้ เช่น Galaxy S26 Ultra 256GB 46,900 บาท ซึ่งเท่ากับตอนที่ Galaxy S25 Ultra เปิดตัว แต่รุ่นที่ความจุสูงกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็น 512GB และ 1TB ต้นทุนชิปสูงกว่าเดิมมาก จึงไม่สามารถตรึงราคาไว้ได้แล้ว
ขณะที่คู่แข่งอาจปรับราคาขึ้นถึง 30% โดยเฉพาะในรุ่นล่างถึงกลางที่เคยราคาถูกมาก ๆ หรือบางรายก็ตัดสินใจลดสเป็ก เช่น กลับไปเริ่มต้นที่ 64GB เพื่อคงราคาขาย และบริหารต้นทุนให้ง่ายขึ้น พร้อมวางแผนความเสี่ยงเกี่ยวกับสินค้าขาดแคลนที่อาจเกิดกับบางรุ่นในช่วงไตรมาสที่ 2-3/2026
“ซัมซุงไม่มีนโยบายลดสเป็กเครื่อง เพราะตัดสินใจขึ้นราคาไปแล้ว แต่จะซัพพอร์ตลูกค้าผ่านโปรแกรมสินเชื่อแทน โดยการปรับขึ้นราคาสมาร์ทโฟนน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. 2026 เป็นต้นไป และคาดว่าวิกฤตชิปอาจลากยาวไปจนถึงปี 2027 ด้วย”
อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดกลยุทธ์ ‘ซัมซุง’ ฝ่าวิกฤตชิปขาดแคลน-เพิ่มยอดขาย Galaxy S26 Series
