คอลัมน์ : Politics policy people forum
ไทม์ไลน์การตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย วางคิว ไว้ว่า 19 มีนาคม 2569 มีลุ้นว่าสภาผู้แทนราษฎรจะมีการลงมติเพื่อเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 มีรัฐบาลภูมิใจไทย บริหารประเทศในเดือนเมษายน
เดือนเมษายน มีความหมายกับพรรคภูมิใจไทย เพราะถือฤกษ์เอา “วันจักรี” 6 เมษายน เป็นวันสถาปนาพรรค
ย้อนไป 6 เมษายน 2568 พรรคภูมิใจไทยประกาศความเป็น “สีน้ำเงินเต็มขั้น” ปรับสีโลโก้พรรคเป็นสีน้ำเงินล้วน ผ่านมา 1 ปี พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล
ทว่า 17 ปี พรรคภูมิใจไทยผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมือง จากที่ถูกขนานนามเป็น “พรรคงูเห่า” ตั้งเป้าเลือกตั้งสมัยแรก 70 เสียง แต่ผิดเป้าหมาย กลายเป็นว่าได้ สส.เพียง 34 ที่นั่ง
หากพรรคภูมิใจไทยโตขึ้นเท่าตัวในการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ของพรรค เมื่อปี 2562 ได้ 51 เสียง ใช้กลยุทธ์เป็นพรรคที่ผสมผสานทุนบ้านใหญ่-การเมืองท้องถิ่น จากนั้นค่อย ๆ พัฒนาเป็น “พรรคพลังดูด” ดูดนักเลือกตั้งที่เป็น สส.ในสมัยนั้น เกิน 100 คน เมื่อสิ้นสุดยุครัฐบาลประยุทธ์
เพราะพรรคภูมิใจไทยเอาชัวร์กับตัวเลข สส.บนคณิตศาสตร์-สถิติการเมือง ที่ว่า สส.ปัจจุบันจะกลับเข้าสภาหลังจากการเลือกตั้ง 70% และสอบตก 30%
เมื่อพรรคภูมิใจไทยสะสมนักเลือกตั้ง สส.100 คนขึ้น จึงตั้งเป้าเลือกตั้งปี 2566 ไว้ที่ 70 เสียง เพื่อเป็น “ตัวแปร” ร่วมรัฐบาล ถือตัวเลข 70 เสียงร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และพรรคสีน้ำเงินก็ทำได้ มี สส.เข้าเป้าถึง 71 เสียง
แต่เมื่อความสัมพันธ์ของพรรคเพื่อไทย-ภูมิใจไทย พลิกจับมือรับ MOA พรรคประชาชน “อนุทิน” ก้าวขึ้นสู่นายกรฯ ผลักเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ย้ำประวัติศาสตร์ “พลิกขั้ว” ครั้งที่ 2
และด้วยการที่คุมกลไกรัฐ-กลไกการเมือง “อนุทิน” นำภูมิใจไทยเข้าวิน ชนะเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยเสียงเด็ดขาดที่สุดในการเมืองเกือบ 1 ทศวรรษ 191 เสียง
ในงานฉลองชัยชนะที่ช้างอารีนา บุรีรัมย์ เมืองหลวงพรรคภูมิใจไทย “อนุทิน” เปิดใจกับลูกพรรคว่า เมื่อเป็นพรรคใหญ่สมาชิกทุกคนต้องไม่แตกแยก มุ่งทำงานหนักเพื่อประชาชนทั่วประเทศ ช่วยคลี่คลายปัญหาชาวบ้าน ซึ่งเชื่อว่าหากไม่ลงพื้นที่นั่งอยู่บ้านรอกระแสอย่างเดียวเลือกตั้งรอบต่อไปก็สอบตกขอให้ช่วยกันรักษาอัตลักษณ์ภูมิไจไทย “คำไหนคำนั้น เป็นปึกแผ่น ไม่มีแตกคอก”
พรรคภูมิใจไทย มักถูกครหาในทางการเมืองว่า เป็นพรรคมนต์เขมร-ไสยศาสตร์ หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย “โสภณ ซารัมย์” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นมือขวาครูใหญ่ภูมิใจไทย “เนวิน ชิดชอบ” มองต่าง โดยวิเคราะห์ปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้ภูมิใจไทยได้รับชัยชนะ
เพราะเดินด้วยหลักวิทยาศาสตร์คือการทำตามสเต็ป ทำงานแบบคิดวิเคราะห์ ควบคู่การทำงานแบบยั่งยืนให้ตรงใจประชาชน เป็นพรรคจับต้องได้จากนโยบายและการกระทำ ไม่ใช้ไสยศาสตร์ หรือจินตนาการ เห็นจาก สส.ภูมิใจไทยส่วนใหญ่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะ สส.ชนบทเป็นทุกอย่างของประชาชนจริง ๆ ไม่ได้ทำงานอยู่แต่ในสภาอย่างเดียว ก่อนบอกว่า “คุณเชื่อคำพูด หรือคุณเชื่อการกระทำ”
“เราถูกดูถูกดูแคลน ว่าเป็นผู้แทนเผาผี (ไปงานศพ) เป็นผู้แทนนั่นนี่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าความทุกข์ประชาชนคืออะไร เวลาเขาเดือดร้อนเรายื่นมือไปช่วย”
เมื่อถูกถามว่าทำไมค่ายการเมืองสีน้ำเงิน ชนะระบอบทักษิณทั้งที่โตด้วยกันมา “โสภณ” บอกว่า ส่วนตัวไม่ขอวิจารณ์พรรคเขา แต่คิดว่าสาเหตุอยู่ที่วิธีการ ภูมิใจไทยใช้สิ่งที่ “ยั่งยืน” ในพื้นที่ ไม่ใช่เอาแค่ “กระแส” เราคิดว่าต้องชนะใจประชาชนให้ได้ ไม่ว่าเจอกระสุนหรือกระแส และประชาชนเห็นจากฝีมือการบริหารรัฐบาลอนุทิน 1 แม้เป็นช่วงเวลาสั้น 4-5 เดือน
แต่การเดินจากนี้ ต้องทำงานให้ดี ไม่ทำให้สังคมผิดหวัง และต้องระวังไม่เหยียบกับระเบิดตัวเอง
สำหรับความรู้สึกที่เห็นภูมิใจไทยวันนี้ หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคบอกว่า “ไม่ว่าเราจะน้อยหรือมาก พวกเราอยู่กันแบบมีความสุขเป็นปึกแผ่น เพราะสิ่งที่ภูมิใจไทยมีคือความเป็นเอกภาพ ภูมิใจไทยยุคนี้สิ่งที่ผู้ใหญ่คิด คือพรรคการเมืองต้องไม่มีมุ้งมาต่อรองหากจะคิดทำการเมืองจริง ๆ ซึ่งมันต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ ส่วนการจะทำให้ได้ชัยชนะอย่างยั่งยืนก็ต้องสร้างผลงาน”
ด้าน “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ผู้ที่ก่อสัมพันธ์ครูใหญ่เนวิน เกือบ 3 ทศวรรษ เป็นหนึ่งในหัวหอก “กลุ่มเพื่อนเนวิน” อยู่พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ Day 1 เมื่อปี 2552 และไม่เคยออกไปจากพรรค วิเคราะห์ปรากฏการณ์ทำให้ภูมิใจไทยก้าวกระโดดจากพรรค 71 สส.ในการเลือกตั้งปี 2566 เป็น 191 ลบคำปรามาสว่าพรรคเฉพาะกิจ มี 4 ปัจจัย 1.การทำพื้นที่เขต ที่ผ่านมาภูมิใจไทยศึกษาโครงสร้างและปัญหาประเทศหลายเรื่อง จึงทำให้รู้ว่ารอบนี้ถ้ามีการเลือกตั้ง จะทำอย่างไรให้ได้คะแนนนิยมมากขึ้นด้วยการเน้นผู้สมัครเขต คัดเลือก บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและเป็นที่รู้จักของประชาชน
2.สร้างความนิยมของพรรคภูมิใจไทย เริ่มจากข้างใน เห็นโครงสร้างพรรคไม่ได้เป็นแบบเดิม ยุคใหม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรคและผู้บริหารรุ่นใหม่ ผสมผสานการทำงานกับคนรุ่นเก่า หาผู้ที่มีประสบการณ์ด้านต่าง ๆ เป็นที่ยอมรับของสังคมมาร่วมงานการเมือง เช่น “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์”
3.สถานการณ์การเมืองเอื้อ เพราะหากมองย้อนหลังกลับไปจะเห็นว่าการเมืองพักหลังสะดุดหยุดนิ่ง ตั้งแต่ยุครัฐบาลเศรษฐา เรื่อยมาจนรัฐบาลแพทองธาร ประกอบกับเกิดสถานการณ์รอบประเทศ ทั้งเรื่องสงครามเศรษฐกิจ สถานการณ์การค้าสหรัฐ ซึ่งภูมิใจไทยที่เป็นพรรคอนุรักษนิยมแบบหัวก้าวหน้า เมื่อเห็นหลายปัจจัยจึงรู้ว่าจะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทำให้ประชาชนหลอมรวมกันได้
และ 4.ความเด็ดขาดผู้นำที่ชื่ออนุทิน ในการแก้ปัญหาหลายเรื่องจนทำให้ประชาชนรู้สึกว่า อนุทิน ชาญวีรกูล น่าจะ เหมาะเป็นผู้นำประเทศในสถานการณ์นับจากนี้ โดยมีทีมผู้ร่วมบริหารประเทศเก่ง ๆ ที่เป็นคนนอกอย่าง ศุภจี เอกนิติ
ส่วนที่ถูกมองว่าค่ายการเมืองสีน้ำเงิน คุมทั้งเกมการเมืองและองค์กรอิสระหลายมิติ ศุภชัยปฏิเสธว่า ประเด็นนี้ไม่มี เพราะการที่ประชาชนเข้าคูหาแล้วกาพรรคภูมิใจไทย ไม่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ถูกมองว่าคุม สว.สีน้ำเงิน คุมองค์กรอิสระ เพราะองค์กรเหล่านี้ไม่มีผลต่อการ ตัดสินใจของประชาชนในการลงคะแนน ประกอบกับกติกาการเลือกตั้งยังคงเหมือนเดิม
แต่ถึงอย่างไรภูมิใจไทยขอทำงาน ณ ปัจจุบันก่อน ยังไม่มองถึงการเลือกตั้ง ครั้งหน้า ตามที่หลายฝ่ายมองว่าค่ายการเมืองสีส้ม อาจแข็งแกร่งขึ้น หากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กลับลงสู่สนามการเมืองอีกครั้ง เพราะเชื่อมั่นว่าเมื่อได้โอกาสเป็นทีมบริหารประเทศ ก็ต้องทำผลงานให้ดี ถ้าผลงานดีใครมาก็สู้ได้ทั้งนั้น
ส่วนประเมินระบอบทักษิณ “ศุภชัย” มองว่า ปัจจุบันไม่มีเหลือแล้ว สาเหตุที่ทำให้เสื่อม เพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง ประกอบกับแนวคิดของค่ายสีแดงที่มักใช้นโยบายประชานิยม ไม่ได้ผลแล้ว เพราะประชาชนปัจจุบันรับรู้แล้วว่า ประชานิยมไม่ได้มีผลทำให้บ้านเมืองดีขึ้น แต่ต้องพึ่งการบริหารประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ควรมีทีมงานมืออาชีพที่เข้าใจเศรษฐกิจและสถานการณ์โลก
ส่วนการทำงาน 4 ปีจากนี้ รัฐบาลภูมิใจไทย จุดแข็งต้องทุ่มเททำงานแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคงและภัยประเทศในมิติต่าง ๆ ต้องเอาให้อยู่ ส่วนสิ่งที่ห้ามพลาดคือความซื่อสัตย์ สุจริต การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมี “เราต้องทำให้ภาพรัฐบาลภูมิใจไทย เป็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่มีเทา”
ขณะที่แม่ทัพใต้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.คมนาคม มองว่า สาเหตุที่ทำให้ สส.เขตภาคใต้ เข้าวินถึง 31 สส. มาจากผลงานภูมิใจไทยที่ดีขึ้น จนทำให้เกิดกระแส ส่วนนโยบายที่จะเริ่มดำเนินการทำทันทีหลังตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 คือนโยบายต่าง ๆ ที่เคยหาเสียงไว้
นี่คือปัจจัยที่พรรคภูมิใจไทยชนะทุกเกมในเวลานี้
อ่านข่าวต้นฉบับ: ปัจจัย ภูมิใจไทย ล้มเพื่อไทย จับต้องได้ เข้าถึงทุกที่ ไม่ใช้ไสยศาสตร์