ผู้ส่งออกกลุ่มอาหารมองปัญหาตะวันออกกลางกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารไทยระยะสั้น โอกาสเกิดภาวะชะงักได้จากการขนส่ง ชี้ส่งออกข้าว-อาหารแช่แข็ง-อาหารสำเร็จรูปสะดุด แต่มั่นใจความต้องการสินค้ายังคงมี ขณะที่ สรท.เผยการขนส่งทางเรือ สายเรือไม่รับ Booking ใหม่ ขณะที่สินค้าในตู้ต้องลากออกจากท่าเรือ ส่วนที่ออกจากไทยแล้วต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มตู้ละพันดอลล์ ขณะที่ลูกค้าเริ่มชะลอการส่งมอบสินค้า หรือขอยกเลิกไปก่อนมากขึ้น
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านโลจิสติกส์ทางทะเล หลังจากสายเรือหลายรายได้หยุดรับจองตู้สินค้าในเส้นทางไปยังตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอาหารจากไทยไปยังภูมิภาคดังกล่าวเกิดภาวะชะงักงันในระยะสั้น
ทั้งนี้ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลาง ได้แก่ ข้าวขาว อาหารแช่แข็ง และไก่แช่แข็ง รวมถึงสินค้าอาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าสำคัญที่ภูมิภาคดังกล่าวต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยประเมินผลกระทบในระยะสั้น หรือประมาณ 1 เดือน สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้มาจากการลดลงของความต้องการสินค้าอาหาร แต่เกิดจากข้อจำกัดด้านการขนส่งสินค้าเป็นหลัก
“คำสั่งซื้อที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ บางส่วนอาจต้องเลื่อนกำหนดการส่งมอบสินค้าจนกว่าสถานการณ์การเดินเรือจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ”
สำหรับในเชิงโครงสร้างของสินค้าอาหารแช่แข็งและไก่แช่แข็งได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากต้องพึ่งพาระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) และต้องอาศัยความต่อเนื่องของระบบโลจิสติกส์ หากเกิดความล่าช้าจะส่งผลต่อทั้งต้นทุนและคุณภาพสินค้า ขณะที่ข้าวขาว รวมถึงสินค้าอาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูปที่สามารถเก็บรักษาได้นานจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากสามารถเลื่อนการขนส่ง หรือการส่งมอบสินค้าได้ในระดับหนึ่ง
ในอีกด้านหนึ่ง สินค้าบางส่วนที่ได้ส่งออกไปก่อนหน้านี้และยังอยู่ระหว่างการขนส่งในทะเล กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือ โดยสายเรือได้เสนอแนวทางให้ผู้ส่งออกพิจารณา 2 ทางเลือก ได้แก่ นำสินค้ากลับมายังประเทศต้นทางก่อน นำสินค้าไปพักรอที่ท่าเรือหลัก (Hub Port) ในภูมิภาคใกล้เคียง เพื่อรอให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติและสามารถส่งต่อไปยังปลายทางได้
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้ประกอบการ การรับสินค้ากลับมายังประเทศต้นทางก่อน อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อเพียงใด และการฝากสินค้าไว้ที่ท่าเรือดังกล่าวอาจทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมที่ไม่สามารถควบคุมได้
นายวิศิษฐ์กล่าวอีกว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบจะเริ่มขยายจากปัญหาเชิงโลจิสติกส์ไปสู่ต้นทุนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง สายเรืออาจต้องปรับเส้นทางเดินเรือ หรือเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้น ต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวจะเห็นชัดในสินค้าในกลุ่มอาหารแช่แข็งและไก่แช่แข็ง ซึ่งมีต้นทุนด้านพลังงานและระบบควบคุมอุณหภูมิสูง
สำหรับภาพรวมคำสั่งซื้อในปัจจุบัน ในภาพรวมความต้องการสินค้าอาหารจากไทยในตลาดตะวันออกกลางยังไม่ได้ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศในภูมิภาคนี้ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักในขณะนี้คือข้อจำกัดด้านการขนส่งสินค้า มากกว่าปัจจัยด้านอุปสงค์ของตลาด อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือ การปรับตัวของค่าระวางเรือ และต้นทุนขนส่ง การเพิ่มขึ้นของค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Insurance) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกอาหารไทยในระยะต่อไป
ด้านทางการขนส่งสินค้า นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการติดตามสถานการณ์การขนส่ง การให้บริการขนส่งทางเรือในขณะนี้ สายเรือไม่รับ Booking ใหม่สำหรับปลายทาง Persian Gulf แล้ว ลูกค้าในฟื้นที่ Middle East แม้ว่าจะอยู่นอก Persian Gulf ก็เริ่มขอให้ชะลอการส่งมอบสินค้า หรือขอยกเลิกไปก่อนมากขึ้น เพราะแนวโน้มสงครามขยายวงกว้าง และสหรัฐคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์ ทำให้ลูกค้าเองก็กังวลเรื่องความเสี่ยง
ส่วนตู้สินค้าที่บรรจุและส่งไปที่ท่าเรือแล้ว ขณะนี้สายเรือแจ้งว่าให้ผู้ส่งออกลากตู้กลับออกจากท่าเรือ เพราะจะไม่รับบรรทุกลงเรือแล้ว ซึ่งสินค้าที่ลงเรือออกจากไทยไปแล้วมีทางเลือกคือ ให้ผู้ส่งออกหารือกับคู่ค้า หากไม่พร้อมรับมอบให้นำกลับไทย จะมีค่าใช้จ่ายประมาณตู้ละ 1,000 USD หากไม่นำกลับไทย สายเรือจะนำตู้ไปวางไว้ที่ Safe Port เพื่อรอขนส่งไปถึงปลายทางเมื่อทำได้ ซึ่งอาจเป็น Hub หลัก อาทิ Salalah, Colombo, Singapore, Tanjung Pelepas และ Port Klang เป็นต้น แต่จะมี Storage Cost เกิดขึ้นต้องคุยกับลูกค้าเรื่องความรับผิดชอบในส่วนนี้
ขณะที่ระยะเวลาในการขนส่งเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด หากไป Persian Gulf จะมีเวลาเพิ่มขึ้นในเรื่องการรอคอยใน Safe Port แต่ภาพรวมจะมีเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้น เนื่องจากท่าเรือที่นำตู้ไปกองรอไว้ข้างต้นจะเป็น Transshipment Hub หลักของการเดินเรือทั่วโลก เมื่อตู้กองเพิ่มเติมจะทำให้ Operation ช้าลง และอาจทำให้เรือที่เข้าเทียบท่ามีการรอคอยเพิ่มขึ้น ระยะเวลาเดินเรือในภาพรวมมีแนวโน้มนานมากขึ้น ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วตอนวิกฤตทะเลแดง และต้องปรับตัวนานหลายเดือน กว่าที่สายเรือจะปรับกองเรือในแต่ละเส้นทาง จนทำให้แก้ปัญหาการล่าช้าของเที่ยวเรือได้
อ่านข่าวต้นฉบับ: ส่งออกข้าว-อาหารแช่แข็งชะงัก พิษบอมบ์ตะวันออกกลางกระทบเรือส่งสินค้า