ครบรอบ 3 ปีแล้ว สำหรับการควบรวม “ทรู-ดีแทค” ภายใต้ “ทรู คอร์ปอเรชัน” ดังนั้น แผนสร้างบริษัทใหม่ จบสิ้นลงด้วยผลกำไร 4 ไตรมาสติด “ซิกเว่ เบรกเก้” ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มทรู ได้ออกมาประกาศถึงคราวแผนใหม่ 4 Big Moves ปักธงนำสู่ “เทคโนโลยี-โทรคมนาคม” หรือ Telco-Tech อย่างเต็มตัว พร้อมเน้นย้ำว่า ไม่ได้แข่งกับค่ายใด แต่แข่งกับบริษัทเทคระดับโลก
วาระเดียวกันของการครบรอบ 3 ปี ของ “ทรูใหม่” กลุ่มเทเลนอร์ถอนตัวออกจากการเป็นพันธมิตร เปิดทางกลุ่มทุนใหม่ “อไรซ์ กรุ๊ป” ภายใต้การนำของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ผงาดขึ้นมาถือหุ้นใหญ่แทน ท่ามกลางคำถามถาโถมนานัปการ
หนึ่งในคำถาม คือ การเปลี่ยนแปลงแนวทาง Synergy กับกลุ่มซีพี ที่มีอีโคซิสเต็มครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมในประเทศ และเร็ว ๆ นี้ กำลังจะเริ่มต้นทดสอบเดิมพันครั้งใหญ่ของประเทศ คือ การขึ้นระบบ “เวอร์ชวลแบงก์” จะเปลี่ยนไปแค่ไหนอย่างไร
“ซิกเว่” กล่าวย้ำว่า ทิศทางของทรู คือ ต้องการที่จะเป็นบริษัทเทคโนโลยี โดยลูกค้าจะได้รับบริการที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่เรื่องสัญญาณ ซึ่งนั่นเป็นธุรกิจโทรคมนาคม ลูกค้าจะต้องได้รับบริการที่ไร้รอยต่อ เราจึงต้องเป็นเสมือน AI Platform ที่ทำงานด้วยข้อมูลอย่างหนัก เพื่อเข้าไปจัดการตั้งแต่โครงข่าย จนถึงบริการที่ตอบสนองเฉพาะบุคคลแบบ Hyperpersonality
ดังนั้น คำว่าบริษัท “เทคโนโลยี” ของทรู คือ การสร้างแพลตฟอร์มเอไอและโครงข่ายเพื่อไปตอบสนองลูกค้าหลากหลายบริการ ซึ่งพิสูจน์แล้วในช่วงปีที่ผ่านมาที่ทรูสามารถจ่ายเงินปันผลและมีกำไรเป็นครั้งแรกและต่อเนื่อง 4 ไตรมาส เป็นผลมาจากการผสมผสานระหว่างการเติบโตของรายได้และการลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยีจำนวนมาก
“คุณสามารถพูดคุยกับทรู ในฐานะแพลตฟอร์ม AI และเราจะทำให้แน่ใจว่า เรานำ AI ไปใช้ในการดำเนินงานและการปฏิบัติขั้นสุดท้าย ตั้งแต่ระดับการโอเปอเรตเครือข่าย ทั้งหมดนี้เป็นเทคโนโลยี เพราะว่าเราคือบริษัทเทคโนโลยีที่แท้จริง”
อนึ่ง ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นนั้น หลังจากกลุ่ม CP ได้ตัดสินใจลดสัดส่วนถือหุ้นจาก 30% เหลือราว 20% โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้ในการลงทุนในโครงการอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การลดสัดส่วนนี้ไม่ได้ทำให้ทิศทางการดำเนินธุรกิจของทรูเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากกลุ่มซีพียังคงมีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการบริหารและขับเคลื่อนกลยุทธ์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ Telenor เดิมถือหุ้น 30% และได้มีการขายหุ้นบางส่วนออกไป และมีกลุ่ม Arise เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นแทน ก็จะเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงแค่ระดับบนของโครงสร้าง
“การบริหารและทิศทาง On the Ground ยังคงเดิม”
นั่นรวมถึงการซินเนอร์จี้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในธุรกิจและบริการที่หลากหลายมากขึ้น
เมื่อถามถึงการเริ่มขึ้นระบบและทดสอบธนาคารไร้สาขา หรือ “เวอร์ชวลแบงก์” ซึ่งเป็นการเข้าสู่ธุรกิจไฟแนนซ์แบบเต็มตัวของกลุ่มซีพี การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจะนำไปสู่การส่งเสริมหรือสนับสนุนได้อย่างไรบ้าง
“ซิกเว่” มองว่า เวอร์ชวลแบงก์เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญของทรู เนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกัน ภายในเครือข่ายธุรกิจที่หลากหลาย มีโครงการที่กำลังดำเนินการเพื่อสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเวอร์ชวลใหม่ กับธุรกิจอื่น ๆ ในเครือ ซี.พี. เช่น 7-Eleven, True Money, Makro และ Lotus’s
“แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มซีพี แต่ทิศทางในการดำเนินธุรกิจและการสร้างซินเนอร์จี้ร่วมกับบริษัทในเครือ รวมถึงเวอร์ชวลแบงก์จะยังคงเดิม”
และว่า เวอร์ชวลแบงก์ จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจของทรู ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการทางการเงินเข้ากับฐานลูกค้าของธุรกิจค้าปลีกและบริการดิจิทัลที่มีอยู่เดิม
สำหรับทิศทาง 3 ปีข้างหน้า “ซิกเว่” ยังคงเน้นย้ำภาพรวมของตลาดโทรคมนาคมที่ไม่สามารถไปต่อได้อีกแล้ว จึงต้องเปลี่ยนทรูโฉมใหม่เพื่อเข้าสู่บริษัทเทคโนโลยีซึ่งมีบริการที่หลากหลายครอบคลุมขึ้น
“ซิกเว่” กล่าวด้วยว่า คู่แข่งในภาคโทรคมนาคมมีความแข็งแกร่งมาก แต่จุดตัดสินแพ้ชนะในปัจจุบัน คือ “ใครจะสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ไร้รอยต่อได้ดีกว่ากัน” และ “ใครจะดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถได้มากกว่า” นอกจากนี้ยังต้องแข่งกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระดับโลกที่ครองเวลาของผู้บริโภค
“เราไม่ต้องการเป็นเพียงเจ้าของโครงข่ายที่คนอื่นนำบริการมาขายท็อปอัพอยู่ข้างบน แต่เราต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตและธุรกิจของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง”
อีกหนึ่งวิธีคิดที่ต้องเปลี่ยน คือ การวัดผลการดำเนินงาน จากที่เคยมุ่งเน้นบริการโทรคมนาคมหรือมือถือ ย้ายจุดเน้นจากการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพโครงข่าย ไปสู่การสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) โดยมองว่าคู่แข่งที่แท้จริงไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายอื่น แต่รวมถึงแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix และ Google
เปลี่ยนตัวชี้วัดใหม่ จากการวัดรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อคนต่อเดือน (ARPU) เป็นรายได้เฉลี่ยต่อบัญชีต่อเดือน (ARPA) เพื่อสะท้อนการขายบริการที่หลากหลาย (Cross-selling) ให้แก่ลูกค้าหนึ่งราย
ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจ เทคโนโลยีที่โดดเด่นของทรู คือการแปลงข้อมูลมหาศาลสู่บริการที่หลากหลาย ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลจากตั้งแต่ในบ้าน บนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างโอทีที ที่ต้องแข่งขันกับต่างชาติโดยตรง รวมถึงเทคโนโลยีสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรองรับการพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ
และว่า ตลาดโทรคมนาคมในปัจจุบันไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการขายความถี่และบริการจากโทรศัพท์หรือบรอดแบนด์อย่างเดียว แต่มีบริการ Nonphone อีกมากที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของไทย
“การวัดด้วย ARPA เป็นการวัดจากบริการที่หลากหลายของทรูต่อผู้ใช้งาน 1 บัญชี การบริการที่ครอบคลุมทุกด้านและตอบสนองได้แบบเฉพาะบุคคล รวมถึงแนวโน้มในอนาคตของการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลที่ไม่ใช่แค่มือถือจะยกระดับค่าเฉลี่ยเหล่านี้”
“ซิกเว่” ระบุด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของไทยกำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนใน 3 รูปแบบ
1.Digital Life ผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงผู้รับข้อมูลอีกต่อไป แต่ก้าวสู่การเป็นทั้งผู้สร้างและผู้บริโภคข้อมูลในทุกมิติของไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความบันเทิง สุขภาพ หรือการเรียนรู้ ซึ่งเปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาบริการดิจิทัลที่สามารถเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของแต่ละบุคคลได้อย่างลึกซึ้ง
2.Home and Business บ้านและองค์กรกำลังก้าวสู่ยุคอัจฉริยะ ด้วยจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการนำ AI มาใช้ในองค์กรไทยกำลังเร่งตัว แม้ว่า 73% ขององค์กรมีแผนนำ AI มาใช้ แต่มีเพียง 18% ที่นำมาใช้งานจริงในระดับองค์กร สะท้อนถึงโอกาสสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
3.Nationwide Digital Growth โอกาสทางดิจิทัลกำลังขยายตัวไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการรองรับกลุ่ม Digital Nomad ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ การผลักดันสินค้าท้องถิ่นภาคใต้สู่ตลาดออนไลน์ระดับโลก การสนับสนุนสตูดิโอ Animation และ Visual Effects ทางภาคเหนือที่ผลิตผลงานให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก รวมถึงการยกระดับภาคอีสานสู่ศูนย์กลางแพลตฟอร์มบันเทิงดิจิทัล เป็นต้น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค
ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์ 3 ปีข้างหน้า ในการก้าวสู่ Telco Tech หรือ 4 Big Moves ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของทรู ได้แก่
1.Big Move ด้านประสบการณ์ (Experience) ยกระดับประสบการณ์แบบ End-to-End ตลอดวงจรการใช้บริการ โดยเสริมเครือข่ายทรู 5G บนคลื่นความถี่ 2300 MHz, 2600 MHz และ 1500 MHz เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านความเร็ว ความจุ และการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ทรูออนไลน์ เร่งยกระดับโครงข่ายเพื่อเพิ่มความเสถียร ประสิทธิภาพ และคุณภาพบริการบรอดแบนด์ ทั้งหมดถูกผสานเข้ากับระบบนิเวศดิจิทัลหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อในทุกจุดสัมผัสของลูกค้า
2.Big Move ด้านการเติบโต (Growth) สำหรับธุรกิจลูกค้าทั่วไป B2C ปรับยุทธศาสตร์จากการ “ชนะใจผู้ใช้รายบุคคล” สู่ “ชนะใจทั้งครอบครัว” ผ่านประสบการณ์แบบ Convergence ที่ผสานบริการมือถือและบรอดแบนด์เข้าด้วยกัน ขยายบริการ Beyond Connectivity ครอบคลุมแพลตฟอร์มความบันเทิง เช่น TrueID และ TrueVisions NOW, โซลูชั่น Home AI ผ่าน TrueX, บริการความปลอดภัยไซเบอร์ True CyberSafe, บริการด้านเกมและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล โดยใช้ Data-Driven และ AI-Powered Personalization เพื่อมอบข้อเสนอที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละครอบครัวได้อย่างแม่นยำ ภายใต้แนวคิด More for More
สำหรับธุรกิจลูกค้าองค์กร B2B ขยายบทบาทจากผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์สู่พันธมิตรด้านโซลูชั่นดิจิทัลที่องค์กรไว้วางใจ ภายใต้กรอบ BASIC5 ซึ่งครอบคลุม Big Data Analytics, AI, Security, Integrated Platforms, Cloud Computing และ 5G & Connectivity
3.Big Move ด้าน AI จะเป็นหัวใจสำคัญของทุกกระบวนการทางธุรกิจของทรู ตั้งแต่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งตอนนี้ได้นำ AI มาประยุกต์ใช้แล้วในหลายด้าน เช่น Intelligent Network Operations เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายและลดต้นทุนพลังงาน, Mari ผู้ช่วยเสมือน AI, ระบบ Hyper-Personalization วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อมอบบริการที่ตรงกับความต้องการลูกค้า
และมียุทธศาสตร์ AI-First ของทรู ขับเคลื่อนผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ AI for All, AI as a Growth Engine, AI-Powered Operations และยังตั้งเป้าพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับคนไทยมากกว่า 12 ล้านคน สร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับภาคธุรกิจ และเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศ
4.Big Move ด้านบุคลากร (People) บริษัทตั้งเป้า Upskill พนักงาน 100% ให้มีทักษะพื้นฐานด้าน AI ภายในปี 2569 พร้อมเปิดตัว ทุนการศึกษา AI จำนวน 10 ทุน สำหรับการศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงโครงการความร่วมมือระหว่าง MIT และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ยุทธศาสตร์ ‘Big Moves’ คือ แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการที่เปลี่ยนกลยุทธ์ให้เป็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งด้านผลประกอบการและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน พลิกบทบาทจากการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้ให้บริการแบบ Telco-Tech Company อย่างเต็มรูปแบบ”
อ่านข่าวต้นฉบับ: บิ๊กมูฟ ‘ทรู’ ในวันไร้ ‘เทเลนอร์’ ดึงจุดแข็ง CP-ARISE รับเวอร์ชวลแบงก์