คปภ. จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด เผยผลทดสอบ “ภาวะวิกฤต” ในระยะสั้นยังไม่กระทบธุรกิจประกันไทย ชี้รีอินชัวเรอร์อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางน้อย
นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) กล่าวว่า ตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มปะทุขึ้น นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ได้สั่งการให้สายงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาเตรียมความพร้อม ความเสี่ยงของบริษัทประกันภัยไทย โดยให้ทำการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) รวบรวมเกี่ยวกับการจัดทำประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอร์) ธุรกรรมประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงภาวะต้นทุนต่าง ๆ
“เราได้ทำ Stress Test กำหนดสถานการณ์ภาวะวิกฤตดูแล้ว ในระยะสั้น ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบอะไร ที่จะต้องให้ธุรกิจประกันภัยปรับแผนหรือทำอะไร ภาคธุรกิจประกันจึงยังไม่ต้องทำอะไร อย่างไรก็ดี เราก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้บริษัทประกันส่งข้อมูลต่าง ๆ มาให้”
นายอาภากรกล่าวว่า ตามปกติภัยสงคราม ธุรกิจประกันไม่ได้คุ้มครองอยู่แล้ว โดยสิ่งที่ห่วงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงทุน รวมถึงการประกันภัยต่อที่อยู่ในต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าบริษัทประกันภัยต่อที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางมีค่อนข้างน้อย จึงไม่ได้มีผลกระทบอะไร แต่ระยะยาวก็ต้องติดตามสถานการณ์ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
ขณะที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายชูฉัตร ประมูลผลเลขาธิการ คปภ. นำคณะผู้บริหารระดับสูง เข้าร่วมการประชุมทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของ Financial Services Agency (FSA) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดย FSA ถือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่สำคัญในการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยของไทย ทั้งในระดับทวิภาคีและเวทีระหว่างประเทศ
การหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อความร่วมมือในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจประกันภัย (Group-wide Supervision : GWS) และการพัฒนากรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงจากภัยพิบัติขนาดใหญ่ (Catastrophe Risk) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบประกันภัยและยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล โดยที่ประชุมได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับความคืบหน้าการบังคับใช้เกณฑ์ความมั่นคงทางการเงินตามมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Value-based Solvency Regime : ESR) ของญี่ปุ่น ซึ่งจะบังคับใช้ในปี 2569
สำหรับประเด็นการกำกับดูแลระดับกลุ่ม (Group-wide Supervision : GWS) ทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนแนวคิด “Substance over Form” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพิจารณาอำนาจควบคุมและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของกลุ่มธุรกิจ มากกว่ารูปแบบโครงสร้างทางกฎหมาย โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การกำกับดูแลธุรกรรมภายในกลุ่ม ความสามารถในการเคลื่อนย้ายเงินทุน และความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในระดับกลุ่ม พร้อมทั้งเห็นพ้องถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ Supervisory College และความร่วมมือระหว่างผู้กำกับดูแลในระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยข้ามพรมแดน
นอกจากนี้ การหารือยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงมหันตภัยและความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk) ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ส่งผลต่อทั้งการรับประกันภัย การลงทุน และเสถียรภาพของระบบการเงิน
นางสาวกัลยา จุกหอม รองผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ธุรกิจประกันภัยไทยไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากมีเพียงกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลและโลจิสติกส์ หรือมารีน ที่มีการคุ้มครองความเสี่ยงจากสงครามเท่านั้น ส่วนกรมธรรม์อื่น ๆ มีเงื่อนไขยกเว้นภัยสงครามทั้งหมด
“บริษัทประกันภัยไทยไม่ต้องทำ Stress Test เพราะไม่ได้คุ้มครองภัยสงคราม บริษัทประกันไม่ต้องจ่ายอะไร แต่ถ้าเป็นพวกภัยธรรมชาติถึงจะต้องทำ Stress Test เพราะบริษัทต้องจ่ายเงิน จ่ายความคุ้มครอง”
อ่านข่าวต้นฉบับ: คปภ.จับตาสงครามเดือด ธุรกิจประกันยังไม่กระทบ
