ปชป. แนะ ‘รัฐบาลใหม่’ ชิงช่องทางความได้เปรียบรับมือสงครามการค้ารอบใหม่ หลังสหรัฐเล็งสอบ 16 ชาติคู่ค้าฐานทำการค้าไม่เป็นธรรม จี้เร่งเจรจาระดับนโยบาย-แก้เกมข้อกล่าวหาให้ได้เปรียบด้านภาษี
นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตผู้แทนการค้าไทย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นข้อเสนอแนะประเด็น “สงครามการค้ากลับมาใหม่ ทำอย่างไรให้ไทยชิงความได้เปรียบ ?” ภายหลังสหรัฐเตรียมสอบสวนคู่ค้าหลัก 16 ประเทศรวมถึงไทย ภายใต้กฎหมายการค้า ฐานทำการค้าไม่เป็นธรรมนั้น
อดีตผู้แทนการค้าไทยระบุว่า ระหว่างที่สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่าย ๆ สงครามการค้าก็เริ่มส่อเค้าเข้มข้นขึ้นเช่นกัน ไทยต้องเตรียมรับทั้งสองสงครามให้ดี หลังศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยให้ภาษีต่างตอบแทนตามกฎหมาย IEEPA ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต่อมารัฐบาลสหรัฐกำหนดภาษีเท่ากันทุกประเทศที่ 10% เป็นการชั่วคราว สิ้นสุดในปลายเดือนกรกฎาคมนี้
ล่าสุด (11 มีนาคม) รัฐบาลสหรัฐเตรียมใช้เครื่องมืออัตราภาษีใหม่ตามมาตรา 301 ของ The Trade Act 1974 เพื่อกลับมาเก็บภาษีต่างตอบแทนกับแต่ละประเทศอีกครั้ง หลังภาษี 10% ชั่วคราวสิ้นสุดลง โดยได้ประกาศเริ่มกระบวนการสืบสวนกับประเทศต่าง ๆ เริ่มต้นที่ 16 ประเทศแรก ซึ่งมีไทยรวมอยู่ด้วย
ข้อกล่าวหาของสหรัฐคือ มีการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Trade Practices) ทำให้ประเทศมีกำลังการผลิตและการผลิตส่วนเกิน (Structural Excess Capacity and Production) ตัวอย่างของนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมซึ่งสหรัฐยกมา ประกอบด้วย การส่งเสริมการผลิตโดยไม่ยึดโยงกับความต้องการของตลาด (เช่น การอุดหนุนจากรัฐ) การกดค่าแรงให้ถูก รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ข้อกีดกันทางการค้าต่าง ๆ มาตรฐานแรงงาน และสิ่งแวดล้อมที่หละหลวม การให้เอกชนกู้ยืมด้วยดอกเบี้ยถูก ตลอดจนการบิดเบือนค่าเงิน
พูดง่าย ๆ คือ มีรัฐบาลอุ้มจนมีกำลังการผลิตมาก ทำให้ผลิตของไปขายสหรัฐจนได้ดุลการค้ามหาศาล (ขายของให้สหรัฐมากกว่าที่ซื้อของจากสหรัฐ) แถมยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินไม่ได้ใช้งานเหลืออีกด้วย
ทั้ง 16 ประเทศต่างเป็นประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐสูงมาก บางประเทศสหรัฐอ้างว่ามีกำลังการผลิตเหลือใช้มากจากนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม (ในมุมมองของสหรัฐ) โดยยกตัวอย่างบริษัทผลิตรถ EV สัญชาติจีนยี่ห้อ BYD ที่เร่งขยายโรงงานในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทย เพื่อจับจองตลาด ชิงความได้เปรียบจากผู้ผลิตในสหรัฐ จนทำให้ขายรถ EV ไปสหรัฐได้มาก และยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่สบาย ๆ
นายวีระพงษ์เสนอแนะว่า แล้วไทยจะเจรจาชิงความได้เปรียบอย่างไรดี ? หลังเริ่มการสืบสวนระหว่างวันที่ 17 มีนาคม-15 เมษายน สหรัฐจะเปิดโอกาสให้รัฐบาลและภาคส่วนต่าง ๆ ส่งหลักฐานว่า 16 ประเทศนี้มีนโยบายการค้าอย่างไร เป็นธรรม และสร้างความเสียหายให้สหรัฐหรือไม่
วันที่ 5 พฤษภาคม คณะกรรมการมาตรา 301 ของสหรัฐจะเปิดรับฟังประชาพิจารณ์ต่อสาธารณชน เมื่อการรับฟังสิ้นสุด รัฐบาลไทยจะมีเวลา 1 สัปดาห์ที่จะส่งความเห็นโต้แย้ง เพื่อประกอบการพิจารณาของสหรัฐ เมื่อกระบวนการสืบสวนสิ้นสุดลง ผู้แทนการค้าสหรัฐจะตัดสินว่าจะใช้มาตรา 301 กับแต่ละประเทศหรือไม่ และในรูปแบบใด
เมื่อรูปการณ์ออกมาเป็นเช่นนี้ โจทย์ของรัฐบาลใหม่คือ การเร่งกลับมาเจรจาการค้าในระดับนโยบายกับสหรัฐ นอกจากนี้ รัฐบาลควรเตรียมโต้ตอบกับการสืบสวนตามมาตรา 301 นี้ โดยแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเหมาะสมของนโยบายการค้าไทย หรือมาตรการที่จะดำเนินการเพื่อแก้ไขข้อกล่าวหา เพื่อให้ไทยได้อัตราภาษีที่ได้เปรียบประเทศคู่แข่ง
ล่าสุดรัฐบาลไทยได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อโต้ตอบข้อกล่าวหาแล้ว ซึ่งผมคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี โดยขอเสนอว่า การโต้ตอบควรมุ่งเน้นที่การพิจารณาปัจจัยที่สหรัฐมองว่าเป็นต้นเหตุของความไม่เป็นธรรมทางการค้า ตลอดจนแนวทางการนำเข้าสินค้าเพิ่มจากสหรัฐในกรณีที่เป็นประโยชน์กับไทย
สหรัฐเป็นตลาดคู่ค้าสำคัญของไทยที่เรายังต้องรักษาไว้ ตอนนี้เป็นจังหวะดีที่รัฐบาลจะเตรียมตั้งรับกับมาตรการภาษีระลอกใหม่ เพื่อชิงความได้เปรียบครับ
อ่านข่าวต้นฉบับ: วีระพงษ์ แนะรัฐบาลใหม่ เร่งชิงช่องทางได้เปรียบ รับมือสงครามการค้ารอบใหม่